ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘บทความ..ประดาบ’

บัลลังก์เผด็จการ

พฤษภาคม 9, 2008

           

           เพราะความตระบัดสัตย์และทรยศต่อประชาชนของสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง จึงทำให้ผู้สืบทอดอำนาจของเผด็จการ ได้เข้ามามีอำนาจบนเก้าอี้ประธานวุฒิสภา และ ทำให้วุฒิสภาตกอยู่ภายใต้การชี้นำของเผด็จการ ที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่พลังของประชาชน ตรงกันข้ามยังวางแผนคิดโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อยู่ทุกวินาที

           เป็นไปได้อย่างไรที่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะไปยอมสยบนบนอบ มอบคะแนนให้แก่นายประสพสุข บุญเดช และสนับสนุนให้เป็นประธานวุฒิสภา ทั้งๆ ที่รู้ว่า นายประสพสุข เป็นตัวแทนสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการ ที่มาด้วยระบบสรรหา เป็นตัวแทนของคน 7 คน มิใช่ตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

           ทั้งๆ ที่เผด็จการ คือ ศัตรูของประชาธิปไตย และเป็นผู้รวบริบอำนาจไปจากมือประชาชน แต่คนของระบอบประชาธิปไตย ที่ได้อำนาจมาจากประชาชน กลับนำความไว้วางใจของประชาชนไปกำนัลเป็นบรรณาการให้แก่เผด็จการ เพื่อแลกกับตำแหน่งและรางวัลที่เผด็จการสัญญาว่าจะมอบให้

           แต่ก็เป็นไปแล้ว เมื่อ สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งจำนวนมากกว่าสิบคน ที่สังกัดกลุ่มนายนิคม ไวยรัชพานิช สว.ฉะเชิงเทรา และเป็นน้าชายของนายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เทคะแนนที่ประชาชนมอบให้ ไปสนับสนุนนายประสพสุข ซึ่งเป็นคนที่ระบอบเผด็จการวางตัวไว้ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่ให้ล้มหายตายจากไป และคงอยู่กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย ไปชั่วนิรัดร์ ตามความฝันของเผด็จการ

           ตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งของนายนิคม ไวยรัชพานิช เป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญว่า สมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตั้งมา ได้ยอมตนเป็นคนของเผด็จการไปแล้ว

           การลงมติเลือกประธานวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงมิแตกต่างจากการฆาตกรรมความไว้วางใจของประชาชน อย่างอำมหิต และเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของระบอบเผด็จการ ที่มุ่งปองร้ายและโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อย่างครึกโครม

           นอกเหนือจากคำบอกเล่า ก่อนการลงมติ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริง แต่ก็เป็นไปแล้ว และยืนยันด้วยผลการลงมติ พร้อมชื่อและสกุลของผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา ยังมีเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ปรากฎรายชื่อคนสามคน ที่ถูกส่งไปไว้ในมือสมาชิกวุฒิสภาบางคน ก่อนการลงมติ ซึ่งบังเอิญเหลือเกินที่ตรงกับชื่อคนสามคนที่ได้ตำแหน่งประธานและรองประธานสมาชิกวุฒิสภา แบบไม่ต้องคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนการลงมติในห้องประชุมจะเกิดขึ้น

           ข้อมูลจากปากต่อปาก มาถึงหูของผม และจำต้องนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้ ก็คือว่า…

           1. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง 6 คน ถูกกักตัวไว้ไม่ให้มีสิทธิมาลงมติ ด้วยเงื่อนไขและวิธีการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่รับการรับรองผลการเลือกตั้ง ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยสมบูรณ์ เพราะว่า “มีผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต”

           2. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ถูกข่มขู่จาก กกต.บางคน ว่า หากไม่ลงคะแนนตามใบสั่งที่ได้รับไป อาจจะมีผลกระทบถึงตำแหน่ง เพราะกกต.ยังมีอำนาจ แจกใบเหลือง ใบแดง ให้แก่ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกคนได้

           3. สมาชิกวุฒิสภาทั้งประเภทสรรหา และมาจากการเลือกตั้ง จำนวนหนึ่ง ถูก (หัวใจและความโลภของตนเอง) บังคับให้รับเงิน และตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ในสมาชิกวุฒิสภา แลกกับการลงมติตามโพยรายชื่อที่ได้รับ

           4. สมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหาจำนวนหนึ่ง ถูกข่มขู่ว่าจะเปิดเผยประวัติ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในอนาคต หากไม่ลงมติตามใบสั่ง

           5. สมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหาจำนวนหนึ่ง ถูกทวงถามบุญคุณ ที่ได้รับตำแหน่ง และถูกตั้งข้อกล่าวหา “เนรคุณ” ไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่ปฏิบัติตามที่รับปากกันมาแต่ต้น

           คนสำคัญที่ผลักดัน นายประสพสุข บุญเดช อย่างออกหน้าออกตา ก็คือ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในกระบวนการสรรหา 74 สมาชิกวุฒิสภา ที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้เลือกว่าจะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” ตามเจตนารมณ์ของเผด็จการคมช.

           ในขณะที่ คนสำคัญที่กดดันให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องทรยศต่อประชาชนผู้เลือกตนมาทำหน้าที่ ก็คือ นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรม การการเลือกตั้ง ผู้เป็นเพื่อนรักและมิตรแท้ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ยั่งคงยึดมั่นต่อบุญคุณของเพื่อน ไม่เปลี่ยนแปลง และยังเป็นหนึ่งในเพื่อนที่เหลืออยู่น้อยคนของพล.อ.สนธิ ในวันนี้

           แน่นอนว่า ไม่มีผู้มาจากการเลือกตั้งคนใด ไม่เกรงไม่กลัว อำนาจของประธานกกต. ที่มือ “ใบเหลือง” และ “ใบแดง” เป็นอาวุธปลิดชีพผู้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน อยู่ในมือ

           หลังปรากฎผลการลงมติเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นว่า เค้าลางแห่งความยุ่งยากของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่จะเดินหน้าพัฒนาประเทศ และประคับประคองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นเสียแล้ว เนื่องเพราะในขณะที่ฝ่ายประชาธิป ไตย ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีชัยในสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้แก่เผด็จการในวุฒิสภา เนื่องเพราะบางคนที่เคยอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย กลับทรยศหักหลังประชาชน เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนที่เผด็จการหยิบยื่นให้

           ยังมิอาจจะคาดเดาได้ว่า การปะทะกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยที่มีประชาชนสนับสนุนกับฝ่ายเผด็จการ ที่มีจอมบงการผมขาวชี้นำสั่งการ จะปรากฎผลเป็นเช่นไร แต่บอกได้เลยว่าสงครามครั้งนี้ เต็มไปด้วยกลศึก และเล่ห์เหลี่ยม ตลอดจนผู้คนที่พร้อมจะทรยศหักหลังยืนอยู่เรียงรายและปะปนกันอยู่เต็มไปหมด

           หากให้คาดเดาทำนาย ก็ต้องบอกว่าเห็นทีเคราะห์ร้ายจะยังไม่หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนรัฐบาลของประชาชน ยังคงตกเป็นเป้าสังหารของระบอบเผด็จการ ที่กำลังฉลองชัยชนะกันอย่างครึกครื้นรื่นเริงยิ่งนัก หลังจากเอาชนะได้ในการประลองกำลังบนเวทีวุฒิสภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

           สุดท้าย ก็คงต้องไม่พ้นพลังของประชาชน ที่จะต้องรวมตัวกันเข้าต่อสู้กับระบอบเผด็จการที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ และกำลังก่อการใหญ่ เล็งการณ์ไกลที่จะยึดกุมทุกอำนาจในประเทศ ทุกสถาบันไว้ในปกครองและปริมณฑลแห่งอำนาจของตนเอง แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ให้ผิดพลาดเหมือนเมื่อครั้งที่ คมช. ทำล้มเหลวมาแล้ว

           วันนี้ ระบอบเผด็จการ เปลี่ยนผู้เล่น จาก คมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์ มาเป็น ประธานวุฒิสภา ที่ชื่อ ประสพสุข บุญเดช โดยมีกำลังส่วนใหญ่อยู่ในสมาชิกวุฒิสภา และกำลังอีกส่วนหนึ่งที่ซ่องสุม รอจังหวะอยู่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และในรัฐบาล

           ภาพเหตุการณ์ความสงบของการเมืองไทย เพื่อที่จะเป็นปัจจัยหลักในการกอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำย่ำแย่ ดังที่พวกเราทุกคนคาดหวัง ว่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ดูท่าว่าจะไกลห่างออกไปทุกที จนยากจะเชื่อว่าวันที่รอคอยจะมาถึงได้ในเร็ววัน

           ในขณะที่รัฐบาลของประชาชน กำลังสาละวันอยู่กับการแก้ปัญหาเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน แก้ไขสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง เรียกความกินดีอยู่ดีกลับคืนมาสู่ชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ เผด็จการก็กำลังเอาจริงเอาจังอยู่กับการแย่งชิงอำนาจออกจากมือของรัฐบาล เพื่อมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว

           ในขณะที่รัฐบาลสนใจเรื่องการบริหารประเทศ แต่ เผด็จการกลับสนใจแต่เรื่องการปกครองประชาชน

           หากประเมินด้วยสายตาของประดาบ ยากเหลือเกินที่รัฐบาลจะเอาชนะเผด็จการได้ ในสภาวะที่มีคนพร้อมจะทรยศหักหลังประชาชน และกระโดดข้ามจากฝั่งประชาธิปไตย ไปอยู่กับฝ่ายเผด็จการ เพิ่มมากขึ้น

           เว้นเสียแต่ประชาชนจะต้องแสดงพลังของตนเองออกมาในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง อย่าปล่อยทิ้งอำนาจของตนเองไปไว้ในมือของคนที่กำลังคิดทรยศหักหลังระบอบประชา ธิปไตย โดยไม่ใส่ใจไยดีต่อชะตากรรมของประชาชนและประเทศ ชาติ อีกต่อไป

           เตรียมพร้อมกันให้ดี บางครั้งบางที อาจจะต้องถึงเวลาของการเมืองภาคประชาชน อย่างแท้จริง เสียที

           อย่าให้ใครมาแอบอ้าง เป็นตัวแทนของพวกเรา แล้วไปอ้างสิทธิความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนประชาชน เผาบ้านเผาเมือง ทำลายประชาธิปไตย ทำร้ายประชาชน ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต ได้อีก

           สำหรับรัฐบาล และ พรรคพลังประชาชน ประดาบ ก็ได้แต่คอยเชียร์ และคอยเตือนว่าท่านกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ที่ประมาทไม่ได้แม้แต่กระพริบตาเดียว

           ความเห่อเหิมในชัยชนะที่ประชาชนมอบให้

           ความประมาทในการใช้อำนาจอย่างไม่ระแวดระวัง

           ความเลินเล่อในการบริหารประเทศอย่างขาดไร้ซึ่งความรู้และความสามารถ

           ความขัดแย้งแก่งแย่งตำแหน่งหน้าที่อำนาจและผลประโยชน์

           ความเลวร้ายประดามีที่ก่อตัวขึ้นมาแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

           เหล่านี้จะนำมาซึ่งหายนะแก่ท่านอย่างรวดเร็ว

           การปรับตัวเอง ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะ “ติเพื่อก่อ” เป็นความจำเป็นที่ท่านต้องรับฟัง มิใช่เหมารวมกันไปหมด ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ทุกกระแสเสียงทุกทิศทาง ล้วนแต่เป็นเจตนาร้ายที่ไม่ประสงค์ดีต่อท่านไปเสียทั้งหมด

           การไม่รู้จักแยกแยะ มิตรแท้ กับ มิตรเทียม

           การมองไม่ออกระหว่างเจตนาดี กับ ประสงค์ร้าย

           การเพิกเฉยต่อคำเตือนที่เปี่ยมด้วยหวังดี แต่ระรื่นหู ชุ่มฉ่ำหัวใจด้วยคำชมที่อาบยาพิษ

           เหล่านี้จะนำมาซึ่งสถานการณ์ที่เลวร้าย กว่าที่ท่านจะทันรู้ตัว หัวก็ไปอยู่บนดาบของศัตรูเสียแล้ว

           จะมองอย่างไร จะคิดอย่างไร กับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ล้วนเป็นภาระหน้าที่ของท่านที่จะต้องพินิจพิเคราะห์กันเอาเอง

           แต่มิควรจะหลงลืมว่า เผด็จการที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือประชาชน กำลังจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยความอ่อนแอ ล้มเหลว และขัดแย้งของผู้คนในรัฐบาล

ชักธงรบ

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ

           ยังล่วงลับดับสลายไปไม่ได้ เพราะเคยให้สัญญากันไว้แล้วว่า กาลอวสานของประดาบยังมาถึงไม่ได้ หากว่าเผด็จการยังไมถึงกาลอวสาน

           จำได้ดีว่าเคยสัญญาไว้กับทุกท่านอย่างไร ไม่ลืมง่าย และไม่เคยลืม

           แต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ต้องการให้มีใครมานำเรื่องราวความคิดเห็นส่วนตัวของผมคนเดียว ไปปั่นกระแส หรือไปแถสร้างสถานการณ์ให้กระทบกระเทือนเลื่อนลั่น กระทั่งกระทบไปถึงท่านนายกฯ ทักษิณ ที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย และต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่กับครอบครัว

           ผมกลัวแต่ว่าหากผมเขียนวิพากษ์อะไร วิจารณ์ใคร หรือ แฉเอกสารลับ จับเอกสารลึกมาเปิดเผยในห้วงเวลาที่ท่านนายกฯทักษิณ มาถึงประเทศไทย จะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอย่างสงบของท่านและครอบครัว ก็เป็นได้ จึงต้องอดใจไว้ก่อน

           ผมไม่อยากให้สื่อทั้งหลาย ตลอดจนเหล่าชายโฉดและหญิงชั่วทั้งปวง ที่ขึ้นป้ายหมายหัวท่านนายกฯทักษิณ เป็นศัตรูปรปักษ์อันดับหนึ่งฉวยจังหวะ ใช้โอกาส หยิบข้อเขียน บทความของผม ไปบิดเบือนแล้วนำกลับมาเชือดเฉือนท่านนายกฯ ของผม โดยที่ท่านไม่ได้รู้เห็นด้วย จะกลายเป็นว่าผมก่อบาปทำกรรมแก่คนที่ผมรักเสียเปล่าๆ ฟรีๆ

           รอจนกระทั่งท่านนายกฯทักษิณ เดินทางไปอังกฤษ เพื่อบริหารจัดการธุรกิจทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ของท่าน ที่เสมือนเรือใบขาดกัปตันในช่วงหลายแมตช์ที่ผ่านมา ผมจึงค่อยเยี่ยมหน้าโผล่หัวออกมาโบกมือทักทายทุกท่าน เหมือนที่ได้เห็น ได้อ่านกันอยู่ในเวลานี้ นี่ล่ะ

           แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง คือ เมื่อท่านนายกฯทักษิณ มาถึงประเทศไทย ผมจะต้องหลบหายไปทุกครั้ง คงไม่ใช่ ครั้งถัดๆ ไป ที่ท่านเดินทางกลับมาหาพวกเรา จะเป็นแบบไปๆ กลับๆ หรือ กลับมาแล้วไม่ไปอีกเลย ผมก็จะทำหน้าที่ของผมโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ตามที่ได้ตั้งใจไว้

           เพียงแต่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการเดินทางกลับประเทศไทย หลังพลัดพรากจากไปนานกว่าปี และเป็นที่จับจ้องมองดูของเหล่าอันธพาลทางการเมืองที่คอยหาเรื่อง โยนความผิด คิดชั่วร้ายกับท่านอยู่ตลอดเวลา ผมจึงไม่อยากจะตกเป็นเครื่องมือหรือเป็นเหยื่อของคนพาลเหล่านั้น จึงได้แต่นั่งจ้องอยู่หน้าจออย่างสงบ และสะกดมือที่อยากจะขีดเขียนอยู่ทุกคืนวัน โดยไม่ได้หันห่างหนีหน้าหายไปไหนดังที่หลายคนคิดและถามถึง

           15 วันที่ ท่านนายกฯทักษิณ อยู่ในประเทศไทย ผมก็ได้แต่แผ่เมตตาให้แก่ศัตรูของท่านและของผม เพื่อเป็นกุศลแก่ท่านนายกฯที่ผมรัก เปรียบเสมือนช่วงนุ่งขาวห่มขาว ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อชำระจิตใจแท้ๆ เชีียว

           ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นเร่าๆ อยากจะโถมเข้าใส่เหล่าอันธพาลการเมือง และลิ่วล้อบริวารเผด็จการที่ออกมาแผดเสียงจะเผาบ้านเผาเมือง และเตรียมการที่จะจุดไม้ขีดก้านแรก ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม ที่จะถึง

           พ้นช่วงจำศีลบำเพ็ญเพียร 15 วัน พลันที่นายกฯทักษิณ พ้นประเทศไทย ผมก็กลับมาประจำการ เตรียมพร้อมทำหน้าที่ของผมต่อไป

           ก่อนจะอ่านเรื่องราวข่าวคราวแง่คิดและมุมมองบนไฮ-ทักษิณ กันต่อไป ขออนุญาตบอกกล่าวข่าวของพวกเราสักเล็กน้อย ก็คือว่า…

           กำลังของเราที่เคยมีอยู่ 4 คน บัดนี้ลดหายไป 1 เหลือกันอยู่ 3 คน ประกอบด้วย 1 ชายจะแก่ และ 2 ชายฉกรรจ์ เนื่องจาก น้องสาวคนเก่งที่เคยเป็นขวัญ(กำลัง)ใจ ของพวกเรา ได้โบกมือลาไปแล้ว อันเนื่องแต่ความจำเป็นทางธุรกิจการงานส่วนตัวของเธอ ประกอบกับเธอเดินมาถึงเป้าหมายของเธอแล้ว คือ นำประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศ นำนายกฯทักษิณกลับมาคืนแก่ทุกคน

           อยากจะทัดทานแต่ยากจะทักท้วงเธอได้อีกต่อไป เพราะ 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งเธอ และผม จมอยู่กับงานที่ไม่ก่อรายได้ ให้แต่ความอิ่มใจ จนไม่สามารถยืนทวนกระแสและต้านทานต่อการเรียกร้องของครอบครัวได้

           เมื่อเสียงเรียกร้องที่รุกเร้าต่อเธอดังขึ้นทุกวันๆ ผมก็จำต้องทำใจที่จะเหลือกันเพียงแค่ 3 คน และก็เป็นธรรมดาของทีมงานที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา เมื่อขาดหายไปหนึ่ง และเป็นหนึ่งน้องเล็กที่เคยกุลีกุจอช่วยกันอย่างไม่รู้เหนื่อย ก็ยิ่งทำให้พวกที่เหลืออีก 3 คน ใจหายกันแทบจะทุกลมหายใจ

