ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘เสรีพิสุทธิ์ เตมียา’

เหตุที่กล่าวหา เสรีพิสุทธิ์ จาบจ้วง

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ดีใจครับที่มีนักวิชาการท่านหนึ่ง เขียนตำหนิและตอบโต้ บทความเรื่อง “เปิดหลักฐาน เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์”

           ยินดีน้อมรับคำวิจารณ์ที่ปราศจากอคติจากท่านอาจารย์ ด้วยหัวใจที่พองโตของประดาบ ที่ได้รับเกียรติยิ่งนัก

           เหตุที่ต้องดีใจ ก็เพราะไม่ธรรมดานักหรอกครับ ที่ “อีแอบ” คนหนึ่ง จะได้รับการกล่าวถึง เอ่ยอ้างถึง วิพากษ์วิจารณ์ถึง จากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง สื่อมวลชน นักหนังสือพิมพ์ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย เรื่อยลามไปยังนักวิชาการ อาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ลงจนถึงชาวบ้านร้านตลาด ที่เอ่ยอ้างถึงบทความของประดาบ

           ไม่เคยโกรธเลยที่จะต้องเป็น “อีแอบ” ในสายตาของใครหลายคน ที่อยากให้เปิดเผยตัวตนเสียที เพราะพฤติกรรมของผม มันก็ “อีแอบ” จริงๆ นั่นเอง

           เจตนารมณ์แต่แรกก็ตั้งใจว่า หลังเลือกตั้งผ่านพ้นไป ก็จะเดินออกจากหลังม่าน ทักทายเพื่อร่วมทางของเราอยู่เหมือนกัน แต่มีเสียงคัดค้านมากมายหลายด้าน ว่า “ไม่สมควรอย่างยิ่ง” เพราะผู้เสียประโยชน์จาก “อีแอบ” คนนี้ อาจจะกระทำอะไรลงไปเพราะขาดสติได้ หากได้เห็นว่าใครคือ “อีแอบ” รายนี้

           ผมเพียงแต่อยากจะชี้แจงท่านนักวิชาการ ที่ท้วงติงผมว่า ไม่ควรนำประเด็น การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ มากล่าวหา โจมตี ให้ร้าย เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส และยังกรุณาชี้แนะให้ความรู้ข้อกฎหมายแก่ผมด้วยว่า กรณีที่ เสรีพิสุทธิ์ พูดจาถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ผมนำมาให้อ่านและฟังกันนั้น ไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่อาจจะดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ได้ อีกทั้งเป็นการทำให้ประชาชนสับสน ว่า ในที่สุด คู่ขัดแย้งทั้งสองฝั่งข้างของสังคมไทย ก็อ้าง “คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามเหมือนกัน

           เมื่อได้รับคำชี้แนะด้วยความกรุณาจากท่านนักวิชาการ ผมก็ไปเปิดดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เขียนไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

           อ่านอย่างไร ฟังอย่างไร คำพูดของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ก็ไม่เข้าเกณฑ์ความผิดตามที่ท่านนักวิชาการ ชี้ไว้จริงๆ เพราะ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ไม่ได้พูดในลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย แม้แต่น้อย

           แต่ ท่านนักวิชาการครับ ….

           หากท่านจะกลับไปอ่านบทความเรื่อง “เปิดหลักฐาน เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์” อีกสักครั้ง ท่านจะพบว่า ผมไม่ได้กล่าวหาเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำความผิด มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ตามที่ท่านยกมาอ้างอิง แต่ประการใดเลย

           ผมไม่ได้กล่าวหา เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย แต่อย่างใด ซึ่งนายตำรวจระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงไม่โง่ และไม่บ้าที่จะกล่าวถ้อยคำที่ทำให้ตัวเองต้องตกเป็นผู้ต้องหาของกฎหมาย ที่ตัวเองถืออยู่ในมือไว้คอยเล่นงานผู้อื่น ด้วยปากพล่อยๆ เป็นแน่

           ผมเขียนถึงพฤติกรรมของ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ด้วยเหตุ 2 ประการคือ