           บรรยากาศในสำนักงานของเรา ดูเงียบเหงาและเศร้าซึมอยู่หลายวัน แม้วันนี้ก็ดูไม่มีวี่แววจะดีขึ้น จึงต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แก่ทุกท่านที่พอจะจับอาการ และผิดสังเกตได้ ว่า ไฮ-ทักษิณ ดูเนือยๆ ไป ไม่เข้มข้น ดุดันเหมือนวันก่อนๆ ก็อาจจะเป็นการอ่อนแรงของพวกเราในห้วงเวลาที่ผ่านมา หลังจากที่น้องสาวคนเก่งเดินจากไปจากสำนักงานของเรา ในคืนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ หลังจาก นายกฯทักษิณ กลับมาถึงประเทศไทยได้เพียงหนึ่งวัน

           ความดีใจที่คนรักเดินทางกลับถึงบ้าน กับ ความเสียใจที่มิตรร่วมรบคนหนึ่งเดินทางจากไป เกิดขึ้นและแทนทดกันในระยะเวลาเพียงข้ามคืน เท่านั้นเอง

           จนถึงวันนี้ ความรู้สึกขาดหาย ยังคงมีอยู่แบบเต็มเปี่ยม ยังไม่รู้ว่าจะเติมอย่างไรในส่วนที่ขาดหาย ให้กลับมาเต็มเหมือนเดิม

           แต่ไม่เป็นไร…. 3 คนที่เหลืออยู่ แม้จะไม่สมบูรณ์ดังเดิม แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะก่อการดี และต่อตีกับเหล่าอันธพาล บริวารลิ่วล้อเผด็จการได้ โดยที่พวกเราจะไม่ออมกำลัง แต่จะโถมถาเข้าใส่แบบสุดกำลัง เพื่อยับยั้งหายนะที่เดินตามหลังเหล่าอันธพาลของระบอบประชาธิปไตย มาหาพวกเรา ให้จงได้

           ที่ผ่านมามี 4 ก็นับว่าน้อย แต่นี่ถอยเหลือเพียง 3 ทว่าหากทุกท่านยังพร้อมจะสู้ต่อ เราก็จะเดินหน้าไปด้วยกัน ไปเพื่อจะฟาดฟันเหล่าอันธพาลของระบอบอประชาธิปไตย ให้ดับดิ้นสิ้นสูญกันไปเสียที

           วันนี้ ผมกลับมาหาทุกท่าน นอกจากจะบอกว่า “ขออภัยที่คิดถึงมาก” แล้ว ผมอยากจะชักชวนท่านทั้งหลาย “ชักธงรบ” กับเหล่าอันธพาล แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

           หากเราอยู่ มันต้องม้วย

           หากมันอยู่ เราก็ตาย

           “ชักธงรบ”

เจตนาชั่วของสมุนสนธิ ลิ้มทองกุล

พฤษภาคม 9, 2008

           

           บทความของ สุรวิชช์ วีรวรรณ ที่ปรากฎบนเวปไซต์ manager on lie วันนี้ (28 ก.พ.) และจะปรากฎในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการวันพรุ่งนี้ (29ก.พ.) ในหัวเรื่อง “วันที่ทักษิณนิวัติพระนคร” เป็นบทความที่เขียนอย่างมีอคติ และมีเจตนาร้ายต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างร้ายแรง มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนเข้าใจผิด และเกลียดชังพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ประพฤติปฏิบัติตน ราวกับเป็น “เจ้า” จึงใช้คำว่า “นิวัติพระนคร” เพื่อให้ผู้อ่านซึ่งเป็นสาวกของสนธิ ลิ้มทองกุล หลงเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กระทำการในลักษณะ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เสด็จนิวัติพระนคร” ภายหลังจากทรงสำเร็จการศึกษา และเสด็จกลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ

           เจตนาของการใช้คำว่า “นิวัติพระนคร” เพื่อให้เทียบเคียงกับ “เสด็จนิวัติพระนคร” เป็นเจตนาทุจริต และเป็นเจตนาชั่วร้าย มุ่งหมายทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความเท็จ โดยวิธีการทำให้คนเข้าใจผิดและหลงเชื่อ ซึ่งเป็นวิธีการที่เลวร้าย สกปรก จนเกินกว่าที่จะยอมรับและให้อภัยได้

           ภาพที่ประจักษ์และปรากฎต่อสายตาประชาชน ที่ชมการรายงานสดจากหน้าจอโทรทัศน์ เป็นพยานได้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มิได้ประพฤติปฏิบัติตนเสมอเช่นเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัตพระนคร แม้แต่น้อย

           นับแต่ออกจากเครื่องบิน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตกอยู่ในวงล้อมของหน่วยรักษาความปลอด ภัยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดมาคุ้มครองความปลอดภัย ตามคำสั่งของพล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปรายงานตัวที่ศาลฎีกา ทันที

           ไม่มีโอกาสแม้แต่จะทักทายประชาชน ได้แต่เพียงโบกมือให้แก่กัน เพื่อเป็นการขอบคุณน้ำใจของประชาชนที่อุตส่าห์เดินทางมารอรับ หลังจากที่ก้มกราบแผ่นดินไทยอันเป็นที่รัก แล้ว เท่านั้นเอง

           พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีสิทธิพิเศษใดๆ กว่าผู้ต้องหารายอื่น เมื่อเดินทางไปถึงศาลฎีกา เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ก็ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติผู้ต้องหา เช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั่วไป เพียงแต่อาจจะได้รับความสะดวกมากกว่า ในฐานะที่เคยเป็นผู้นำรัฐบาล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน ก็ได้รับสิทธิเช่นเดียวกันนี้ บางคนได้รับสิทธิมากกว่านี้อีกด้วยซ้ำ คือ ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ

           ผมไม่แน่ใจว่า ผู้เขียนบทความนี้ ได้ชมการรายงานสดตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ แต่แน่ใจว่าผู้เขียนบทความนี้เขียนด้วยอคติ และเขียนด้วยเจตนาทุจริตต่อพ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ได้ใส่ใจต่อความจริงที่ปรากฎต่อสายตาประชาชนหลายล้านคนที่ได้ชมการรายงานสดพร้อมๆ กัน ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก

           ความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ ก็คือว่า….

           1. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงประเทศไทย

           2. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดินไทย จะเป็นทันทีที่เท้าก้าวแรกสัมผัสผืน ดิน จะเป็นเท้าก้าวที่เท่าไรก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สาระอยู่ที่ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจไป ต้องพลัดพรากจากแผ่นดินแม่ไปนานถึง 17 เดือน โดยไม่ได้ร่ำลา และไม่ได้ตั้งใจ เมื่อได้กลับมาถึงแผ่นดินแม่ มายืนบนแผ่นดินเกิด การก้มกราบแผ่นดินแม่ เพื่อสำนึกในบุญคุณ เพื่อรำลึกถึงความหอมของผืนดิน ที่เคยอุ้มชูเลี้ยงดูมาทั้งชีวิต เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

           พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้กระทำสิ่งนั้นทันที โดยไม่ลังเล และไม่ได้สนใจว่ากล้องของผู้สื่อข่าวอยู่ตรงไหน อย่างไร ไม่มีการนัดแนะ ไม่มีการให้คิว ไม่มีการเทคใหม่ ไม่มีการก้มกราบสองครั้ง สามครั้ง เพื่อให้ช่างภาพ ได้ถ่ายภาพสวยๆ ได้บันทึกภาพทุกความเคลื่อนไหว ทุกช็อต ทุกเฟรม ที่ช่างภาพบันทึกได้ เป็นกิริยาอาการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มิใช่การเสแสร้าง หรือเกิดจากการนัดแนะ ซ้อมคิวกับช่างภาพแต่อย่างใด

           3. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความผลปลอดภัยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่มีโอกาสที่พบปะพูดคุย โอบกอด สัมผัสมือกับชาว บ้านหลายพันคนที่มารอรับนานข้ามคืน ดังที่ใจต้องการ เพราะต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตนตามแผนการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างเคร่งครัด

           4. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางการติด ตามดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปยังศาลฎีกา เพื่อการเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ทันที ไม่มีโอกาสที่จะแวะทักทายกับใคร หรือกลับบ้านพักก่อน ดังเช่นที่สื่อบางสำนักคาดเดาไว้ล่วงหน้า ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าบุคคลทั่วไป ที่ตกเป็นผู้ต้องหา และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล

           5. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ตามที่สื่อมวล ชนต้องการ และปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ซึ่งเข้าใจได้ว่าเพื่อไม่ให้เกิดการตั้งคำถามนำ ไปสู่ความเข้าใจผิดของประชาชน อันจะเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกขึ้นในชาติอีก ทั้งนี้ก่อนจะเข้าสู่ห้องแถลงข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ได้ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ประดิษฐานอยู่หน้าห้องแถลงข่าว ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ที่ได้กลับมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอีกครั้งหนึ่ง

           6. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปกราบพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

           7. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมครอบครัว เข้าพักที่โรงแรมเพนนินซูลา

           พฤติกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดทั้งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเสี้ยวเวลาใดเลย หรือ พฤติกรรมใดเลย ที่จะส่อแสดงให้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณ แสดงพฤติกรรมใกล้เคียง เลียนแบบ หรือ เทียบเคียงได้กับการเสด็จนิวัตพระนครของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ผู้เขียนบทความต้องการชี้นำให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิด

           มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ เวปไซต์ Manager on lie จะหลงเชื่อไปตามที่ผู้เขียนชี้นำ เพราะผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พร้อมจะเชื่อ มากกว่าที่จะอ่านแล้วคิด

           การใช้ถ้อยคำหัวเรื่องของบทความดังนี้ เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายมากกว่าที่เชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่อยู่ในสังกัดของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่มีข้อบังคับด้านจริยธรรมอย่างสูงส่ง และผู้เขียน ก็อยู่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับเดียวกับ นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เสียด้วย

           พฤติกรรมในลักษณะนี้ เป็นการแอบอ้าง และใช้ถ้อยคำ อันหมายถึงสถาบันเบื้องสูง มาเป็นเครื่องมือทำให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิด เช่นเดียวกับพฤติกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ศาลพิพากษาจกคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ก็ด้วยเหตุที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง ไม่มีผิดเพี้ยน

           พฤติกรรมของ สุรวิชช์ วีรวรรณ ที่เดินเคียงข้าง สนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดเวลาของการปลุกระดมประชาชน สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ เป็นการส่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่มีแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล คนเดียวที่มีพฤติกรรมแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ตนสมประโยชน์ทางการเมือง หากแต่ยังแพร่กระจายระบาดไปยังคนรอบข้างในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จนไม่อาจจะไว้วางใจได้ว่าติดพฤติกรรมนี้กันไปกี่คนแล้ว บางทีอาจจะเป็นกันเครือผู้จัดการก็เป็นได้

           บางทีผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องมาพิจารณากันสักครั้งว่า การลงโทษจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา แต่ให้ประกันตัวได้ในระหว่างอุทธรณ์ เป็นการลงโทษที่หาได้ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล และบริวาร สำนึกในการกระทำความผิดของตนเอง ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ด้วยวิธีการอันเลวร้าย คือ ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ก็เป็นได้

พิสูจน์หัวใจคนรักทักษิณ

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ในที่สุดวันที่พวกเราทุกคนรอคอยก็มาถึง

           วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. นายกฯทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

           ผมได้รับ Mail แจ้งข่าวนี้จากสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวชินวัตร ผู้ซึ่งเคยเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่าง นายกฯทักษิณ ชินวัตร กับ Hi-thaksin ในช่วงต้นๆ ที่เราติดต่อขอให้ท่านส่งคลิปวิดีโอ มาให้พวกเราได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ได้ยินได้ฟังสุ้มเสียงของท่าน ได้รู้ได้เห็นความคิด ความอ่าน และความเป็นอยู่ของท่าน ในต่างประเทศ

           วินาทีที่เปิด Mail แจ้งข่าวชิ้นนี้ ผมมีอาการหัวใจเต้นแรง และดีใจเหลือประมาณ ที่ได้รับข่าวดีที่เชื่อว่าพวกเราซึ่งเป็นคนรักทักษิณ ชื่นชมศรัทธาการทำงานของท่าน และเฝ้ารอการเดินทางกลับบ้านของท่านมานานนับปี จะได้สมหวังกับการรอคอยเสียที

           นับจากวันนี้ไปถึง 28 กุมภาพันธ์ ก็เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น ไม่นานเกินไป ไม่กระชั้นเกินไป ที่พวกเราจะเตรียมตัวไปต้อนรับนายกฯทักษิณ ของเรา

           1 ปีเศษนับแต่ท่านจากประเทศไทย จากพวกเราไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2549 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ จะเป็นวันแรกที่ท่านจะกลับมายืนบนผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง หลังจากที่พวกเราประชาชนได้ร่วมกันแสดงพลังโค่นล้มเผด็จการคมช. ไปด้วยมือของเรา เมื่อวันที่ 23 ธันวา คม ที่ผ่านมา

           1 ปีเศษที่เราเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวายใจ ด้วยความห่วงใจ ด้วยความรักและคิดถึง เหลืออีกเพียง 2 วันเท่านั้น ที่การรอคอยของเราจะสิ้นสุดลง ด้วยความสุข สมหวัง ดังที่เราคาดหมายไว้

           1 ปีเศษที่เรามารวมตัวกันที่นี่ ที่เวปไซต์ Hi-thaksin และร่วมกันสร้างเวปไซต์นี้ให้เป็นชุมชนคนรักทักษิณ ที่มีพลังแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ส่งไปให้แก่คนที่เรารัก อย่างไม่เสื่อมคลาย วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้พิสูจน์หัวใจของคนรักทักษิณ ว่ายิ่งใหญ่ และอบอุ่น จริงดังที่พวกเราพร่ำพูดกันในเวปไซต์นี้หรือไม่

           วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะเป็นวันที่พวกเราคนรักทักษิณ จะได้แสดงความรักของพวกเราให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งประเทศ และคนทั้งโลก ว่า ความรัก ความผูกพันที่พวกเรามีต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร นั้นหนักแน่นและจริงใจต่อกันเพียงใด

           วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะเป็นการแสดงพลังของประชาชนที่นิยมศรัทธานายกฯทักษิณ ชินวัตร เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองชีวิต และรักษาความปลอดภัยแก่คนที่เรารัก เพื่อให้กลุ่มคนที่มุงหมายปองร้ายได้ประจักษ์ และสยบยอมต่อพลังของประชาชน ในที่สุด

           วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะเป็นวันที่พวกเราคนรักทักษิณ จะได้อิ่มเอมหัวใจกันเสียที

           แล้วพบกันวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นะครับ

           ผมจะรอทุกท่านที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อร่วมกันต้อนรับนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่แผ่นดินไทย กลับมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกันกับพวกเรา อีกคราครั้งหนึ่ง

เปิดหลักฐาน ปราโมช รัฐวินิจ อุ้ม สนธิ ลิ้มทองกุล โผล่ช่อง 11

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ได้เวลากำจัดลิ่วล้อบริวาร เครือข่ายเผด็จการ แล้วครับ

           ประดาบ จะสอยทีละคน ทีละราย ไปเรื่อยๆ จนกว่าหลักฐานในมือจะหมดไป

           รายแรกเริ่มกันที่ ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อุทิศตนเป็นกระบอกเสียงของเผด็จการคมช. แลกกับตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

           ……………………………..

           นับแต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านสื่อสารมวลชนของรัฐ ซึ่งหน่วยงานหลักที่ต้องกับดูแลก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ ก็ปรากฎคำถามอื้ออึงบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า …

           “อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะรอดไหม จะอยู่ได้สักกี่วัน”

           หนังสือพิมพ์บางรายออกข่าวล่วงหน้าไปก่อนแล้วว่า “ปลดแน่ ย้ายชัวร์”

           โทรทัศน์บางช่อง เสนอข่าวใหญ่ไปแล้ว “ปลดอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แล้ว”

           แทบจะไม่มีใครในวงการสื่อเชื่อว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะอยู่ได้ ไม่ถูกปลด ถูกย้าย แม้แต่รายเดียว

           ทำไมเพื่อพ้องน้องพี่ในวงการสื่อ ทั้งสื่อรัฐ และสื่อเอกชน จึงเชื่อเช่นนั้น

           แน่นอน ย่อมต้องมีเหตุที่ทำให้เกิดความเชื่อเช่นนี้

           กระทั่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เอง วันที่ไปแสดงความยินดีกับนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ยังตอบคำถามนักข่าวที่ยิงคำถามใส่ว่า ทำใจได้หรือยังหากถูกปลด ว่า “ไม่ได้กังวล เป็นข้าราชการ อยู่ตรงไหนก็ได้”

           อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตอบแบบนี้ ภาษานัก(เลง)ข่าว ฟันธงทันที “โดนแน่ ไม่มีทางรอด”

           หากจะว่ากันไปแล้ว ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนปัจจุบัน เป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในวงการสื่อมวลชน เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนแรกที่เติบโตมาจากสายงานข่าว และเป็นนักข่าวภาคสนาม คลุกคลีกับนักข่าวรุ่นใหญ่ๆ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ของหนัง สือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในประเทศ มาช้านาน

           จึงเป็นเรื่องไม่ปกตินัก เมื่อได้ยินได้ฟังว่าเพื่อนฝูงในวงการไม่ได้อนาทรร้อนใจกับชะตากรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ มากนัก อาจจะเป็นเพราะรู้ดีว่าพฤติกรรมของปราโมช ในห้วงเวลาที่เผด็จการเรืองอำนาจ

           ปราโมช ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ถวายตัวรับใช้คุณพ่อเผด็จการคมช. อย่างสุดจิตสุดใจ

           ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนสั่งปิดวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ของชินวัฒน์ หาบุญพาด และ วิทยุชุมชนคนรู้ใจ ของชูพงศ์ ถี่ถ้วน ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนคลื่นหลักของคนรักทักษิณ และดำเนินคดีทั้งกับ ชินวัฒน์ และ ชูพงศ์ ข้อหาจัดรายการวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่เนื้อหารายการที่ทำให้สังคมแตกแยก ด้วยเหตุเพียงเพราะว่า ทั้งสองสถานีนี้ สัมภาษณ์นายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศข้ามทวีปจาก ลอนดอน มา กรุงเทพฯ แล้วกระจายออกไปทั่วประเทศ ด้วยระบบออนไลน์ ให้คนรักทักษิณ ได้ชุ่มชื้นหัวใจ

           ปราโมช รัฐวินิจ ชี้ว่า คำสัมภาษณ์ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่าคิดถึงบ้าน อยากให้คนไทยรักกัน หันหน้าเข้าหากัน อภัยให้กัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบ 80 พรรษา จะสร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทย

           ในขณะที่ วิทยุชุมชน 92.25 ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ 97.75 ของสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เครื่องส่งวิทยุที่มีกำลังส่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กล่าวหาโจมตีนายกฯทักษิณ ใช้ความเท็จสร้างความเกลียดชังนายกฯทักษิณ และทำให้สังคมแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ และยังออกอากาศมาได้จนถึงทุกวันนี้