           1. เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างหาที่สุดมิได้

           2. เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นคนไทย ที่อวดอ้างว่าเป็นผู้จงรักภักดี เหนือกว่าคนไทยคนอื่นๆ ที่จงรักภักดีด้วยหัวใจ แต่ไม่เคยอวดอ้าง

           ด้วยเหตุ 2 ประการนี้ ก็เพียงพอแล้วที่ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ไม่ควรจะแสดงวาจาในลักษณะที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ว่าเป็นเหตุที่ทำให้ตำรวจต้องเสียกำลังพล เพื่อถวายอารักขา ถวายความสะดวก จนกระทั่งเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ของตำรวจ

           การเสด็จพระราชดำเนิน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ ไปยังสถานที่ต่างๆ โดยส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นพระราชกรณียกิจ พระกรณียกิจ เพื่อประชาชน แทบทั้ง สิ้น น้อยครั้งนักที่จะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์

           นอกจากการแสดงวาจาที่ไม่บังควรเกี่ยวกับ “ขบวนเสด็จ” แล้ว ที่ไม่ควรจะหลุดออกมาจากปากของบุคคลระดับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลยก็คือ การกล่าวถ้อยคำล่วงล้ำก้ำเกินพระราชวงศ์ เกี่ยวกับจำนวน “ลูกหลาน” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

           ผมไม่ได้อ้างข้อกฎหมายแม้แต่ข้อเดียว และไม่ได้กล่าวหา หรือใส่ร้ายว่า เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำผิดกฎหมายมาตราใด แต่ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่บังควร และประเมินด้วยบรรทัดฐานแบบผม เห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้ เป็นการ “จาบจ้วง” สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าในใจของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส คิดอย่างไร กับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระราชกรณียกิจ พระกรณียกิจ ในฐานะที่เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นบุคคลที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

           ผมเห็นว่า กรณีนี้สมควรต้องนำมาบอกกล่าวให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ ได้เห็นพฤติกรรมของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส และชี้ให้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ควรนำเรื่องราวของพระราชวงศ์ มาพูดจากระทบกระเทียบ ให้ประชาชนเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการพูดในที่รโหฐาน มีข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั่งฟังอยู่เป็นจำนวนมาก

           หากไม่นำเรื่องเช่นนี้มาบอกกล่าวว่า เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส คิดและพูดอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริยย์ แล้วปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ผ่านไป จบลง โดยไม่มีผู้ใดรู้สึกเดือดร้อน หรือ คิดเห็นว่าต้องดำเนินการอย่างไร ตรงกันข้ามกลับคิดเห็นว่าเป็นเรื่องที่สามารถนำมาพูดจา กล่าวอ้างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อเอาตัวรอดในกรณีที่ปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมาย และผิดพลาด สักวันหนึ่งข้างหน้า การประชุมของข้าราชการส่วนต่างๆ ก็อาจจะมีการเลียนแบบเหตุผล ว่าการปฏิบัติภารกิจของหน่วย ไม่บรรลุผลสำเร็จ เพราะต้องปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง เหมือนที่เสรีพิสุทธิ์ กล่าวอ้างเช่นในครั้งนี้

           สถาบันเบื้องสูงของคนไทยที่คนทั้งชาติเคารพสักการะเทิดทูนเหนือหัว จะเป็นเช่นไร

           ผมต้องขอโทษ ที่นำเรื่องนี้มาบอกกล่าว อันเป็นการขัดเคืองใจใครหลายคน แต่ในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน ผมละเว้นเรื่องนี้ และปล่อยให้ผ่านเลยไปไม่ได้จริงๆ

           ผมอยากจะบอกไปยังท่านนักวิชาการ ว่า ผมไม่ได้เขียนบทความเรื่องเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ในฐานะคนไทยที่ต้องอยู่ใต้กฎหมายอาญา แต่ผมเขียนในฐานะที่เป็นคนไทยที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร เหมือนเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส และ เหมือนท่านนักวิชาการ

           ดังนั้นผมจึงไม่ได้พิจารณาพฤติกรรมของเสรีพิสุทธิ์ ด้วยบรรทัดฐานทางกฎหมาย หากแต่พิจารณาด้วยบรรทัดฐานของพสกนิกรผู้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร เป็นสำคัญ