           กระทั่งการยึดไอทีวี มาเป็นของรัฐ แล้วแปลงสภาพไปเป็นโทรทัศน์สาธารณะ ตกเป็นเครื่องมือสื่อสาร ของสื่อมวลชนผู้ฝักใฝ่เผด็จการ ที่นำโดยเทพชัย หย่อง ก็เป็นฝีมือของปราโมช รัฐวินิจ คนนี้นี่เอง ที่เป็นทั้งผู้วางแผน เดินเกม และลงมือด้วยตนเองทุกขั้นตอน

           รวมไปถึงการสั่งซื้อสารคดีมาเผยแพร่ในช่วงที่โทรทัศน์สาธารณะ เปิดสถานีในช่วง 15 วันแรก จำนวน 100 ตอน มูลค่า 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงจนน่าตกใจ ก็เป็นฝีมือของปราโมช เช่นเดียวกัน เป็นการซื้อโดยไม่ต้องประมูล ไม่ต้องสอบราคา และซื้อตามความพึงพอใจของตนเองเพียงคนเดียว

           ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่สั่งการเด็ดขาด สกัดกั้นการออกอากาศของ พีทีวี ถึงขั้นประกาศลั่นว่า หาก พีทีวี ออกอากาศ จะถูกจับกุมดำเนินคดี เพราะเป็นโทรทัศน์เถื่อน ผิดกฎหมายแน่นอน และจะต้องมีคนไข้ขึ้นแน่ๆ

           วันนี้ พีทีวี ออกอากาศได้แล้ว ปราโมช รัฐวินิจ ไม่เห็นรู้ร้อนรู้หนาวอะไร ไม่เห็นขึงขัง สั่งปิด สั่งจับ เหมือนเมื่อวันวาน เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการตัดสินใจของอธิบดีกรมประชา สัมพันธ์ คนนี้ แต่ที่แน่ๆ มีคนเห็นปราโมช รัฐวินิจ มีอาการไข้ขึ้นๆ ลงๆ เกือบทุกวัน นับตั้งแต่จักรภพ เพ็ญแข มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์

           กลับตัวแล้ว แต่กลับใจ ให้เลิกฝักใฝ่เผด็จการ ไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป

           อันที่จริงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้มา ก็หามีความสง่างามไม่ เพราะได้มาจากการกอดแข้งกอดขาเผด็จการ แล้วยุแหย่ให้ปลด ดุษฎี สินเจิมศิริ ออกจากตำแหน่ง ทั้งๆ ไม่มีความผิดอะไร แล้วก็เสนอตัวเองนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ แทน พร้อมกับเงื่อนไข จะให้เอาอะไรมาแลกก็ยอม จะให้น้อมรับคำสั่งอะไร ทำได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว คือ ขอเป็นอธิบดีเท่านั้น

           เมื่อคุณพ่อเผด็จการคมช. มาด่วนตายจากไป ปราโมช ก็คงต้องทำใจ เตรียมใจไว้แล้วเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากไปดูที่ห้องทำงาน อาจจะได้เห็นกล่องเก็บของเตรียมพร้อมแล้ว

           แต่หากมองโลกในแง่ดี การสั่งห้ามพีทีวี ออกอากาศ กลับทำให้กระแสความตื่นตัวของคนรักทักษิณ และแนวร่วมประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย อย่างกว้างขวาง และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะทนไม่ได้กับคำสั่งของเผด็จการและข้าราชการที่รับใช้เผด็จการ อย่างปราโมช รัฐวินิจ จนกลายเป็น นปก. และเป็นขุมกำลังหลักขับไล่เผด็จการ ในที่สุด

           ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้เอง คือคนที่เชื้อเชิญ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าลัทธิ “ยามเผาแผ่นดิน” พร้อมทั้งพลพรรค เอเอสทีวี มาจัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าเช่าเวลา

           ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่นำเวลาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ ไปมอบให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ เรียกได้ว่าเป็นการยกของหลวงให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไว้ใช้ด่าคนออกอากาศ โกหกออกโทรทัศน์ ฟรีๆ

           เหตุการณ์ในครั้งนั้น นับเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ก่อตั้งกรมประชาสัมพันธ์ขึ้นมา เนื่องจาก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่จะต้องถ่ายทอดสดสัญญาณภาพจากสถานีโทรทัศน์เถื่อน และเป็นสถานี โทรทัศน์ที่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีข้อหาเผยแพร่ภาพและเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และผิดกฎหมาย

           แต่ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว เพื่อจะให้ได้เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ปราโมช ทำได้ทั้งนั้น และเมื่อได้เป็นแล้ว ก็ต้องตอบแทนทุกอย่างที่คุณพ่อเผด็จการคมช. ต้องการ แม้กระทั่งตบหน้าตัวเองในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และย่ำยีหัวใจและศักดิ์ศรีคนกรมประชาสัมพันธ์ ที่ต้องถ่ายทอดสัญญาณรายการยามเฝ้าแผ่นดิน จากสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี มาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เพื่อขยายผู้ชมอันจำกัด เฉพาะสาวกผู้งมงายของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นประชาชนทั่วประเทศ

           การกระทำของ ปราโมช รัฐวินิจ ในครั้งนั้นถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ เป็นความด่างพร้อยของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และกรมประชาสัมพันธ์อย่างไม่น่าเชื่อว่า คนที่เป็นลูกหม้อของกรมประชาสัมพันธ์ จะทำเช่นนั้นได้

           จากหลักฐาน 2 แผ่น ที่สืบค้นมาได้ เป็นหนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึง รัตนบุรี อติศัพท์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นหนังสือของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ นร 0201.02 / 22 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 มีใจความสาระสำคัญ ว่า…

           นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (วิญญูชนจอมปลอม) ได้มอบหมายให้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ติดต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหารือร่วมกันในการกำหนดแนวทางการจัดทำรายการ ได้ข้อสรุปดังนี้

           1. จัดรายการวิเคราะห์ข่าว ชื่อ รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 20.30-21.30 น.

           2. ผู้ดำเนินรายการคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมีพิธีกรผู้ช่วยอีก 1 คน

           3. ลักษณะรายการเป็นรายการสด โดยนำข้อมูลข่าวที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาวิเคราะห์ชี้แจงทำความเข้าใจ หรือเชิญผู้รับผิดชอบมาสัมภาษณ์ออกอากาศ

           4. รายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่มีโฆษณาใดๆ แต่จะมีสปอตเผยแพร่กิจกรรมทางราชการออกอากาศในช่วงคั่นเวลา โดยส่วนจัดและควบคุมรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เป็นผู้รัผบิดชอบสปอตของราชการที่จะออกอากาศ

           5. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะผลิตรายการที่ห้องผลิตรายการโทรทัศน์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ถนนพระอาทิตย์ ส่งสัญญาณผ่านระบบใยแก้ว มาออกอากาศที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ดำเนินรายการในการค้นคว้าข้อมูล การสนับสนุนข้อมูล ในการจัดทำรายการ และอื่นๆ

           6. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะออกอากาศตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 – 13 พฤษภาคม 2550

           เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ออกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 และสั่งให้โทรทัศน์ช่อง 11 รับสัญญาณจากเอเอสทีวี ออกอากาศในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ภายในวันเดียวกัน

           ทำไมต้องรีบร้อนปานนั้น ก็ไม่อาจทราบได้

           เป็นที่น่าประหลาดใจว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ก็สามารถสนองนโยบายและคำสั่ง ปราโมช ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

           ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ วิญญูชนจอมปลอม ซึ่งเป็นคนต้นคิดให้ สนธิ ลิ้มทองกุล มาโผล่หน้าจอโทรทัศน์ช่อง 11 ตอบคำถามนักข่าวช่อง 11 ประเด็นการเชื่อมสัญญาณภาพจากเอเอสทีวีมาออกอากาศที่ช่อง 11 ว่า

           “ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการเชื่อมสัญญาณ ถ้าเชื่อมสัญญาณ นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะต้องรับผิดชอบ เพราะก่อนจะดำเนินการ กรมประชาสัมพันธ์ได้ตรวจสอบอะไรที่ขัดกับข้อกฎหมาย รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนไม่ให้มีข้อที่ขัดต่อข้อกฎหมาย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้แก้ปัญหาตกแล้ว จึงได้อนุญาตให้ร่วมกันผลิตรายการได้ ข้อเท็จ จริงเป็นการร่วมผลิตรายการที่เป็นการจัดทำรายการนอกสถานที่ แล้วต่อสายตรงผ่านไฟเบอร์ออปติก มาที่ช่อง 11 โดยตรง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ ASTV”

           นักข่าวช่อง 11 แย้งว่า ถ้าเป็นการร่วมผลิตรายการ หมายถึงจะต้องมีคนของกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปร่วมดำเนินรายการ แต่รายการดังกล่าวเป็นรายการที่ผลิตมาจากห้องส่ง ASTV ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นการร่วมผลิตได้อย่างไร นายธีรภัทร์ย้อนถามว่า “คุณมาจากไหนนะ” เมื่อได้รับคำตอบมาจากช่อง 11 ธีรภัทธ์ ก็เปลี่ยนประเด็น โบ้ยไปว่าเรื่องนี้ต้องถามอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพราะเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

           ธีรภัทร์ ชี้แจงอีกว่าการทำรายการนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่อยู่ในการตกลงกันของกรมประชาสัมพันธ์กับนายสนธิ โดยนายสนธิ อาจจะนำคนที่เขาเชื่อใจว่าทำงานได้สะดวกมาทำ เพราะว่าเขาต้อง การให้การวิเคราะห์ข่าวนั้นมีคุณภาพ เขาต้องมีข้อมูลป้อน และมีการแทรกภาพให้รายการมีสีสัน มีความน่าติดตาม

           เรื่องการเชื่อมสัญญาณภาพนี้ เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ผลิตกันที่เอเอสทีวี แล้วมาออกากาศที่ช่อง 11 ก็มาด้วยการเชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่มาตามระบบใยแก้ว เนื่องจากรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่ได้ออกอากาศเฉพาะที่ช่อง 11 หากแต่ยังออกอากาศที่ เอเอสทีวีด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากเป็นการร่วมผลิตรายการกับช่อง 11 ลิขสิทธิ์ของรายการต้องเป็นของช่อง 11 เอเอสทีวีจะนำไปออกอากาศไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากช่อง 11 เท่านั้น

           ไม่ว่าจะเชื่อมสัญญาณหรือไม่เชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่มีความสลัก สำคัญอันใด เมื่อเทียบกับการที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ต้องรับสัญญาณภาพจากเอเอสทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์เถื่อน และเป็นจำเลยของกรมประชาสัมพันธ์ กำลังสู้คดีกันอยู่ในศาล มาเผยแพร่ให้ประชาชนรับชม โดยใช้เวลาและสถานี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ

           เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับกรมประชาสัมพันธ์ได้ยอมรับสถานะของเอเอสทีวี ว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ไปแล้ว

           นอกจากใช้ฟรีแล้ว ยังเป็นการใช้เพื่อทำร้ายบุคคลอื่น ละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับความเสียหาย และใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ ขยายความบาดหมางให้กว้างขวางขึ้น จนนำไปสู่การเผชิญหน้าของคนในชาติ อย่างรุนแรง

           หากจะพิจารณากันแล้ว ลำพังพิษจากน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พ่นผ่านเอเอสทีวี ไม่น่าจะทำให้พิษแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้ แต่เมื่อได้รับความอุปถัมภ์เป็นพิเศษจากกรมประชาสัมพันธ์ โดย ปราโมช รัฐวินิจ ก็ช่วยแพร่กระจายพิษให้ไปไกลทั่วประเทศ ทำให้สถานี โทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งควรจะเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด ในฐานะสถานี โทรทัศน์แห่งชาติ กลายสภาพเป็นสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไม่น่าเชื่อถือ

           พฤติกรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ ดังที่ยกมานี้ คงเพียงพอแล้วกระมังที่รัฐบาล จะใช้ความกล้าหาญและความชอบธรรม ตัดสินว่าอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกกี่วัน

           แต่ขอให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ทุกวันที่ช้าออกไป ทุกนาทีที่ปราโมช รัฐวินิจ ยังนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นการทำร้ายจิตใจคนรักทักษิณ อย่างร้ายแรง และเป็นการปล่อยให้เชื้อชั่วที่เผด็จการทิ้งไว้ มีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้ และจะกลับมาทำร้ายรัฐบาลและประชาชนที่มาจากระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งในอนาคต

           ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วครับ ท่านรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข

           นอกเสียจากว่า ท่านจะหันมาคบหาบริวารเผด็จการ เป็นมิตร เสียแล้ว

6 ตุลา ประชาธิปัตย์ยืนดูตำรวจ-ทหารฆ่าประชาชน

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ทนดูทนฟังมาหลายวันด้วยความสะอิดสะเอียนเหลือกำลังกับลีลาและอาการของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ที่น่าเศร้าเสียใจและอภัยให้ไม่ได้ กับความโหดร้ายของฆาตรกรในเครื่องแบบตำรวจและทหาร ที่เข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างบ้าคลั่ง

           นายสมัคร สุนทรเวช จะเห็นคนตายกี่ศพ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับ ใครฆ่าประชาชน

           ป่วยการที่จะมาไล่บี้ถามหาคาดคั้นกับคนเห็นเหตุการณ์ว่ามีคนตายกี่คนกันแน่ แต่ควรจะต้องไปไล่บี้ถามหาว่าใครฆ่าประชาชน ต่างหากเล่า

           ที่สำคัญกว่าจำนวนคนตายว่ากี่ราย กี่ศพ และใครฆ่าประชาชน ก็คือ ทำไมรัฐบาล ผู้บริหารบ้านเมืองในขณะนั้นไม่ป้องกัน ไม่สกัดกั้น ไม่ยับยั้งการฆ่าประชาชน

           จากบันทึกของคนเดือนตุลา ใน เวปไซต์ www.2519.net ได้ลำดับเหตุการณ์ก่อนจะเกิดกรณี 6 ตุลาคม 2519 ว่าเค้าลางความเลวร้ายและรุนแรง สัญญาณแห่งหายนะ มีแนวโน้มให้เห็นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2519 ซึ่งมีการโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายขบวนการนักศึกษาที่กำลังเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างหนักหน่วง

           นับจากเดือนมิถุนายน ถึง เดือนตุลาคม เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เสมือนเป็นการยั่วยุให้เกิดการปะทะของนักศึกษา กับกลุ่มมวลชนที่ได้รับการฟูมฟักจากทหารบางกลุ่ม และใช้สื่อวิทยุยานเกราะ และสื่อหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ บางกอกโพสต์ โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ขบวนการนักศึกษาเป็นผู้มีเจตนาร้ายต่อประเทศชาติ และพระมหากษัตริย์ เนื่องจากเป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

           หลายครั้งที่มีการเอ่ยอ้างถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักจะมีตัวละครหลักอยู่เพียง 3 ตัว คือ นักศึกษา ตำรวจ-ทหาร และ สื่อ ไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินในห้วงเวลานั้น หรือเป็นเพราะไม่มีใครให้ค่า ให้ราคารัฐบาลในขณะนั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลเป็นผู้มีหน้าที่บริหารประเทศให้เกิดความสงบเรียบร้อย และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ได้รับความปลอดภัย

           เป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลในขณะนั้น ปล่อยให้มีการใช้สื่อของรัฐและสื่อเอกชน ปลุกระดมมวลชน ให้เข้าใจผิดต่อขบวนการนักศึกษา ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้มีแผนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และ มีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงสักเรื่องเดียว

           อีกทั้งรัฐบาลยังดำเนินการจับกุมแกนนำนักศึกษา ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่สื่อตั้งข้อกล่าวหา ไปคุมขัง แต่ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของนักศึกษาที่ให้ขับจอมพลถนอม กิตติขจร ในคราบของเณร ออกจากประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของจอมพลถนอม ที่จะอยู่ในประเทศไทยได้ ทั้งๆ ที่จอมพลถนอม เป็นผู้ทำลายระบบประชาธิปไตย และทำลายรัฐธรรมนูญ มาก่อน ท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาล จึงเท่ากับเป็นการจงใจยั่วยุให้ขบวนการนักศึกษาลุกฮือขึ้นมานั่นเอง

           รัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ และไม่สามารคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ ในขณะนั้น ก็คือ รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำ มีม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเรียกตามภาษาการเมืองทั่วไปว่า เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือ รัฐ บาลหม่อมเสนีย์ นั่นเอง

           จากลำดับเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่ปรากฎอยู่ในเวปไซต์ www.2519. net ระบุว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างยิ่ง กล่าวคือ หลังจากที่ขบวนการนิสิตนักศึกษา ได้รับชัยชนะจากการประท้วงขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้สำเร็จ แม้จะมีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับคือ การได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทย หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่าสิบปี ที่อำนาจอธิปไตย ไม่ได้เป็นของปวงชนชาวไทย แต่ไปตกอยู่ในมือทรราชนับเนื่องจากจอมพล สฤษฎิ์ ธนะรัชต์ จนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร

           หลังจากที่พลังนักศึกษาและประชาชน ร่วมกันขับไล่ทรราชออกไปจากประเทศไทยได้แล้ว ขบวนการนักศึกษาหัวก้าวหน้า ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มพลังที่สำคัญในการคานอำนาจ เป็นดุลอำนาจใหม่ของสังคมไทย ที่ทำให้กลุ่มอำนาจเดิมซึ่งประกอบด้วยข้าราชการ ตำรวจ และทหาร ที่เคยได้ประโยชน์จากการที่มีอำนาจอยู่ในมือและทำอะไรได้ตามใจชอบ ต้องเสียประโยชน์ จากากรถูกขบวนการนักศึกษาตรวจสอบ และเปิดโปง

           ความไม่พอใจและแผนการที่จะกำจัดขบวนการนักศึกษาก่อรูปก่อร่างขึ้นมา ในหมู่นาย ทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่พ่ายแพ้เสียอำนาจไปในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยการจัดตั้งมวลชน อาทิ ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง ซึ่งเป็นนักเรียนอาชีวะ นัก เรียนช่างกล ขึ้นมาเป็นกลุ่มพลัง ก่อกวนบ้านเมือง หาเรื่องทำร้ายนักศึกษา สร้างสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ตำรวจและทหารได้ออกมาแสดงบทบาท และปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นการเติบโตของขบวนการนักศึกษา ไปถึงขั้นทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง

           เหตุการณ์ นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับแสนเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จบลงด้วยชัยชนะเป็นของประชาชน หลังจากที่จอมพลถนอม กิตติขจร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ

           แต่เพียง 3 ปี ชัยชนะของนักศึกษาและประชาชน เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ก็พลิกผันแปรเปลี่ยนเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเมื่อถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยมีการใช้เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงไม่ให้จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทย ของขบวนการนักศึกษา มาเป็นเงื่อนไข และกล่าวหาบิดเบือนว่านักศึกษาไม่ได้ต้องการประชาธิปไตย ไม่ได้คัดค้านจอมพลถนอม แต่ มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

           วันที่ 29 สิงหาคม 2519 บุตรสาวจอมพลถนอม เข้าพบม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บ้านพัก เพื่อเจรจาขอให้จอมพลถนอม กลับประเทศไทย เพื่อบวช

           วันที่ 31 สิงหาคม 2519 คณะรัฐมนตรี มีมติไม่ให้จอมพลถนอม เดินทางกลับประเทศไทย

           วันที่ 2 กันยายน 2519 แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ติดใบปลิวต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม โดยมีขบวนการนักศึกษาเข้าร่วม

           วันที่ 3 กันยายน 2519 นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่ามีมือที่สามจะสวมรอยเอาการกลับมาของจอมพลถนอม เป็นเครื่องมือก่อเหตุร้าย

           เป็นการปรากฎชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ครั้งแรกในบันทึกลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในเวปไซต์ www.2519.net ในฐานะผู้กล่าวเตือนให้ระมัดระวัง “มือที่สาม” จะก่อเหตุร้าย มิใช่ในฐานะผู้ก่อเหตุร้าย ทั้งก่อด้วยตนเอง หรือสนับสนุน และเป็นการปรากฎชื่อของนายสมัคร สุนทรเวช เพียงครั้งเดียวในบันทึกลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

           แม้รัฐบาลจะมีมติไม่เห็นด้วยกับการกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ในคราบของสามเณร ก็อาศัยผ้าเหลืองห่มตัว เดินทางจากสิงคโปร์ มาถึงวัดบวรนิเวศ เมื่อเวลา 10.00 น. โดยมีนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไปรอต้อนรับ

           พฤติการณ์ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่แตกต่างจากปากว่าตาขยิบ ทั้งๆ ที่มีมติคณะรัฐมนตรีว่าไม่ให้เข้าประเทศไทย แต่เมื่อจอมพลถนอม เดินทางมาถึง กลับมีทหารชั้นผู้ใหญ่ไปรอต้อนรับและให้ความคุ้มครอง อีกทั้งวิทยุยานเกราะของทหาร ยังโจมตีนักศึกษาที่ต่อต้านคัดค้าน ว่าเป็นผู้ทำลายศาสนา

           โฆษกรัฐบาลแถลงว่าจอมพลถนอม เข้ามาบวชตามที่ได้ขอรัฐบาลไว้แล้ว และ น่าจะพิจารณาตัวเองได้หากเกิดความไม่สงบขึ้น

           รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ ตรงกันข้ามกลับเปิดโอกาสให้จอมพลถนอม พำนักอยู่ในประเทศไทย ได้ตามความพึงพอใจ และไม่มีมาตรการใดๆ กำกับดูแลเป็นพิเศษ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามวินิจฉัยของจอมพลถนอม เอง

           ท่าทีของรัฐบาลต่อการกลับมาเข้ามาของจอมพลถนอม ทำให้ขบวนการนักศึกษาไม่พอใจ เพราะจอมพลถนอม คือหัวหน้าทรราชที่ทำลายประชาธิปไตยของประเทศไทย ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน

           วันที่ 21 กันยายน 2519 นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่ารัฐบาลมีมติจะให้จอมพลถนอม ออกไปนอกประเทศโดยเร็ว

           วันที่ 23 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ทหารเตรียมกำลังเต็มอัตราศึก และ สถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศให้ตำรวจจับนักศึกษาที่ติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอม

           วันที่ 24 กันยายน 2519 พนักงานการไฟฟ้านครปฐม 2 คน ที่เป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ถูกสังหารและแขวนคออย่างโหดเหี้ยม

           วันที่ 25 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ขบวนการนักศึกษา และ แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เรียกร้องให้ขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ และ เร่งจับฆาตรกรสังหารพนักงานการไฟฟ้า โดยเร็ว

           วันที่ 30 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าข้อเรียกร้องให้พระถนอม ออกนอกประเทศนั้น รัฐบาลทำไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

           ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีมติไม่ให้จอมพลถนอม เข้าประเทศ แต่ก็ไม่ขัดขวาง และดำเนินคดี เมื่อจอมพลถนอม แอบเข้าประเทศ แล้วยังมาบอกว่าไม่สามารถขับออกไปได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ขบวนการนักศึกษา และญาติวีรชนที่เสียชีวิตเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ประท้วงกันอย่างต่อเนื่อง

            4 ตุลาคม 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีตำรวจกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้สังหารโหดพนักงานการไฟฟ้านครปฐม ที่ต่อต้านจอมพลถนอม ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยา ลัยธรรมศาสตร์ แสดงละครล้อเลียนการสังหารโหดพนักงานไฟฟ้านครปฐม ที่ถูกฆ่าแขวนคอ

           การแสดงละครของนักศึกษา ถูกสถานีวิทยุยานเกราะบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิดและหลงเชื่อว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมีแผนการโค่นล้มสถา บันพระมหากษัตริย์ โดยบอกว่า ผู้แสดงเป็นคนถูกแขวนคอมีหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชาย

           5 ตุลาคม 2519 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยไม่มีนายสมัคร สุนทรเวช ร่วมเป็นรัฐมนตรี

           หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงละครล้อการแขวนคอของนักศึกษา โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

           สถานีวิทยุยานเกราะ โดยพ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ประกาศว่า “เดี๋ยวนี้การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องต่อต้านพระถนอมแล้ว หากแต่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และ “ขอให้รัฐบบาลจัดการกับผู้ทรยศเหล่านี้โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการนองเลือดที่อาจจะเกิดขึ้น หากให้ประชาชนชุมนุมกันแล้ว อาจมีการนองเลือดขึ้นก็ได้”

           เวลา 21.30 น. นายประยูร อัครบวร รองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ของศนนท. ได้นำนักศึกษา 2 คนที่แสดงเป็นพนักงานการไฟฟ้าที่ถูกแขวนคอ มาแถลงข่าว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่า “ทางนักศึกษาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถานีวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ดาวสยาม จึงให้ร้ายป้ายสีบิดเบือนให้เป็นอย่างอื่น โดยดึงเอาสถาบันที่เคารพมาเกี่ยวข้อง”

           ถัดมาอีกเพียง 10 นาที คือ เวลา 21.40 น. รัฐบาล ก็ออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ว่า “ตามที่มีการแสดงละครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ศกนี้ มีลักษณะเป็นการหมิ่นหรือการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์รัชทายาท รัฐบาลได้สั่งการให้กรมตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีนี้โดยด่วนแล้ว”

           หลังจากนั้น สถานีวิทยุยานเกราะ ก็ปลุกระดมมวลชนและลูกเสือชาวบ้านให้ไปรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษ และ กล่าวหานักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

           6 ตุลาคม 2519 เวลา 08.10 น. นาทีแห่งการเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์ ก็อุบัติขึ้น โดย พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวณชายแดน หรือ ตชด. พร้อมอาวุธสงครามครบมือบุกเข้าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีนักศึกษาชุมนุมกันอยู่ประมาณ 3,000 คน

           การระดมยิงเข้าใส่ของตชด. ทำให้นักศึกษาเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ในขณะที่ส่วนใหญ่ยอมจำนน ถูกจับถอดเสื้อมัดมือไพล่หลัง นอนกลางสนามฟุตบอลที่ร้อนระอุ แต่อีกส่วนหนึ่งตกใจวิ่งหนีออกด้านหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝั่งสนามหลวง ก็ถูกรุมประชา ทัณฑ์จนบาดเจ็บเสียชีวิต บางรายถูกจับแขวนคอ บางรายถูกเผาสด

           3 ชั่วโมงที่ล้อมปราบและเข่นฆ่าอย่างอำมหิตผ่านพ้นไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นักศึกษาที่รอดตายกว่าพันชีวิต ตกอยู่ในกรงเล็บของมัจจุราชที่เรียกว่า ตำรวจและทหาร โดยมีศพเพื่อนๆ ล้มตายอยู่หลายคนและหลายจุด เป็นพยานหลักฐานความโหดร้ายของผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่า

           11.50 น. สำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่านายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ตั้งกองบัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล

           12.00 น. รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ว่า 1.เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสยามมกุฎราชกุมารได้แล้ว 6 คน จะดำเนินการฟ้องศาลโดยเร็ว 2. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์การปะทะกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แล้ว 3. รัฐบาลได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด

           เป็นแถลงการณ์ที่บ่งบอกถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เลือกข้างแล้วว่าจะยืนอยู่ตรงข้ามกับนิสิตนึกศึกษาประชาชน ที่ถูกเข่นฆ่าล้มตายในมหาวิท ยาลัยธรรมศาสตร์ และดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสถานีวิทยุยานเกราะ และลูก เสือชาวบ้านที่ถูกปลุกระดมขึ้นมา ทุกประการ ทั้งยังกล่าวหาว่านักศึกษา ดำเนินการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งต่อมามีพยานหลักฐานปรากฎชัดว่านักศึกษา เป็นผู้ถูกใส่ร้าย โดยสถานีวิทยุยานเกราะของทหาร เป็นผู้บิดเบือนข้อมูลข่าวสารหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อด้วยความเข้าใจผิด

           แต่อีกเพียง 6 ชั่วโมงต่อมา พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของรัฐบาลหม่อมเสนีย์ ก็ประกาศยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน เป็นการสิ้นสุดวาระของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคสมัยของเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง

           จากลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ของคนเดือนตุลา ในเวปไซต์ www.2519.net ที่ได้นำมาบอกกล่าวข้างต้นนี้ มีข้อพึงสังเกตและตั้งคำถามหลายประการด้วยกัน ดังนี้

           1. พึงสังเกตว่า มีการใช้สื่อมวลชน ได้แก่วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เป็นเครื่องมือปลุกระดมมวลชน และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ให้ประชาชนหลงผิด เข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง แบ่งแยกคนในชาติเป็นฝักฝ่าย และทำร้ายซึ่งกันและกัน โดยขาดสติ ไม่ยั้งคิด ซึ่งวิธีการเช่นนี้ ได้ถูกนำมาใช้โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อเครือข่ายผู้จัดการ จนทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อย่างรุนแรง และกลายเป็นเงื่อนไขให้ทหารก่อการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549

           2. พึงสังเกตว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง และใส่ร้ายผู้อื่น ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่จงรักภักดี ในทุกครั้งที่มีการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองและยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน

           3. พึงตั้งคำถามแก่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าแม้จะมีอายุเพียง 11 ปี ในขณะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาเป็นอย่างดี และ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม ในห้วงเวลาที่มีการปลุกระดมมวลชนสร้างความแตกแยกให้คนในชาติ และ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในห้วงเวลาที่มีการเข่นฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า…

           เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่หาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น ทั้งๆ ที่มีเค้าลางมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2519 และมีความพยายามที่จะก่อเหตุวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองมาโดยตลอด

           เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงปล่อยให้จอมพลถนอม เข้ามาในประเทศไทยได้ และไม่ดำเนินการกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ไปรอต้อนรับและคุ้มครองความปลอดภัยให้จอมพลถนอม ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดมติคณะรัฐมนตรี

           เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เชื่อนายสมัคร สุนทรเวช ว่าจะมีการใช้การเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม เป็นเงื่อนไขสร้างความวุ่นวายขึ้นในประเทศ

           เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเป็นชนวนให้นักศึกษาชุมนุมประท้วงและมีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกันได้โดยง่าย เนื่องจากมี “มือที่สาม” รอสร้างสถานการณ์อยู่แล้ว

           เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงพูดจาภาษาเดียวกับสถานีวิทยุยานเกราะ กล่าวหาว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

           เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ดำเนินการกับสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งดำเนิน การปลุกระดม สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

           เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยอม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของทหาร และตำรวจ จึงไม่ออกคำสั่งหยุดการเข่นฆ่านักศึกษา ของตำรวจและทหาร แต่กลับปล่อยให้มีการล้อมปราบและสังหารโหด ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีผู้ล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

           ต้องถามว่า พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ ได้รับคำสั่งจากใคร จึงสั่งการให้ตชด. บุกเข้าไปยิงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           ต้องถามว่า ในฐานะรมว.มหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมตำรวจ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินการอย่างไรบ้าง เมื่อเห็นตำรวจฆ่านักศึกษา

           ต้องถามว่า นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น แสดงบทบาท ท่าทีอย่างไรเมื่อเห็นการประหารโหดนักศึกษา ด้วยเหตุที่เชื่อว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

           ต้องถามว่า ในขณะที่นักศึกษาถูกล้อมปราบและเข่นฆ่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงบทบาทอย่างไรบ้าง ต่อการทำหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ

           ต้องถามว่า นับแต่การสังหารโหดเริ่มต้นเมื่อเวลา 08.10 น. จนถึง 11.50 น. ที่รัฐบาลแถลงว่าได้ตั้งกองบัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงที่ตำรวจและทหารใช้อาวุธสงครามสังหารโหดนักศึกษา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกคำสั่งให้ตำรวจและทหารหยุดปฏิบัติการ บ้างหรือไม่ และมีรัฐมนตรีคนใด ไปดูเหตุการณ์ สถานการณ์ในพื้นที่หรือไม่

           ต้องถามว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน ในห้วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเป็นรัฐบาลทั้งก่อนเกิดเหตุและวันเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 บ้างหรือไม่ และมีความเห็นอย่างไรกับบทบาทท่าทีของพรรค และรัฐมนตรีของพรรค ที่คิดแต่หนีเพื่อเอาตัวรอด และปล่อยให้นักศึกษาประชาชน ถูกเข่นฆ่าล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

           ต้องถามว่า หลังการเข่นฆ่านักศึกษาผ่านพ้นไป ทำไมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงออกแถลงการณ์ ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่ารัฐบาลเลือกที่จะยืนฝั่งตรงข้ามกับนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้พ่ายแพ้ในวันนั้น ด้วยการจะดำเนินการส่งฟ้องผู้ถูกตำรวจจับกุมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเร็ว ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าเป็นข้อหาที่เกิดขึ้นจากการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของสื่อ มิใช่เกิดจากพฤติกรรมของนักศึกษา จริงๆ

           ต้องถามว่า หลังจากเหตุการณ์นองเลือดผ่านพ้นไป เหตุใด พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลที่ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปด้วย

           คำถามข้อสุดท้ายนี้ พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะตอบไม่ได้ในวันนั้น แต่วันนี้ พรรคประชา ธิปัตย์ น่าจะตอบได้แล้ว เพราะมีช่องทางที่จะค้นหาความจริงได้แล้ว เนื่องจากขณะนี้บุคคลในครอบครัวของพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ คือ พล.อ.วินัย ภัทยิกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม เลขาธิการคมช. เป็นนายทหารที่รู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้เข้ามามีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชา ธิปัตย์ ในฐานะพ่อของส.ส.สกลธี ภัทยิกุล ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์

           ไม่น่าเชื่อว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล และมีคำถามมากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ในเวลานั้น ที่ยังไม่มีคำตอบจวบจนวันนี้ จะหวนกลับมาอีกครั้งจากการขยายประเด็นของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจะเล่นงาน นายสมัคร สุนทรเวช แต่ดูเหมือนว่า รายการนี้จะเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอ

           ในขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช ต้องตอบ 1 คำถามว่าเหตุใดจึงพูดว่าเห็นคนตาย 1 คน

           แต่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมจึงไม่ป้องกัน และไม่สกัดกั้นการเข่นฆ่านักศึกษาประชาชน

           อ่านประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 จบลงเที่ยวนี้ ผมเชื่อแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีที่สุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ

           เพราะฉะนั้น หากใครอยากจะถาม อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับ 6 ตุลาคม 2519 ต้องถามพรรคประชาธิปัตย์ จะได้คำตอบดีที่สุด

           แต่อย่าลืมตอบคำถามหลายข้อของผมด้วยนะครับ

สนธิ ลิ้มทองกุล ลั่น ศาลสั่งจำคุก3ปี คือ ‘มารผจญ’

พฤษภาคม 9, 2008

 

 

           

           ย้อนหลังกลับไปแกะนัยยะและความหมายที่อยู่ในคำพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ที่ให้สัมภาษณ์กับ กานต์ จอมอินตา ผู้ประกาศข่าวเอเอสทีวี จะพบได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้น้อมรับคำพิพากษาด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ที่พิจารณาตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากแต่น้อมรับด้วยความจำยอม ทั้งๆ ที่ในใจร่ำร้องคัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาครั้งนี้ เพราะยังเชื่อว่าตนทำถูกต้อง ยังประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชน มากกว่าเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ ตามที่ศาลพิพากษา

           สนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่าสิ่งที่เขาประสบพบเจออยู่ในขณะนี้ หลังจากที่ศาลสั่งจำกคุก 3ปี เป็นวิบากกรรม และเป็นมารผจญ ซึ่งสมควรต้องพิจารณาอย่างยิ่งว่า คำพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล มีนัยยะหรือสะท้อนความหายใดไปยังศาล และกระบวนการยุติธรรม ว่าคือ “มารผจญ” ใช่หรือไม่

           อีกทั้งยัง กล่าวถ้อยคำเช่นเดียวกับที่ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เคยกล่าว และถูกศาลพิพากษาลงโทษ ฐานความผิดดูหมิ่นศาล มาแล้ว ด้วยคำพูดที่ไม่เชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมและสุจริตของศาล ว่า กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ถูกวางแผนและดำเนินการมาแต่ต้นโดยเครือข่ายของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

           ถัดจากบรรทัดนี้ไป คือ คำสัมภาษณ์แบบคำต่อคำ ที่ทำให้เราได้รู้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้เคารพคำพิพากษาของศาลที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย แม้แต่น้อย และความไม่เคารพนี้ได้ส่งทอดไปยังลิ่วล้อบริวารในสื่อเครือข่ายผู้จัดการ อย่างถ้วนหน้า ด้วย

           ……………

           สนธิ – เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อมีคดีความก็อยากชนะ แต่ผมก็น้อมรับคำพิพากษา เพราะว่า ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า คำพิพากษาของศาลนั้นไม่เหมือนกัน บางองค์คณะพิพากษากรณีลักษณะเดียวกันแบบหนึ่ง อีกองค์คณะหนึ่งก็พิพากษาแบบหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่ผมพยายามที่จะทำความเข้าใจกับมันก็คือว่า เป็นเพียงแค่ศาลชั้นต้น ก็ยังคงมีศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาต่อไป เพราะผมเป็นคนที่พูดมาตลอดเวลาว่า ผมเป็นคนที่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสถิตยุติธรรม เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อผมไม่พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผมก็ต้องอุทธรณ์ต่อไป

           กานต์ – เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรม

           สนธิ – ถูกต้อง ในทำนองเดียวกัน หลายคดีที่ผมชนะ ฝ่ายที่เขาแพ้ผม เขาก็อุทธรณ์เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผม แน่นอนทุกคนที่ขึ้นศาลก็อยากให้ตัวเองชนะ แต่ถ้าไม่ชนะก็ต้องทำความเข้าใจกับมัน องค์ประกอบของการตัดสินคดีความแต่ละคดีความนั้นมีอยู่มากมาย เยอะแยะไปหมด อย่าให้ผมพูดออกไปเลย เอาเป็นว่า ในขั้นต้นนั้นจบแล้ว ส่วนในการที่จะมีข้ออ้างอิงอะไรนั้นก็รอการอุทธรณ์ก็แล้วกัน

           กานต์ – คุณสนธิ ยืนยันที่จะยื่นอุทธรณ์

           สนธิ – 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าไม่มีใครยอมแพ้หรอกครับ ทุกคนก็ต้องบอกว่า ตัวเองถูกต้อง แน่นอนที่สุด

           กานต์ – ถ้าเป็นอย่างนั้น ยังมีบางประเด็นที่ยังติดใจในคำพิพากษาของศาล

           สนธิ – มีมากครับ มีมาก มีหลายประเด็น ผมจะไม่เอ่ยในที่นี้ก็แล้วกัน มีหลายประเด็น ซึ่งหลายๆ ประเด็นผู้ที่อยู่ในแวดวงกฎหมายก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก แต่ว่า ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าผมน้อมรับคำพิพากษาก็แล้วกัน แต่ผมขอใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ไป แล้วก็ ถ้าผมชนะอุทธรณ์ โจทก์เขาก็ต้องฎีกา ก็ไปตัดสินกันที่ศาลฎีกา ส่วนฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นไปตามอย่างนั้น ถ้าศาลฎีกาบอกผมต้องติดคุกผมก็ติด ผมไม่ออกมาร้องแรกแหกกระเชอแล้วผมไม่หนีไปอยู่ต่างประเทศ เพราะผมเป็นคนเชื่อมั่นในระบบ

           กานต์ – คนที่ทำผิดหรือคิดว่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ควรกลับมาต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรมจะดีกว่า

           สนธิ – มันเป็นกรณีที่เปรียบเทียบให้เห็นว่า คุณทักษิณจริงๆ ไม่ควรจะไปหลบอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ใช้วิถีทางหลายๆ วิถีทางเพื่อก่อให้เกิดกระแส แล้วพรรคพวกตัวเองได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะด้วยวิธีใดก็ตาม จะด้วยถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ผมไม่ขอออกความเห็น แล้วในที่สุดแล้ว ก็เอาพวกนี้เข้ามาปัดกวาด ทำให้ถนนหนทางมันไม่ขรุขระ เขาจะได้เดินกลับมาง่ายๆ

           กานต์ – ไม่ถึงขั้นปูพรมแดง

           สนธิ – ไม่ถึง เอาแค่ไม่ให้ขรุขระก็พอใจแล้ว อย่างเช่น ผมเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนเองก็ต้องการกุมตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ทั้งหมดนั้นเกี่ยวพันกับคุณทักษิณหมดเลย

           กานต์ – อย่างนี้ในแง่กำลังใจที่จะเดินต่อสู้บนถนนสายนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

           สนธิ – ผมมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า ผมเชื่อในคุณงามความดี ที่ดีมาตั้งแต่ต้น ดีไปตรงกลาง แล้วก็ดีให้ถึงที่สุด สังคมไทยวันนี้เป็นสังคมไทยน่าสงสาร แล้วก็ บางครั้งผมมานั่งดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วหลังเลือกตั้ง ผมเห็นความโลภของคน ผมเห็นคนบางคนซึ่งเคยยืนอยู่ข้างประชาชน ต่อต้านคุณทักษิณ วันนี้ยกพรรคพวกเข้าไปอยู่กับคุณทักษิณ

           กานต์ – เพียงไม่กี่วัน

           สนธิ – เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง เพียงเพราะว่าตัวเองต้องการลาภ ต้องการอะไรก็ตามที่เข้ามา คนบางคนสู้คุณทักษิณก็เพราะว่าตัวเองนั้นถูกรังแกมาก่อน พอวันนี้รู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้หมด ก็เสนอตัวเข้าไปร่วมกับคุณทักษิณ พูดในทำนองที่เรียกว่า คือผมเข้าใจการเมืองชอบพูดคำว่า ก่อนที่จะเลือกตั้งก็จะทะเลาะกัน ไม่รวมไม่ร่วม พอเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ตัวเองไม่มีข้อต่อรอง ตัวเองจะบอกว่า ร่วมกับพรรคไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วสังคมไทย อุดมการณ์ทางการเมืองมันไม่รู้อยู่ที่ไหน ส่วนผมนั้น อุดมการณ์ของการเป็นคนดีแล้วต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองนั้น จากวันแรกที่ผมตัดสินใจเดินมา ผมเสียสละแล้วหมดทุกอย่าง ผมเอาธรรมนำหน้า ผมบอกกับตัวผมเองว่า คุณกานต์คงจำได้ว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง คำว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง มันมีนัยที่ลึกซึ้งมาก คือว่า ผมมองว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ทุกอย่างไม่แน่นอน ทุกอย่างเป็นทุกข์หมด พอจบไปแล้วก็ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นแล้ว คำว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง ก็คือว่า เมื่อตัดสินใจทำงานให้ชาติบ้านเมืองแล้ว ต้องยอมเสียสละหมดทุกอย่าง ถึงแม้จะต้องถึงแก่ชีวิตก็ต้องยอม ถึงแม้ว่าจะหมดทรัพย์สมบัติไปก็ต้องยอม เพราะว่าเรามีศรัทธาในสิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เราทำนั้นเราทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เราทำด้วยความถูกต้อง บางครั้งการกระทำของเรานั้น เราต้องเจอวิบากกรรม อย่างในขณะนี้ต้องถือเป็นวิบากกรรม

           กานต์ – เป็นมารผจญ

           สนธิ – มารผจญ แม้กระทั่งการที่ผมไปบวชคราวที่แล้วก็ยังมีมารมาผจญ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องไม่สติแตก เราต้องสติมั่นคง อยู่กับตัวเราเอง อันหนึ่งซึ่งผมอยากจะเรียนให้คุณกานต์ทราบนิดหนึ่งว่า ในขณะนี้สังคมไทยของปลอมเยอะ เยอะมาก หลายๆ คนที่เข้ามาร่วมกระบวนการกับเราตั้งแต่ต้น วันนี้แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว จำนวนคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่เหมือนเดิม น้อยลง คนที่มาเอาประโยชน์กับเราได้ไปเยอะ หลายๆ คน คมช. ก็ได้ประโยชน์ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกฯ ขึ้นมาก็เพราะว่าพวกเราเป็นคนทำ

           กานต์ – หลายๆ คน รัฐมนตรีหลายคนมาจากเรา

           สนธิ – มาจากเราทั้งนั้น แต่คนพวกนี้เข้ามาร่วมพวกเราเพียงเพราะเห็นว่าเรามีกำลังจะโค่นคุณทักษิณได้ พอเราโค่นคุณทักษิณเสร็จเขาก็มาฉกฉวยผลประโยชน์ที่เขาต้องการจะได้ตั้งแต่ต้นเอาไป ที่เราพูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเราเห็นว่าเราไม่ได้มีประโยชน์อะไรแล้วเราก็มาทำตัวเป็นองุ่นเปรี้ยว ไม่ใช่ ที่เราพูดเช่นนี้เราต้องการชี้ให้พี่น้องและประชาชนเห็นสัจธรรมของชีวิต โชคดีอย่างหนึ่งที่ อุดมการณ์ผมไม่เคยเปลี่ยน แล้วผมยัง

           กานต์ – เป็นสิ่งสำคัญ

           สนธิ – สำคัญมากคุณกานต์ คนเราตอนนี้ มีคนถามผมวันนี้ว่าผมจะท้อใจไหมในการต่อสู้ต่อไป ผมไม่ท้อหรอก ผมเป็นนักรบคุณกานต์ เมื่อผมเป็นนักรบ อย่ามาเรียกผมขุนพลแล้วกัน ผมไม่ใช่เป็นขุนพลของใคร ผมเป็นนักรบ ผมรบในสิ่งที่ผมเชื่อ และศรัทธา คือสัจธรรมแห่งคุณงามความดี ผมเชื่อในเรื่องนี้ เมื่อผมเชื่อในเรื่องนี้ ถ้าผมจำเป็นต้องบาดเจ็บ บางครั้งบาดเจ็บเล็กน้อย บางครั้งบาดเจ็บสาหัส ผมก็ต้องทน คุณกานต์ ผมเคยโดนคดีหนึ่งที่คุณภูมิธรรม เวชชยชัย ฟ้องผม แล้วท่านผู้พิพากษาท่านพิพากษาจำคุกผม 2 ปี 1 กรรม 1 กรรม 2 ปี ไม่มีรอลงอาญา ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการศาลในเมืองไทย ไม่เคยมีมาก่อน ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ตกตะลึง และงงไปหมด เกิดอะไรขึ้น เพราะธรรมดา 1 กรรม จะจำคุก 1 ปีแล้วให้รอลงอาญา หรือบางครั้ง อย่างกรณีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยคดีหมิ่นประมาท ศาลจำคุก 6 เดือน ให้รอลงอาญา แต่ถ้าเป็นผู้จัดการแล้วจะไม่มีรอลงอาญา

           กานต์ – จำคุกเลย

           สนธิ – หรือตัวผม ซึ่งผมไม่ได้มาตัดพ้อต่อว่า ผมกำลังเล่าให้คุณกานต์ฟังว่า คนเราถ้าอดทนต้องอดทนให้ถึงที่สุด พูดง่ายๆ ว่า ถ้าบาดเจ็บสาหัสแล้วอย่าร้อง ร้องไม่ได้คุณกานต์ ไม่มีสิทธิร้อง ที่ไม่มีสิทธิร้องก็เพราะว่า เรามีความศรัทธา ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ เหมือนเราเชื่อในพระพุทธเจ้า เราเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอน เราจะบอกตัวเราเองว่า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรม หรือตอนที่เราสู้กับคุณทักษิณ เราก็พูดตลอดเวลาว่า ไม่มีใครที่หนีกรรมได้พ้น ด้วยเหตุนี้เมื่อเรามีความเชื่อ มีศรัทธาแล้ว อย่าไปหวั่นไหวกับมัน บาดเจ็บสาหัสแน่นอน วันนี้คนเยอะเลยลืมไปหมดแล้วว่าผมเคยสู้อะไรมาบ้าง

           กานต์ – ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปไม่ถึง ปีกว่าๆ เท่านั้น

           สนธิ – ถูกต้อง วันนี้ผมเดินขึ้นศาล ผมโดนพิพากษาอย่างนี้ คนก็เฉยๆ แต่เขาไม่รู้ เขาไม่ได้หยุดคิดเลยว่า สิ่งซึ่งผมโดนวันนี้คือสิ่งซึ่งผมสู้ในอดีต เพื่อให้พวกเขาได้มีวันนี้กัน

           กานต์ – นี่คือสิ่งที่คุณสนธิต้องการจะบอก

           สนธิ – ผมก็ไม่เชิงต้องการบอก ผมต้องการเล่าให้ฟังว่า คนเรา คือผมมี 2 ความคิด ความคิดหนึ่ง ผมยอมรับ คนเราขี้ลืม

           กานต์ – โดยเฉพาะคนไทย

           สนธิ – โดยเฉพาะคนไทย ผมว่าชาติอื่นขี้ลืมเหมือนกัน แต่ว่า อีกมิติหนึ่งผมกำลังจะบอกว่า ถึงเขาจะขี้ลืม ผมควรหรือไม่ลืมไปตามเขา เพราะวันนี้ถ้าผมไปคุยกับคุณทักษิณ ชินวัตร ในทำนองว่ามาร่วมมือกันทำอะไรก็ได้แล้วลืมความหลังครั้งเก่าๆ ผมก็เสียแล้ว ผมเสียศรัทธาคนที่จะมารุมด่าผม แต่ในขณะเดียวกัน ที่ผมมารับเคราะห์รับกรรมเพราะคุณทักษิณอย่างนี้ คนเขาจำไม่ได้ว่าผมเคยทำอะไรมา เพราะฉะนั้นแล้ว มันเป็นเรื่องที่ เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลจริงๆ ที่เอามาเป็นตัวอย่างให้ทุกๆ คนทำตามคงไม่ได้ ผมคงไม่มีสิทธิที่จะไปหวังว่าทุกคนคงจะคิดเหมือนผม ทำเหมือนผม แต่ผมมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ผมเชื่อมั่นและศรัทธา และผมต้องไม่เปลี่ยนแปลงในจุดยืนของผม เพราะอันนี้สำคัญที่สุด เพราะอันนี้คือคุณค่าของความเป็นคน และที่สำคัญ คุณค่าของความเป็นคนที่ต้องการทำความดี ไม่ใช่แค่พูดแต่ปาก โดนแล้วก็ไม่บ่น มีใครบ้าง มีใครเจออย่างผมบ้าง วันนี้ผมโดนไป 3 ปี ไม่รอลงอาญาเลย ผมรู้สึกเฉยๆ นี่พูดด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรทั้งสิ้นเลย เพราะผมเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว

           กานต์ – เข้าใจในสัจธรรม

           สนธิ – ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 คุณกานต์ ทุกคดีที่เขาฟ้องผมตอนนี้ คุณกานต์รู้ไหมเขายื่นฟ้องผมตอนที่เขามีอำนาจ คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วให้ลูกน้องมาฟ้องผม การที่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วทะเลาะกับผมตอนนั้น หาเรื่องผมตอนนั้น เขาบริหารระบบทั้งระบบใช่ไหม เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในระบบแต่ละระบบจะเกรงใจเขา

           กานต์ – จะเป็นไปตามประตู ตามทาง

           สนธิ – ประตู ตามทางที่เขาวางเอาไว้ ผมก็ต้องไม่บ่น ไปดูได้ ยอมรับ ไปดูได้เลยทุกคดี ไปดูได้เลย ทุกคดี คุณทักษิณดำเนินคดีกับผมในช่วงที่คุณทักษิณมีอำนาจเต็มๆ เลย เพราะฉะนั้นแล้วมันต้องยอมไป ก็เพียงแต่หวังว่า ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ท่านจะมีเมตตา ท่านจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่ผมสู้มา แล้วสิ่งที่ผมต่อสู้มาแล้วไม่ได้รับการหยิบยกมาพิจารณานั้น ท่านอาจจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็ได้ แต่ว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบคุณกานต์ ผมน้อมรับคำพิพากษาทุกประการ เป็นเพียงแต่ว่า ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วย และผมขออนุญาตใช้สิทธิของผมในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไป

           กานต์ – คำพูดที่เราทุกคนชาวพันธมิตรฯ ใส่เสื้อ เราจะสู้เพื่อในหลวง อันนี้คือหลักการใหญ่ อุดมการณ์ใหญ่ที่คุณสนธิบอกว่า นี่คือสิ่งซึ่งทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

           สนธิ – ถูกต้องครับ แล้วผมยังยืนยันอยู่ทุกวันนี้ แล้วในบางครั้งหลายคนน้อยอกน้อยใจแทนผม บอกคุณสนธิคุณจะสู้ไปทำไม คุณสู้ไปแล้วคุณได้อะไร คุณได้แต่คดีความบ้าๆ บอๆ มา คนอื่นเขาไปตักตวงผลประโยชน์ มีความสุขกันหมดทุกคน ผมบอก อย่าไปคิดอย่างนั้นซิ ดีต้องดีให้ตลอด แล้วดีต้องดีให้ตลอดจริงๆ นะ อย่าไปดีแล้วแอบชั่วแล้วสร้างภาพว่ายังดีอยู่ มีอยู่หลายคนตอนนี้ ดีแล้วแอบชั่ว แล้วสร้างภาพให้ตัวเอง ให้คนอื่นเห็นว่า ตัวเองยังดีอยู่ ดีต้องดีทั้งเปิดเผยและลับหลัง

           กานต์ – นี่คือสิ่งที่ คุณสนธิยึดหลักการนี้แล้วทำมาโดยตลอด

           สนธิ – ถูกต้องครับ แล้วผมยังทำอยู่ต่อไป บทบาทหน้าที่ผมคงไม่ถดถอยออกไป เป็นเพียงแต่ว่าผมอาจจะเปลี่ยนทิศทางใหม่

           กานต์ – เสียกำลังใจ

           สนธิ – ไม่เสีย ไม่เสีย ผมกลับมองในมุมกลับว่าทำให้ผมมีกำลังใจมากกว่าเก่า

           กานต์ – แรงฮึด

           สนธิ – มันไม่ใช่แรงฮึดอย่างเดียวคุณกานต์ ผมมีความรู้สึกว่า ผมต้องทำอะไรแล้วมันได้ผลแน่นอน เขาถึงต้องมาเล่นงานผมอีก คือ วัตถุประสงค์ทั้งหมดต้องการจะปิดปากผมนะ ไม่ให้ผม

           กานต์ – ถ้าคุณสนธิไม่อยู่สักคนหนึ่งทุกอย่าง

           สนธิ – ถ้าผมไม่อยู่ ถ้าผมไม่อยู่เสียคนหนึ่งทุกอย่างราบรื่นหมด แล้วเขาเคยพูดมาตลอดเวลา เขาพูดตลอดเวลา เขาบอกทหารเขาก็ซื้อได้ นักการเมืองเขาซื้อได้ ข้าราชการแน่นอน เขามีอำนาจทุกคนยอมเขาหมดไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหน เขาบอกเหลืออยู่คนเดียวที่มันไม่ยอมผม ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล

           กานต์ – สุดท้ายครับคุณสนธิ ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นอกจากระบวนการทางยุติธรรมที่เราต้องดำเนินต่อสู้ต่อแล้ว กระบวนการทางจิตใจ ร่างกาย หลายคนเป็นห่วงกลับคุณสนธิจะถอดใจ

           สนธิ – ผมคงไม่ถอดใจหรอกครับ มันไม่คง ผมไม่ถอดใจแน่นอน แต่สิ่งที่ผมจะทำในที่สุดคือ ผมยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ปีใหม่ 2551 บทบาทผมจะเปลี่ยนไป ผมกำลังจะชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ฟังเรื่องที่ผมพูด แล้วถ้าหลายคนเห็นด้วยให้เข้ามาร่วมกระบวนการกับผม ผมคิดว่าเราจะเริ่มประมาณต้นปี คงจะได้เห็นกันครับ ขอบคุณมากครับคุณกานต์

       

 

อย่าด้อยค่าคำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธย

พฤษภาคม 9, 2008

 

 

           

           ค่ำวานนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องจัดระบบสื่อของรัฐ ว่า เพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีดังเช่นที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สื่อในเครือข่ายผู้จัดการ ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เอเอสทีวี วิทยุ 97.75 และ เวปไซต์ Manager สร้างความแตกแยกขึ้นในชาติอีก ด้วยการให้สื่อของรัฐเป็นผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และสร้างดุลความจริง สร้างสมดุลของข้อมูลข่าวสารในสังคม ไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ และการใช้สื่อเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมือง แย่งชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

           ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ จักรภพ เพ็ญแข พูดไปในสภาฯ เมื่อวานนี้ ทำให้เห็นภาพชัดมากว่า สื่อมีบทบาทสำคัญอย่างไรในการก่อวิกฤตขึ้นในชาติ และนำประชาชนไปสู่ห้วงเหวแห่งหาย นะ ได้อย่างไร

           สื่อไม่ได้ทำหน้าที่นำเสนอความจริง และ แสดงความคิดเห็นที่เพียบพร้อมด้วยเหตุและผล หากแต่ชี้นำประชาชนให้หลงเชื่อ โดยมี “เป้าหมาย” อยู่ในใจ ว่าจะนำประชาชนไปในทิศทางใด และ นำเสนอความคิดเห็นที่มากด้วยอคติ จนเรียกได้ว่ามีเจตนาร้ายอย่างเปิดเผย

           ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นับแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้นำสังคมให้หลงผิด หลงเชื่อ เห็นกงจักร เป็นดอกบัว กลัวที่จะเดินในแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม แต่กล้าที่จะกระทำผิดกฎหมาย และท้าทายรัฐธรรมนูญ

           สื่อของรัฐ จำนวนมาก ทั้งในสังกัด กรมประชาสัมพันธ์ และ อ.ส.ม.ท. ตลอดจน วิทยุทหาร และตำรวจ ในเครือข่ายของสี่เหล่าทัพ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ก็ช่วยกันโฆษณาเผยแพร่ความเท็จ และถ้อยคำปลุกระดม ที่พรั่งพรูออกมาจากปากของสนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่กลั่นกรอง อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม และโหมกระพือให้ความเท็จแพร่กระจายครอบงำไปทั่วทั้งสังคมไทย และกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้สังคม ไทยกลายเป็นสังคมอกแตก ขัดแย้งกันในทุกชุมชนและทุกชนชั้น ดังเช่นที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันนี้

           คำพิพากษาของศาล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ที่ตัดสินลงโทษจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และลงโทษจำคุก ขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิกาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 1 ปี ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของชาติ และความสามัคคีของคนในชาติ ไว้ดังนี้

           “..พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 (สนธิ ลิ้มทองกุล) กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ (ทักษิณ ชินวัตร) เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

           ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูล เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

           การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1..”

           การที่ศาลชี้ให้เห็นว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ พฤติ การณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง จึงต้องลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล และคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป ย่อมจะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่พึงปรารถนาของสังคมไทยหรือไม่ และ สื่อในเครือผู้จัดการ ทั้ง 4 ชนิดดังที่ จักรภพ เพ็ญแข นำมากล่าวอ้าง ว่าเป็นสื่อที่ทำให้สังคมขาดดุลความจริง เป็นสื่อที่ประชาชนควรจะนับเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอีกหรือไม่

           ความเที่ยงตรง ความเป็นกลาง ความเป็นธรรม ของสนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อเครือผู้จัดการ มีหรือไม่ ย่อมจะพิสูจน์ได้จากคำพิพากษาของศาล อยู่แล้ว

           แน่นอนว่า การอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข ย่อมจะสร้างความไม่พอใจให้แก่สนธิ ลิ้มทองกุล และลิ่วล้อบริวาร ที่ยังคงทำหน้าที่ผลิตข้อมูลข่าวเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อกันอย่างขันแข็ง และเผยแพร่ผ่านสื่อ 4 ชนิดที่มีอยู่ในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย จึงทำให้รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ออกอากาศทางเอเอาทีวี เมื่อคืนวานนี้ ต้องเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอย่างฉับพลันทันด่วน เพื่อตอบโต้การอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข แบบลุกลี้ลุกลน และประกาศขึ้นบัญชีดำ จักรภพ เพ็ญแข เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของ สื่อเครือผู้จัดการ ผ่านปากของปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ และ สโรชา พรอุดมศักดิ์ สองศิษย์เอกของสนธิ ลิ้มทองกุล

           ไม่น่าแปลกใจที่ ลิ่วล้อบริวารของ สนธิ ลิ้มทองกุล จะต้องออกมาโต้แทน เถียงแทน ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งที่ถูกกรีดซ้ำย้ำลงบนแผลเดิม ที่ประมุขแห่งเครือผู้จัดการ เพิ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกมาหมาดๆ แถมยังถูกตอกย้ำว่าเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นอัน ตรายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ และไม่ควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง

           แต่บรรดาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข หวังจะปิดปากเพื่อปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ให้ถูกแฉประจานพฤติการณ์ชั่วร้ายที่ศาลพิพาก ษาแล้ว ให้ประชาชนที่เฝ้าชมการประชุมรัฐสภา ได้ยินได้ฟัง นี่สิ น่าประหลาดใจว่า ส.ส.เหล่านั้นกระทำไปในฐานะใด ระหว่างส.ส. ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย หรือ องครักษิพิทักษ์สนธิ ลิ้มทองกุล หรือว่าระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ สนธิ ลิ้มทองกุล มีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกันลึกซึ้งเป็นพิเศษ จึงต้องปกป้องกันออกนอกหน้า และแตะต้องไม่ได้เช่นนี้

           อาการของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลนลานขานชื่อบอกสังกัด เพื่อประท้วงตัดการอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข ทำให้อดนึกถึงภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำกระเช้าดอกไม้ไปให้กำลังใจ สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งก่อนเคลื่อนพลนำม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร และหลังการรัฐประหาร ด้วยความนอบน้อมพินอบพิเทาอย่างยิ่ง ไม่ได้

           มิพักต้องแปลกใจ หากผมจะนึกถึง อลงกรณ์ พลบุตร เกียรติ สิทธิอมร กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ บุญยอด สุขถิ่นไทย ประพันธุ์ คูณมี สำราญ รอดเพชร ที่ขึ้นลงเวทีพันธมิตร เป็นตลกหน้าม่านบนเวทีพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ก่อนที่สนธิ ลิ้มทองกุล จะขึ้นปลุกระดมมวลชน เป็นประจำทุกค่ำคืน โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ยืนคุมเบี้ยเลี้ยงและเสบียงกรัง อยู่หลังเวทีพันธมิตร ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้า เรื่อยมาจนถึงท้องสนามหลวง และมี อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. จัดหาเจ้าหน้าที่เทศกิจ และพนักงานรักษาความสะอาด กทม. มาเป็นหน้าม้าหน้าเวที และรถสุขามาให้บริการทุกวันตั้งแต่เช้ายันดึก ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาต่อเนื่องกันเกือบ 2 ปี ตั้งแต่สวนลุมพินี มาถึง ราชดำเนิน และท้องสนามหลวง

           ชื่อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่เดินเข้าออกสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี บ่อยและถี่เท่ากับที่เข้าออกที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

           แม้จะไม่ยอมรับกันตรงๆ แต่ก็ไม่มีอะไรน่างุนงง หากจะตอบกันแบบฟันธงว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ยินดีพลีกายเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ และเป็นส่วนหนึ่งของการปลุกระดมมวลชน ให้แก่สนธิ ลิ้มทองกุล ไปเสียแล้ว และนานแล้วด้วย กระทั่งวันนี้ก็ยังหลงเชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล หัวปักหัวปำ ถอนตัวไม่ขึ้น เราจึงได้เห็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วง เพื่อปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ยิ่งกว่าปกป้อง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกพาดพิง ในการปะทะคารมเรื่อง 6 ตุลาคม 2519 เสียอีก

           ย้อนกลับมาที่อาการลุกลี้ลุกลนของลิ่วล้อมบริวาร หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาว ที่ออกมาตอบโต้จักรภพ เพ็ญแข ผ่านรายการยามเผาแผ่นดิน ทางเอเอสทีวี เมื่อวานนี้ นับได้ว่าเป็นการลงทุนเสี่ยงชีวิตเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเข้าปกป้องประมุขสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างถวายหัวจริงๆ

           “คุณจักรภพ ตัดสินใจหยิบยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคุณสนธิไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น และทำการอุทธรณ์ต่อในชั้นกระบวนการยุติธรรม และก็หยิบเหตุนั้นซึ่งในคดีความยังไม่สิ้นสุดมาพูด และมาอ่านให้ฟัง”

           เป็นถ้อยคำของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โดยมี สโรชา พรอุดมศักดิ์ นั่งพยักหน้าหงึกๆ เป็นขุนพลอยพยักรับลูก พร้อมกับเบิ่งตาโตให้ดูน่าตื่นเต้น

           ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พยายามจะอธิบายให้เข้าใจว่า จักรภพ เพ็ญแข เล่นไม่แฟร์ ที่นำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มาอ่านในที่ประชุมรัฐสภา ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งๆ ที่คำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลฎีกา และ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น เหมือนกับจะบอกว่าศาลพิพากษาไม่เป็นธรรม ยังมีโอกาสที่คดีนี้อาจจะพลิกก็ได้

           “นายแน่มาก”

           เพื่อจะปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องคำพิพากษาของศาล ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ด้วยความผิดมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ถึงกับใช้ถ้อยคำวาทกรรมที่เป็นด้อยค่าคำพิพากษาของศาล ให้ประชาชนรู้สึกคล้อยตามว่า อาจจะเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรนำมากล่าวอ้างได้

           ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คงกระสันจะไปใช้ชีวิตในคุกเสียเต็มประดา

           ต้องไม่ลืมว่า คำพิพากษาจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล 3ปี โดยไม่รอลงอาญา ด้วยเหตุว่าเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงนั้น เป็นคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปร มาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

           แม้จะเป็นศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นศาลสถิตยุติธรรมที่พิจารณาอรรถคดีด้วยความเที่ยงธรรมภายใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

           ศาลสถิตยุติธรรม ที่พิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นศาลจริง ไม่ใช่ศาลปลอม หรือ ศาลลวงโลก ที่เป็นเพียงแค่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่แอบอ้างว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ตามแผนการของคณะรัฐประหาร

           เจตนาของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ฟังก็รู้ ดูก็เห็น ว่าต้องการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือคำพิพากษาของศาล จึงบอกว่าเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น และยังบอกด้วยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็แปลว่าไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล

           เจตนาของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นเจตนาหมิ่นศาลอย่างชัดเจน เป็นการด้อยค่า ดูถูกดูแคลนคำพิพากษาของศาล ด้วยเหตุที่ว่าเป็นเพียงศาลชั้นต้น เท่านั้น

           เมื่อเทียบกับกรณี ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ ธนา เบญจาธิกุล ที่ศาลลงโทษในฐานความผิดดูหมิ่นศาลไปแล้วนั้น พฤติกรรมของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ดูจะหนักหนากว่าหลาย เท่าตัว

           หากศาลมัวแต่นั่งดูนั่งฟัง แล้วไม่แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาวต่อคำพูดที่ด้อยค่าดูแคลนคำพิพากษาของศาลเช่นนี้ ต่อไปคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จะมีความศักดิ์สิทธิและได้รับความเคารพจากประชาชน ได้อย่างไร

           ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พูดราวกับว่าศาลชั้นต้น พิพากษาตัดสินคดีแบบง่ายๆ จึงควรจะรอให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินก่อน หรือรอให้คดีถึงที่สุดในศาลฎีกา ก่อน แล้วจึงค่อยมาชี้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนผิด

           เพียงแค่ศาลชั้นต้นตัดสิน จักรภพ เพ็ญแข จึงไม่อาจนำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไปกล่าวอ้างได้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนผิด อย่างนั้นหรือ ?

           ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ควรจะต้องไปศึกษาหาความรู้จากผู้พิพากษาทั้งหลาย จะดีไหม ก่อนจะพูดจาแสดงอาการหมิ่นหยามคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธย เช่นนี้

           อาการของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนในป้อมค่ายผู้จัดการ มิได้เกรงกลัวต่ออำนาจศาล มิได้ยอมรับต่อกระบวนการยุติธรรม และยังเชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง พวกพ้อง และ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง มิได้ทำให้ประเทศชาติเสียหาย มิได้แอบอ้างพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองแห่งตนเอง มิได้กล่าวความเท็จ มิได้เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ดังที่ศาลพิพากษา

           ทั้งยังเห็นตรงกันข้ามกับศาล โดยเห็นว่าตนและพวกพ้อง เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้กระทำการต่างๆ ด้วยความสุจริต มุ่งหมายประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชน เป็นผู้จรรโลงสังคม ให้เป็นสังคมคุณธรรม เป็นสังคมสมานฉันท์ มิได้ทำให้สังคมแตกแยก และเป็นภัยต่อสังคมดังที่ศาลพิพากษา แม้แต่น้อย

           ตรวจสอบจากอาการที่พบเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนี้แล้ว ก็ต้องบอกว่า จักรภพ เพ็ญแข จะช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว กับการจัดระบบสื่อของรัฐ ไม่ให้ตกเป็นทาสความคิด ผูกติดปัญญาไว้กับปลายลิ้นของสนธิ ลิ้มทองกุล อีกต่อไป

           นอกจากจัดระบบสื่อของรัฐ ให้ตัดขาดจากการเป็นสื่อเครือข่าย ขยายความคิดแก่สนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว ยังต้องใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือฉีดวัคซีนให้มีภูมิต้านทานข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จเข้าครอบงำสมองและจิตใจ ให้แก่ประชาชน ด้วย

           เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องกล้าดำเนินการสื่อเอกชน ที่ละเมิดกฎหมาย อย่างจริงจังและเด็ดขาด แม้ว่าสื่อเอกชน จะไม่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล แต่ก็ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ ที่จะมีอำนาจเหนือกฎหมาย และทำร้ายประชาชนผู้สุจริต เช่นในอดีตที่ผ่านมา

           หากไม่สามารถตัดตอนการเผยแพร่ความเท็จ และข้อความปลุกระดมมวลชน ของสื่อเครือผู้จัดการ ดังเช่นเมื่อวิกฤติครั้งที่แล้ว คราวนี้ก็เห็นทีจะต้องตัดลิ้น สนธิ ลิ้มทองกุล และบริวาร เพื่อเป็นการรักษาประชาธิปไตยของประเทศไทย ก่อนที่จะเกิดวิกฤตใหญ่ครั้งที่สองขึ้น มา ในเวลาไม่ช้านานจากนี้ไป

      

 

‘ผมยอมแพ้’

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ขณะเขียนอยู่นี้ ผมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในจังหวัดภาค ใต้

           ความตั้งใจก็คือว่า หลังจากที่แสดงความรู้สึกอย่างยืดยาวถึงเรื่องราวของตัวเองไปแล้ว ก็จะไปปิดหูปิดตาปิดรับข่าวสารบ้านเมืองและการเมืองสักหลายวัน ตั้งใจจะไปล่าฝันใต้ผืนน้ำสีครามเข้มของฝั่งทะเลอันดามัน

           ผ่านได้ 1 วันกับ 1คืนเท่านั้น ที่ไม่มีเสียงโทรศัพท์มือถือให้ได้ยิน เพราะผมปิดเครื่อง แต่เย็นๆ วันพฤหัสบดีที่ 21 ก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องเปิดโทรศัพท์ ด้วยหลงลืมสั่งงานสำคัญที่สำนักงานบางเรื่อง

           สั่งงานยังไม่ทันเสร็จ ทั้งๆ ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีเสียงเรียกซ้อนเข้ามาทันที ก่อนที่จะปิดเครื่องได้ทัน

           น้องสาวคนเก่งในทีมงาน โทรมาบอกว่า “พี่ทิ้งบอมบ์ แล้วหนีไปแบบนี้ ใครจะทำต่อ”

           มีเสียงน้องร่วมทีมอีกคนตะโกนแทรกเข้ามาว่า “ถ้ายังไม่ตาย ก็กลับมา ผมจะรอ”

           “เพื่อนร่วมทางของเรา ให้กำลังใจพี่มากมาย พี่จะไม่เปิดอ่านบ้างหรือ” น้องสาวคนเก่งพูดต่อ แล้วก็บอกว่า “ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว ก็กลับมาทำงานต่อ อย่าหนีไปแบบนี้”

           บอกตรงๆ ว่าถึงเวลานี้ ละอายใจ ครับ บวกกับยังปรับตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เคยคิดว่าจากมือสมัครเล่นที่คิดนั่นเขียนนี่ เปิดเอกสารอ่านความคิดพวกเผด็จการให้เพื่อนๆ ได้ยินได้รู้กัน จะต้องกลายมาเป็นคนสาธารณะ ที่ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ และเวปไซต์ข่าวสารการเมืองหลายเวป จนปรับตัวรับไม่ทัน

           จาก “คนเกาะข่าว” กลายเป็น “คนในข่าว”

           ละอายใจ ที่ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า ผมไม่พอใจที่มีคนเห็นแย้ง และวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

           หากผมต้องการจะเป็นคนนำเสนอเพียงฝ่ายเดียว ไม่ต้องการรับฟังความเห็นคนอื่น คงไม่เปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายแสดงความเห็น เว้นแต่ที่เขียนเข้ามาด้วยคำหยาบคายและรุนแรงเกินกว่าจะนำแสดงได้ ก็ต้องตัดทิ้งไป

           ละอายใจ ที่ทำให้บางคนเข้าใจว่าผมเรียกร้องความสนใจ และ ความสงสาร

           ผมไม่ต้องการตกเป็นเป้าความสนใจของใคร จึงใช้ชื่อแฝงและไม่แสดงนามสกุล ว่า “ประดาบ” และไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร จึงหลบมาแบบเงียบๆ คนเดียว

           ละอายใจ ที่ทำให้หลายคนต้องมาปลอบประโลม และให้กำลังใจ เหมือนกับว่าลมหายใจสุดท้ายใกล้จะขาดห้วง

           ผมยังไม่มีความคิดจะละสังขาร ถอดจิตปลิดวิญญาณตัวเองในวันและวัยเช่นนี้ ผมยังอยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี อยากเห็นคนที่ผมรักและศรัทธา กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินไทย และ อยากเป็นพรรคพลังประชาชน ก้าวหน้าต่อไป โดยไม่สะดุดขาตัวเองหกล้มเสียก่อน

           ละอายใจ ที่ทำให้ใครหลายคนเข้าใจว่าผมท้อแท้ ท้อถอย เมื่อไม่ได้สิ่งที่หวัง ไม่ได้ดังที่คิด

           ผมยอมรับท้ออยู่หลายครั้ง คิดจะถอยอยู่หลายที เพราะหมดเงินไปเยอะ หมดแรงไปมาก หมดใจที่เทให้ไปก็ไม่น้อย แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางและน้องๆ ในทีมงานนี่ล่ะ ที่คอยเติมสิ่งที่หมดไป คอยรินน้ำใจให้แก่กัน อยู่ตลอดเวลา ทำให้ท้อไม่ถึงที่สุด ถอยไม่ถึงปลายทางเสียที

           ละอายใจ ที่คิดผิด เขียนผิด ว่า “พวกเรา Hi-thaksin 4 ชีวิต” ซึ่งเป็นความผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

           ผมจะไม่พูดว่า พวกเรา 4 คน เป็นเจ้าของ Hi-thaksin อีกแล้ว

           วันนี้ Hi-thaksin เป็นของคนรักทักษิณทุกคน และทุกคนเป็นเจ้าของเวปไซต์นี้ ร่วมกัน ผมผิดไปแล้ว พลาดไปแล้ว แต่ท่านคงจำต้องอภัยให้ผม เพราะผมผิดโดยไม่เจตนา หากแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ

           ผมเปิดอ่านความเห็นของหลายท่านแล้ว บอกตรงๆ ว่า “ตกใจ” ด้วยคิดไม่ถึงว่าจะมีเพื่อนร่วมทาง เป็นห่วงเป็นใย เป็นกำลังใจให้มากมายขนาดนี้ และอยากจะบอกทุกท่านเพื่อทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ผมเป็นมือสมัครเล่นคนหนึ่ง ไม่ใช่สื่อมวลชนโดยอาชีพ จิตวิญญาณ และรายได้

           ผม ตกใจกับความเห็นของหลายท่านที่เขียนกันมาราวกับว่า ผมจำต้องยอมรับความเป็น “คนสาธารณะ” ไป แม้จะไม่ชอบใจและสมัครใจรับ ก็ตาม

           ผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมือง จึงไม่ต้องการตำแหน่งใดๆ และไม่ต้องทำสิ่งใดเพื่อเป็นเงื่อนไขต่อรองอะไรให้กับใคร

           ผมไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่อัศวิน ไม่ใช่ผู้กล้า ไม่ใช่ผู้นำของใครทั้งนั้น จึงไม่ต้องการคำเยินยอ ยกย่อง สรรเสริญ เช่นที่ปรากฎอยู่ต่อหน้าในขณะนี้

           ผมต้องการเป็นปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีสิทธิจะคิด จะพูด จะเขียน เท่าที่รัฐธรรม นูญได้ให้สิทธิเสรีภาพไว้เท่านั้นเอง

           ผมจึงขออนุญาตทุกท่าน ที่จะไม่ยอมรับความเป็น “คนสาธารณะ” และไม่ยอมรับสถานะ “ผู้นำ” ของใครแม้แต่คนเดียว มากที่สุดสำหรับคนอย่างผม ก็คือเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ที่มีความเข้าอกเข้าใจต่อกัน

           ความตั้งใจแรก หลังจากแสดงความรู้สึกไปมากมาย จนดูเหมือนว่าเป็นพิรี้พิไร ฟูมฟาย เมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็คือว่า

           น้อยที่สุด จะไม่เขียนอะไรที่กระทบจิตใจคนในพรรคพลังประชาชน และไม่ตำหนิติติงพรรคพลังประชาชน และรัฐบาล อีกต่อไป แต่จะเขียนความคิดเห็นของตัวเองในเรื่องต่างๆ เหมือนที่เคยทำมา

           มากที่สุด จะหยุดเขียนไปเลย แต่จะไม่หยุดลมหายใจของเวปไซต์นี้ และจะสนับสนุนให้น้องๆ ทีมงานเดินหน้าต่อไป ทุกวิถีทาง

           ผมไม่เคยมีความคิดที่จะปิดเวปไซต์นี้ ตราบใดที่ภารกิจของคนรักทักษิณ ยังไม่สำเร็จ ไม่บรรลุเป้าหมาย คือ การนำพานายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย อย่างสมเกียรติด้วยความปลอดภัย

           แต่เมื่อได้เห็นน้ำใจของทุกท่านที่ไหลหลั่งกันเข้ามาจนแทบจะท่วมหน้าจอที่อยู่ตรงหน้าผม ในขณะนี้

           “ผมยอมแพ้”

           ผมยอมแพ้ต่อน้ำใจของเพื่อร่วมทางทุกท่าน และขอสัญญาว่า ประดาบ จะกลับมาทำหน้าที่ของคนรักทักษิณ กับเพื่อนๆ ทุกท่านต่อไป

           ก่อนจะเขียนบรรทัดสุดท้ายของวันนี้ ขออนุญาตเช็ดน้ำที่ตาสักสองสามวินาที…

           “กาลอวสานของประดาบยังมาถึงไม่ได้ ตราบใดที่เผด็จการยังไม่ถึงกาลอวสาน”

อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ ประดาบ จะชี้แจง

พฤษภาคม 9, 2008

           

           บทความเรื่อง อย่าปล้นชัยชนะของประชาชนไปเป็นของครอบครัวอยู่บำรุง ที่ ผมเขียนไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลายเป็นประเด็นร้อนบนหน้าหนังสือพิมพ์ และถูกนำไปผูกโยงเป็นประเด็นความขัดแย้ง แก่งแย่งตำแหน่งภายในพรรคพลังประชาชน ได้อย่างไร ผมก็ไม่ทราบ

           ผมต้องอดทนรออยู่ 2 วัน เพื่อให้อารมณ์และอาการของใครหลายคน “เย็นลง” จึงเขียนบทความชี้แจงชิ้นนี้ขึ้นมาบอกกล่าวความรู้สึกของผม ให้ได้ทราบกัน หลังจากที่ได้อ่านบทวิเคราะห์ของไทยรัฐ และ อ่านความเห็นของทุกๆ คนที่ส่งกันเข้ามา ทั้งในเวปไซต์นี้ และเวปไซต์อื่นๆ เท่าที่พอจะมีเวลาว่างจากการทำมาหากิน

           ในฐานะผู้เขียน บอกได้เลยว่า การวิเคราะห์ของไทยรัฐ เป็นการบิดเบือนเจตนาการเขียนบทความของผมอย่างเลวร้ายที่สุด และนำบทความ ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผม ไปรองรับจินตนาการภาพความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคพลังประชาชน ของตนเอง อย่างเลื่อนลอย

           บทความชิ้นดังกล่าว เป็นการสื่อสารระหว่างประดาบ กับ เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง กับนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าผมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุน และ ทักท้วง การตัดสินใจของนักการเมือง ที่ผมลงคะแนนให้เป็นส.ส. ได้

           ผมไม่ได้เขียนบทความชิ้นนั้น ในฐานะตัวแทนของใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ เนวิน ชิดชอบ หรือ กลุ่มพีทีวี หรือ นปก. หรือ ใครต่อใคร ทั้งนอกและในพรรคพลังประชาชน ตามที่สื่อมวลชน คนข่าวหนังสือพิมพ์ นักเล่าข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์ นำไปวิเคราะห์ ขยายผลต่อไป โดยปราศจากความจริงรองรับแม้แต่น้อย

           แม้จะไม่รู้จักใครสักคนตามชื่อข้างบนที่สื่อเอ่ยอ้างถึง และดึงเข้ามาใกล้ แต่หากทุกชื่อข้างบนมีเจตนารมณ์และอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการ ประดาบ ก็ยินดีเป็นมิตรด้วยความเต็มใจ พร้อมทั้งเป็นกำลังสนับสนุนให้แก่ทุกผู้ทุกคนที่ต่อต้านเผด็จการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งทางลับและเปิดเผย โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่จำเป็นต้องพบปะพูดจาเจอะเจอกันแต่อย่างใด กระทั่ง เฉลิม อยู่บำรุง ประดาบ ก็ลงคะแนนให้เป็นส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน มา แล้วเช่นกัน

           ดังเช่นที่ ประดาบ เป็นมิตร เป็นเพื่อนร่วมทางกับทุกท่าน ที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเวปไซต์ Hi-thaksin แห่งนี้ โดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน และไม่รู้จักกันเลย แม้แต่หน้าตาก็ไม่เคยพบ และวาจาก็ไม่เคยพูดคุย มีแต่ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษรที่เชื่อมโยงผูกพันหัวใจของเราทุกคนไว้ด้วยกัน เท่านั้นเอง

           เราทุกคนเป็นมิตรกันได้ด้วยอุดมการณ์ บนความศรัทธาที่มีต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เราเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ สมควรต้องปกป้องรักษาไว้ ให้ปลอดจากอัน ตราย และการรังแกของเหล่าเผด็จการและบริวาร

           คงเป็นเรื่องสนุก และเป็นที่ชวนเร้าใจให้ติดตามจริงๆ หากว่าประดาบเป็นตัวแทนของใครคนใดคนหนึ่ง หรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตามที่เอ่ยอ้างมาข้างต้น และ เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อ ปะ ฉะ ดะ หรือ “ล่อ” เฉลิม อยู่บำรุง เพื่อดิสเครดิตการเมือง เพื่อเติมเชื้อไฟความขัดแย้งในพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะในหมู่คนที่อยากเห็นพรรคพลังประชาชนแตกสลาย ยิ่งพึงใจและชอบอกชอบใจอยู่ไม่น้อย

           แต่น่าเสียดายที่ ประดาบ ไม่ได้เป็นคนของใคร และไม่ได้เขียนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองใคร หากแต่ทุกตัวหนังสือ ทุกถ้อยคำ ทุกวรรค ทุกตอน เอกสารหลักฐานทุกชิ้น ที่เคยนำมาแสดงในเวปไซต์นี้ และที่จะนำมาแสดงต่อไป ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการปกป้องนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากการเข้าใจผิดของประชาชนที่หลงเชื่อคณะรัฐประหาร พร้อมด้วยเหล่าบริวารเผด็จการ ทำให้ประชาชนได้รู้ได้เห็นความจริงว่า “ใครถูก” และ “ใครผิด” ใครของจริงและใครของปลอม

           ย้อนหลังกลับไปไม่นานนัก เมื่อวันที่บรรหาร ศิลปอาชา เสนอเงื่อนไข 5 ข้อ ให้ สมัคร สุนทรเวช เพื่อให้ยอมรับก่อน แล้วจะเข้าร่วมรัฐบาล ประดาบ ก็เขียนบทความเรื่อง จาก เงื่อนไขของบรรหารถึงสมัครที่ประชาชนรอฟังคำตอบ

           วันนั้น ผมเขียนบทความเพื่อสื่อสารกับ สมัคร สุนทรเวช มีความโดยสรุปว่า หากสมัคร สุนทรเวช รับเงื่อนไข 5 ข้อ ของบรรหาร ศิลปอาชา และพรรคเพื่อแผ่นดิน ประดาบ กับ สมัคร สุนทรเวช และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องแยกทางกันเดิน เพราะ ผมมีความเห็นว่าเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อ ที่บรรหาร ศิลปอาชา เสนอมานั้น เป็นการตอกย้ำ ข้อกล่าวหาของเผด็จการที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เป็นการยกย่องเชิดชูพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ให้มีสถานะไม่แตกต่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะพล.อ.เปรม คือบุคคลที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย ในความเห็นของผม

           “หากนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ยอมรับข้อเสนอ ของนายบรรหาร ผมกับนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องเป็นศัตรูต่อกัน” คือท่าทีของผม ที่มีต่อข้อเสนอของบรรหาร ศิลปอาชา และ การตัดสินใจของสมัคร สุนทรเวช หลังจากได้ฟังเงื่อนไข 5 ข้อแล้ว

           ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ในวันที่บทความเรื่อง จากเงื่อนไขของบรรหาร ถึงสมัคร ที่ประชาชนรอฟังคำตอบ ปรากฎบนเวปไซต์ Hi-thaksin เป็นวันเดียวกับที่ สมัคร สุนทรเวช ตอบข้อเสนอของบรรหาร ศิลปอาชา ว่า

           “อยากจะบอกคุณบรรหารว่า ควรจะแหงนขึ้นมาดูที่หน้าอกผมด้วยว่าผมนั้นได้ตราจุลจอมเกล้าวิเศษสูงกว่าคุณบรรหาร เพราะฉะนั้นคนอย่างคุณบรรหาร ไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผม ถึงเรื่องความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์”

           เนื่องเพราะ สมัคร สุนทรเวช ไม่รับเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อบรรหาร ศิลปอาชา ประดาบ จึงเทใจให้สมัคร สุนทรเวช ทำภารกิจเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาธิปไตย เพื่อประชาชน และเพื่อการกลับคืนสู่ประเทศไทยของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต่อไป แม้ว่าในภายหลัง สมัคร สุนทเวช และพรรคพลังประชาชน จะตอบรับ บรรหาร ศิลปอาชา และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล ก็ตาม แต่ก็เป็นการร่วมรัฐบาล โดยปราศจากเงื่อนไข 5 ข้อนั้นอีก

           ที่ยกเรื่องนี้ย้อนกลับมาให้อ่านกันอีกครั้ง ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แต่ เฉลิม อยู่บำรุง เท่านั้น ที่ประดาบ ประกาศท่าทีไม่ไว้ไมตรี หากยังดึงดันนำ วัน อยู่บำรุง มารับตำแหน่ง กระทั่ง สมัคร สุนทรเวช ประดาบก็เคยประกาศเป็นศัตรูต่อกันมาแล้ว หากว่าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด หรือสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เป้าหมายของประดาบ คือ การนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย และสมเกียรติยศ มีปัญหาอุปสรรคจนไม่ประสบผลสำเร็จ

           ในครั้งนั้น คำนูณ สิทธิสมาน แห่งค่ายผู้จัดการ และเครือข่ายเอเอสทีวี ก็นำบทความของประดาบ ไปตอกหน้า บรรหาร ศิลปอาชา ว่า

           “อยากให้นายบรรหารได้อ่านบทความของนายประดาบ ในเว็บไฮทักษิณด้วย และนายบรรหารต้องไม่ปฏิเสธว่านายประดาบไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ถ้านายบรรหารยังมีสำนึก นี่คือการเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก นายบรรหารบอกว่าไม่ทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง แต่นี่คือการทรยศ”

           จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ ประดาบ ถูกโยนเข้าไปนั่งกลางพรรคพลังประชาชน เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชาชน และบทความของประดาบ ถูกนำไปใช้เป็นเงื่อนไขสร้างความแตกแยก เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง

           ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ตอบคำถามนักข่าวถูก 1 ประเด็นและผิด1ประเด็น เมื่อถูกถามว่าเวปไซต์ Hi-thaksin โจมตี เฉลิม อยู่บำรุง เป็นความขัดแย้งภายในพรรค ระหว่างเนวิน ชิดชอบ กับ เฉลิม อยู่บำรุง ใช่หรือไม่ เวปไซต์ Hi-thaksin เป็นสื่อ จึงมีสิทธิที่เสนอความเห็นอะไรก็ได้ แต่พรรคพลังประชาชนไม่เคยประชาสัมพันธ์ผ่านเวปไซต์ Hi-thaksin หากพรรคจะใช้สื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ จะใช้สื่อแท้ ไม่ใช่สื่อเทียม

           ถูก 1 ประเด็น ก็คือ เวปไซต์ Hi-thaksin ไม่เกี่ยวข้องกับเนวิน ชิดชอบ หรือ พีทีวี หรือ นปก. และ เนวิน ชิดชอบ หรือ พีทีวี หรือนปก. ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุน ไม่ได้เป็นนายทุน ไม่ได้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้เวปไซต์นี้

           ผิด 1 ประเด็น ก็คือ เวปไซต์ Hi-thaksin ไม่ใช่สื่อ และไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นสื่อ ไม่ว่าจะสื่อแท้ หรือ สื่อเทียม ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น และไม่ต้องการเป็นสื่อด้วย เนื่องจากเรามีสันดานชนิดหนึ่งที่สื่อ ไม่มี คือ สันดานแห่งการนำเสนอเฉพาะเรื่องจริง โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทุกครั้ง ไม่บิดเบือนความจริงให้เป็นความเท็จ และปรุงแต่งความเท็จให้เป็นความจริง

           นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นวันแรกของการประกาศตัวเป็นเวปไซต์ของคนรักทักษิณ ผมได้เขียนบทความเรื่องถ้อยแถลงแสดงความนับถือ ซึ่งเปรียบเสมือนบทนำไว้ในวันแรก ว่า

           “เป็นเวลากว่า 5 เดือนเศษ ที่พวกเราคนไทยทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ได้รับข่าว สารอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ค่อนข้างน้อย และไม่ปะติดปะต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยในประเทศไทย ได้รับเฉพาะข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะทหารและคณะรัฐบาล แล้วว่า ต้องเป็นข่าวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่อดีตนายกฯทักษิณ เท่านั้น หากเป็นผลร้ายได้ ยิ่งสมควรนำเสนอ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชาติ ที่เคยมีภาพวาดนายกฯทักษิณ เป็นผู้ฟื้นฟู กอบกู้วิกฤตของประเทศ ให้กลายเป็นผู้ร้ายที่เข้ามาสูบเลือดสูบเนื้อประเทศชาติและประชาชน

           ข่าวหลายข่าว และข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย นำเสนอถูกบิดเบือนจนยากจะเชื่อได้ อีกต่อไป ในขณะที่ข้อมูล ข่าวสารที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ โดยประชาชนกลุ่มต่างๆ มักจะมีเนื้อหาที่ตรงกันข้ามกับข้อมูล ข่าวสารที่สื่อสารมวลชนนำเสนอ หรืออย่างน้อยก็ไม่รุนแรง ร้ายแรงเทียมเท่า กระทั่งเกินจริงในหลายๆ กรณี

           นี่เอง…จึงเป็นเหตุและผลที่คนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ได้จัดทำเวปไซต์ hi-thaksin.net ขึ้นมา เพื่อเป็นเวทีที่ พวกเราผู้ซึ่งชื่นชมศรัทธาการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี และ พวกเราผู้ซึ่งฝักใฝ่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (อย่างแท้จริง) และ ผู้ไม่ยอมรับการปกครองของ ผู้ปกครองที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร จะได้มารวมตัวกัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อการส่งทอดข้อมูล ให้แพร่ขยายออกไปสู่การรับรู้ของประชาชนให้มากที่สุด เพื่อที่การบิดเบือนของสื่อสารมวลชน และผู้มีอำนาจ ผู้ปกครอง ในปัจจุบัน จะไม่สามารถหลอกลวง ตบตา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ประชาชน ได้อีกต่อไป

           นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป พวกเราจะแปรเปลี่ยนสถานะของตนเองจากพลังเงียบที่ต้องซ่อนซุก กาย ใจความคิด และคำพูด ตามหลืบมุมของสังคม ไม่กล้าแสดงตนให้ปรากฎ เป็นพลังงานทางความคิด ที่มีคุณภาพ และเป็นกลุ่มพลังงาน เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้กลับเข้าสู่ถนนสายประชาธิปไตยอีกครั้ง โดยเร็วที่สุด

           แน่นอนว่า การขับเคลื่อนประเทศไทย ในครั้งนี้ บุคคลที่เราต้องการให้มามีส่วนร่วมกับพวกเราอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของเรานั่นเอง..”

           อีก 3 วันจะครบ 1ปีเต็ม ที่ทีมงาน Hi-thaksin ทั้ง 4 ชีวิต ได้ประกาศเจตนารมณ์การทำงานชิ้นนี้

           หากติดตามการทำงานของเรามาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าพวกเราไม่ได้ออกนอกแนวทางที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันแรกเลย แม้แต่ก้าวเดียว ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเถื่อนในมือเผด็จการหนักหน่วงรุนแรงเพียงใด

           ไม่ว่าจะต้องถูกกลั่นแกล้งรังแก ปิดกั้น โจมตี อย่างไร เราก็ยังมั่นคงต่อเป้าหมาย และซื่อสัตย์ต่อภารกิจของพวกเราเรื่อยมา โดยไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนใจและเลิกล้มความตั้งใจแม้แต่น้อย

           ประการแรกที่เราประกาศว่าจะทำ ก็คือ จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสมควรได้รู้ แต่สื่อมวลชนไม่ยอมนำเสนอ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นกันแล้วตั้งแต่

           งบประชาสัมพันธ์ 12 ล้านบาท ของเชียรช่วง กัลยาณมิตร ที่ทำให้เราได้รู้ว่า มีขบวนการ “2.4” แทรกซึมอยู่ในทุกเวปไซต์ เพื่อใส่ร้ายนายกฯทักษิณ

           เอกสารลับเรื่องกองทัพภาคที่ 1 สั่งให้ทำลายธุรกิจในเครือเอไอเอส และจัดม็อบกดดันหน้าสถานทูตสิงคโปร์

           เอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ของ สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ทำให้เราได้รู้ว่า คมช. สั่งการให้ทำลายพรรคพลังประชาขนทุกวิถีทาง

           เอกสารลับการบรรยายใส่ร้ายพรรคพลังประชาชน คือการรวมตัวของผู้ฝักใฝ่พรรคคอม มิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีต ที่ต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

           เอกสารการยืมตัว กอนณา สัตยธรรม ลูกสาวสดศรี สัตยธรรม เป็นหน้าห้อง สนธิ บุญยรัตกลิน

           เอกสารการขออนุมัติจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน มูลค่า 19,000,000,000 บาท ของกองทัพอากาศ หลังรู้ผลการเลือกตั้ง เพียง 1 วัน

           ข้อมูลข่าวสารพร้อมทั้งเอกสารทุกชิ้นที่เรานำมาเสนอ คือ ของจริงทุกข่าวทุกชิ้น แต่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ไม่มีการนำเสนอให้ประชาชนทราบ อีกทั้งยังดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นเอกสารปลอม ก่อนจะถูกความจริงต้อนจนมุมพร้อมกับคมช. ทุกครั้งไป

           ประการที่สองที่เราประกาศเจตนารมณ์ ก็คือ การนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย และนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่แผ่นดินเกิด

           ภารกิจที่หนึ่งสำเร็จแล้ว คือ ประเทศไทยได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาแล้ว เผด็จการพ่ายแพ้ต่อพลังของประชาชนอย่างย่อยยับ แต่ภารกิจที่สอง ยังต้องดำเนินต่อไป เพราะนายกฯทักษิณ ยังไม่ได้กลับคืนสู่แผ่นดินเกิด ซึ่งพวกเราทั้ง 4 คน ยังต้องทำงานของเราต่อไป จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น

           หากจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแก่พวกเราสักนิดหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่า ผมและทีมงาน เริ่มต้นทำงานชิ้นนี้กันมา…

           ตั้งแต่ ยังไม่มีใครรู้จักพรรคพลังประชาชน

           ตั้งแต่ พรรคไทยรักไทยยังไม่ถูกยุบ

           ตั้งแต่ สมัคร สุนทรเวช ยังไม่รู้ว่าอนาคตตัวเองจะเป็นอย่างไร

           ตั้งแต่ เฉลิม อยู่บำรุง ยังคิดสร้างพรรคทางเลือกใหม่

           ตั้งแต่ นปก.ยังไม่เกิด

           ตั้งแต่ พีทีวี ยังไม่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง

           ตั้งแต่ผู้คนเกือบครึ่งค่อนประเทศ ยังเชื่อว่านายกฯทักษิณ เป็นคนผิด และ คณะรัฐประหาร เป็นคนถูก

           ตั้งแต่ ไม่มีใครรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ และเมื่อไร

           ตั้งแต่ ไม่มีใครเชื่อว่าผู้คนที่ยืนข้างนายกฯทักษิณ จะกลับมายิ่งใหญ่และมีอำนาจได้

           กระทั่งว่า ตั้งแต่ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ไม่เชื่อว่าจะต้องมาอาศัยกระแสความนิยม ทักษิณ ชินวัตร เป็นบันไดปีนป่ายขึ้นสู่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สำเร็จ หลังจากเฝ้ารอมานานกว่า 20 ปี

           กระทั่งว่า ตั้งแต่ คมช. ก็ไม่เชื่อว่าจะมีวันที่บันได 4 ขั้นที่วางไว้ จะหักสะบั้นจนหัวทิ่มดินเช่นทุกวันนี้

           พวกเรา 4 คนในนาม Hi-thaksin ก้มหน้าก้มตาทำงานของเรา อย่างเงียบๆ มาตั้งแต่วันนั้น วันที่คนหลายคนยังหลบหนี ไม่กล้าโผล่หัวออกมา กลัวว่า คมช. จะ “ล่อ” เพราะเป็นคนรักทักษิณ

           แต่ ประดาบกับน้องๆ ในทีม ซึ่งไม่เคยได้ประโยชน์ใดๆ จากทักษิณ ไม่เคยรู้จักทักษิณ กลับประกาศตัวเป็นคนรักทักษิณ แล้วก็เดินหน้าเข้าใส่เผด็จการแบบไม่รู้จักคำว่า “กลัว” สะกดอย่างไร

           ยิ่งนานวันก็ลืมไปเลยว่า คำว่า “กลัว” มีอยู่ในโลกใบนี้ด้วย มีแต่อยากจะเปิด อยากจะแฉให้ทุกคนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเผด็จการ ว่าเป็นอย่างไร และมีแต่ความอยากที่จะให้นายกฯทักษิณ กลับบ้านแบบเร่งวันเร่งคืน โดยมีกำลังใจของทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ทุกวัน

           อย่างที่ผมบอกไว้ว่า วันนี้ การต่อสู้ของพรรคพลังประชาชน อาจจะจบลงแล้วในความคิดอ่านของสมาชิกพรรคพลังประชาชน และต้องการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และภายในพรรค แม้จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบธรรม ก็ไม่อยากให้มีใครพูดถึง ไม่อยากให้มีใครกระโตกกระตาก กลัวว่าจะทำให้เก้าอี้แห่งอำนาจที่ได้รับการจัดสรรปันส่วนแบ่งกันไปแล้ว มีอาการสั่นสะเทือน

           แต่ก็อย่างที่บอกไว้ สำหรับประดาบ และทีมงาน ที่ทำงานชิ้นนี้มาอีกไม่กี่วันก็จะครบ 1 ปี การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ เพราะผมยังไม่ได้นายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทย และไม่ว่าอะไรก็ตาม หรือใครก็ตาม ที่จะทำให้เส้นทางการเดินทางกลับประเทศไทย ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาอุปสรรค มีหลุมมีบ่อ ผมก็จะ “ล่อ” มันด้วยมือของผมเอง ด้วยความตั้งใจของผมเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง หรือ ต้อง “ล่อ” แทนมือของใคร

           และก็อย่างที่บอกไว้ หากใครจะหยุดเดินทางไปกับผม และจะอยู่ฉลองชัยชนะกับ เฉลิม อยู่บำรุง ตลอดจนทุกๆ คนในพรรคพลังประชาชน ที่ได้ตำแหน่ง ได้รางวัลกันครบถ้วนแล้ว ก็ขอเชิญแยกไปทางหนึ่ง เราไม่ว่ากัน เพราะผมไม่ได้หวังว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยอีกแล้ว

           ผมจะเดินของผมเองพร้อมกับทีมงานของผม ซึ่งแม้จะมีกันเพียง 4 ชีวิต แต่เราเชื่อว่าด้วยจิตที่มุ่งมั่นของพวกเรา ภารกิจนี้ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ เมื่อย้อนกลับไปดูปัญหาอุปสรรคที่เราฝ่าข้ามมา ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ

           แม้รู้ว่ายาก แต่พวกเราก็จะทำและไม่ยอมแพ้

           อันที่จริง…ผมไม่น่าจะต้องน้อยใจกับพรรคพลังประชาชน ไม่น่าจะต้องเสียใจกับพฤติกรรมของใครหลายคนในพรรคพลังประชาชน เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่หลายวันที่ผ่านมา เพราะผมน่าจะรู้จักสันดานของนักการเมืองได้ดีกว่านี้

           อาจจะเป็นเพราะผมหวังมากเกินไปว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะเอาจริงเอาจังกระตือรือล้นกับภารกิจนำนายกฯทักษิณ กลับบ้านมากกว่านี้ มากกว่าที่จะสนใจว่าเก้าอี้ที่รองก้นของตัวเอง มีชื่อตำแหน่งว่าอะไร และยิ่งผิดหวังหนักขึ้นอีก เมื่อได้ยินข่าวว่า วัน อยู่บำรุง ก็จะมีเก้าอี้ของตัวเองด้วยเหมือนกัน

           เพราะสำหรับผมแล้ว วัน อยู่บำรุง ก็เหมือนหลุมใหญ่บนถนนเส้นที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร กลังจะเดินทางกลับบ้าน อาจจะหล่นไปในหลุมเมื่อไรก็ได้

           ผมจึงต้องโวยวายขึ้นมา เพื่อให้ช่วยกันปิดหลุมที่ชื่อ วัน อยู่บำรุง

           แต่หากเสียงของผมจะเป็นเสียงที่ทำให้ระคายหู และเป็นเสียงที่ไม่น่าฟังสำหรับ เฉลิม อยู่บำรุง และ คนรอบกาย ที่ดูจะเป็นคนใหญ่คนโตกันไปเสียหมดแล้ว ผมก็ต้องขอโทษ

           แต่ให้ตายเถอะ…. ผมคงหยุดไม่ได้ที่จะต้องโวยวายเรื่องนี้ต่อไป และจะโวยวายอีกหลายเรื่องด้วย เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

           สำหรับเพื่อนร่วมทางบางคนที่เห็นว่าผมโวยวายเร็วเกินไป และดังเกินไป จนทำให้ศัตรูของพรรคพลังประชาชน ได้ทีสบโอกาสเข้ามาร่วมฟาดฟัน เฉลิม อยู่บำรุง และกระทบถึงพรรคพลังประชาชน ด้วยนั้น

           ต้องขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ผมต่อสู้เพื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อ เฉลิม อยู่บำรุง หรือ วัน อยู่บำรุง และพรรคพลังประชาชน

           เพียงแต่ว่าในวันที่พรรคพลังประชาชนหาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศเป็นสัญญาประชา คมว่าหากเป็นรัฐบาล จะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ผมจึงทุ่มสุดแรงสนับสนุนพรรคพลังประชาชน

           แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ภารกิจแรกหลังการเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาลแล้ว คือการแย่งเก้าอี้และแบ่งตำแหน่งกันมากกว่าที่จะเป็นการนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทย

           ก่อนลงมือเขียนคำชี้แจงครั้งนี้ ผมก็นั่งนึกอยู่เหมือนกันว่า..

           ทำไมผมไม่หยุดเสียที

           ทำไมผมต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย

           ทำไมผมไม่กลับไปทำมาหากินตามปกติ เหมือนคนอื่นๆ เขาทำกัน

           ทำไมผมต้องเพิ่มศัตรูอีกคน คือ เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึง รัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทย ทั้งๆ ที่ผมก็มี คมช.ทั้งคณะ และทหารใหญ่อีกหลายคน เป็นศัตรู อยู่แล้ว

           ทำไมผมจึงต้องแส่หาเรื่องใส่ตัวมากมายเช่นนี้

           ผมน่าจะหยุดเสียที พอเสียที แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่ประกาศบนเวทีหาเสียงว่า เป็นคนรักทักษิณ และแอบนำ ซีดี 1 ปีที่หายไป ที่ผมและทีมงานผลิตขึ้นมา ไปปั๊มขาย ปั๊มแจกชาวบ้าน จนได้คะแนนมากมายเป็นผลตอบแทน และได้รับตำแหน่งทางการเมืองเป็นรางวัล

           หากจะว่ากันไปแล้ว Hi-thaksin ก็มีกันอยู่เพียงแค่ 4 คน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ ไม่มีงบประมาณสนับสนุน เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดานักการเมืองที่เข้าสู่ตำแหน่ง มีอำนาจ มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีข้าราชการ มีงบประมาณ ให้ใช้กันอย่างสะดวกสบาย และถูกกฎหมาย ในขณะที่พวกเรา 4 คนยังต้องหลบๆซ่อนๆ

           บางทีท่านผู้มีตำแหน่งถืออำนาจรัฐไว้ในมือ น่าจะนำพานายกฯทักษิณ กลับบ้านได้ง่ายกว่าพวกเรา หลายเท่า

           คิดถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าถึงเวลาต้องหยุดเสียที แล้วปล่อยให้เป็นภารกิจของคนที่มีหน้าที่โดยตรงดีกว่าไหม?

           เรื่องที่ผมเคยชวนว่า หากใครจะเดินไปพร้อมกับผม เป็นเพื่อนร่วมทางกันไปนำนายกฯทักษิณ กลับคืนมา ผมชักไม่แน่ใจตัวเองว่ายังพร้อมที่จะให้ใครเดินร่วมทางไปด้วยหรือ ไม่ เพราะดูเหมือนว่า ภารกิจที่ผมกำลังทำ อาจจะไปขัดหูขัดตาและขัดใจใครหลายคนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชน

           สถานการณ์อาจจะเลวร้ายมากไปกว่านั้นอีก หากว่ามีการนำHi-thaksin และ “ประดาบ” รวมถึงบทความ ข้อเขียนของผม ไปเป็นเหตุทำให้พรรคพลังประชาชน แตกแยก ในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ผมจะหลีกเลี่ยง และละเว้นที่จะต้องเขียนถึงอย่างแน่นอน หากว่ามีการกระทำในลักษณะที่จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการกลับบ้านของนายกฯทักษิณ อีกในอนาคต

           บอกตรงๆ ว่าผมกำลังสับสนว่าผมควรจะเดินต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ศัตรูเพิ่มขึ้นอีกกี่คนในวันข้างหน้า กับการหยุดเสียแต่วันนี้ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตเหมือนปกติ ดังเช่นก่อนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ลงมือเขียนหนังสือตัวแรกบนเวปไซต์นี้

           ผมควรจะต้องใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงต่อไปเช่นนี้หรือไม่ เสี่ยงต่ออันตราย เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดของผู้คนในพรรคพลังประชาชน และชี้หน้าด่าว่าผมเป็นคนทำให้พรรคพลังประชาชน แตกแยก

           ถึงแม้ผมจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับชัยชนะของประชาชน เกินกว่า 1 คะแนนที่ลงให้แก่พรรคพลังประชาชน แต่ผมก็ไม่อยากจะได้ชื่อเป็นคนที่ทำลายชัยชนะของประชา ชน หากว่าพรรคพลังประชาชนต้องเสื่อมถอย และแตกแยก จากการเขียนบทความของผม และถูกนำไปขยายผลด้วยเจตนาที่บิดเบือนของสื่อที่ “รับงาน” มาจากใคร ซึ่งผมไม่อาจจะทราบได้

           บางที การชี้แจงครั้งนี้ อาจจะเป็นข้อเขียนสุดท้ายของ ประดาบ บนเวปไซต์นี้ ก็เป็นได้

           หากเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นพรรคพลังประชาชนเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กับการกวาดขยะซุกใต้พรม เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ทั้งเห็นว่าใครจะนำชัยชนะของประชาชน ไปใช้เป็นใบเบิกรางวัล ปันส่วนอำนาจแบ่งกันกินแบ่งกันใช้อย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเห็นว่าการโวยวายของผม จะเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนแตกแยก และถึงกาลอวสานก่อนเวลาอันสมควร

           บางที..บางที..บางที อาจจะต้องถึงกาลอวสานของประดาบ แล้วกระมัง

           ผมคิดเช่นนี้จริงๆ !

           หมายเหตุ : ก่อนที่จะเข้าใจผิดกันไปใหญ่ ว่าผมท้อ หรือ ผมหลงตัวเอง ว่าใครจะมาเห็นแย้งหรือเขียนตำหนิผมไม่ได้ ทำให้ผมไม่พอใจ และเลิกเขียนบทความในเวปไซต์นี้ ต้องบอกเสียเลยว่า ไม่ใช่นะครับ เหตุที่ทำให้ผมคิดมาก ก็คือว่า ผมไม่ต้องการให้มีการนำบทความที่ผมเขียน ซึ่งเป็นความเห็นของคนเพียงคนเดียว ไปบิดเบือนเป็นเครื่องมือทำลายพรรคพลังประชาชน และทำลายชัยชนะของประชาชน ที่มีเหนือเผด็จการ เพราะผมก็แค่1เสียงเท่านั้นที่ได้มีส่วนร่วมในการลงคะแนนเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว

           ผมทราบดีว่าบนความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคการเมืองกับพรรคการเมือง และระหว่างพรรคการเมืองกับอำนาจนอกระบบบางส่วน ยังคงดำเนินอยู่ หากผมยังแสดงความเห็นตำหนิติติงพรรคพลังประชาชน หรือ ผู้คนในพรรคพลังประชาชน ต่อไป ก็จะกลายเป็นว่าผมชี้ช่อง ชี้โพรงให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าโจมตีพรรคการเมืองของประชาชน ที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นมา ไม่ใช่มีแต่คนนอกพรรคพลังประชาชนเท่านั้นที่กำลังใช้ผมเป็นเครื่องมือโจมตีและทำให้พรรคพลังประชาชนแตกแยก แม้แต่คนในพรรคซึ่งไม่สมประโยชน์ ก็ยังผสมโรงไปกับเขาด้วย

           ผมได้แต่เกรงและหวั่นใจว่าผมอาจจะตกเป็นเครื่องมือของบางคน บางพรรค บางฝ่ายที่ต้องการทำลายพรรคพลังประชาชน ซึ่งผมไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่ด้วยสันดานอย่างผม ก็คงหยุดไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะโวยวายหากเห็นว่ามีคนในพรรคกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สวนกระแสความรู้สึกคนรักทักษิณ และท้าทายประชาชน

           เพราะฉะนั้นผมจึงต้องคิด ว่าการมีอยู่ของประดาบ และ Hi-thaksin จะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อพรรคพลังประชาชน และชัยชนะของประชาชนที่เพิ่งได้สัมผัสกันมาไม่กี่วัน มากกว่ากัน เพราะถึงที่สุดแล้วผมก็ยังอยากเห็นพรรคพลังประชาชนเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันหน้า ไม่ว่าจะในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือครั้งหน้า เพราะคงไม่ได้เห็นกันบ่อยนักหรอกที่พรรคการเมืองหนึ่ง จะได้รับโอกาสจากประชาชนมากมายเช่นนี้ จนเรียกได้ว่าเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย

           ผมเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ว่า เพราะรัก ผมจึงต้องตี ตามภาษิตไทย "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" แต่หากว่าการตีของผม จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือฆ่าพรรคพลังประชาชน ผมก็จะทำใจทนเห็นเช่นนั้นไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่ผมควรจะกระทำในเวลาและสภาพการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ ก็คือ สิ่งที่ผมได้บอกไปแล้วว่าว่า บางที อาจจะต้องถึงกาลอวสานของประดาบแล้วจริงๆ