           ด้วยเหตุผลที่ผมตระหนักอยู่ในใจตลอดเวลาว่า ผมอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร ผมจึงต้องมีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ผู้ใดกล่าวหาให้ร้าย และชักนำทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด

           กรณีนี้ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าผมไม่ได้กล่าวหาเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ผมกล่าวหาว่าเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำการอันไม่เหมาะสม จาบจ้วง สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่สมควรแก่ฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และไม่สมควรแก่ฐานะคนไทยที่อวดอ้างว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

           เว้นเสียแต่ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จะนำพยานหลักฐาน มาประกอบการพูดจาได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ร้ายคดีใดไม่ได้ เพราะต้องไปถวายการอารักขาขบวนเสด็จ และ การถวายอารักขาขบวนเสด็จ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนครบาล จริงๆ ดังที่กล่าวอ้าง

           ผมไม่มีเจตนาที่จะนำข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ดังที่มีการชี้นำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องชี้แจง

           1. ผมเขียนบทความชิ้นนี้ และนำหลักฐานมาเปิดเผย ในวันที่ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการไปแล้ว

           2. ผมเขียนบทความชิ้นนี้ เพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่เคยคิด หรือ คิดจะเลียนแบบเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ต้องตระหนักว่าไม่สมควรกระทำ และอย่านำมาเป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อปกป้องและรักษาสถาบันเบื้องสูงของคนไทยทุกคน ไว้

           3. ผมตระหนักอยู่เสมอว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันเบื้องสูงที่ไม่ว่าใคร ผู้ใด ก็ไม่ควรจะบังอาจกระทำการให้เสื่อมเสีย และไม่ควรนำไปใช้เป็นเครื่องมือใดๆ ทั้งสิ้น ผมจึงไม่เคยมีความคิดที่จะกระทำการดังที่มีการวิจารณ์กัน

           ผมขอบคุณท่านนักวิชาการที่กรุณาชี้แนะมุมทางกฎหมาย ต่อเรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้นำเสนอพฤติกรรมเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ในมุมมองของนักกฎหมาย หากแต่นำเสนอในมุมมองของผู้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร แต่เพียงมุมเดียว และผมยังคงยืนยันว่า…

           “เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์”

           จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงได้ข้อคิดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อว่า ดูคนอย่าดูเพียงหน้าตา และหน้าอกที่แขวนเหรียญตรา แต่ต้องดูให้ลึกเข้าไปในหัวใจของคนคนนั้น

เปิดหลักฐาน เสรีพิสุทธิ์ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์

พฤษภาคม 9, 2008

 

           ไม่เจอะกันนาน คิดถึงจังเลย……

           ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ก็ยังอยู่กับทุกท่านเหมือเดิมที่นี่ล่ะ

           ไม่ได้หายหัว หายหน้า หายตาไปไหน ไม่ได้ถูกอุ้มไปเก็บตัวอยู่ที่ไหน

           ไม่ได้ไปตามคณะนายกฯทักษิณ ออกทำบุญ อย่างที่หลายคนคิด

           ไม่ได้ติดภารกิจงานราชการแผ่นดิน อย่างที่หลายคนคาด

           ไม่มีวาสนาปานนั้นหรอกครับ ….ทุกวันนี้ ขอเพียงมีหน้าที่การงานอาชีพสุจริต ทำมาหาเลี้ยงปากท้องและครอบครัว และเหลือแบ่งเจือจานมาทำงานที่รัก ณ ที่ตรงนี้ กับเพื่อนๆ น้องๆ ก็มีความสุขแล้ว

           ก็ต้องขอโทษที่หายไปนาน จนไม่อยากจะรับปากอีกแล้วว่า จะไม่หายไปไหน เพราะต้องระดมทุนหาเงินทองเก็บไว้ยามจำเป็น กับใครๆ เขาเหมือนกันครับ แต่ก็จะพยายามมาให้บ่อยก็แล้วกัน

           อยากให้เข้าใจว่า ภารกิจที่ต้องหาเลี้ยงปากท้องและครอบครัว บีบรัดและล้อมตัวจนโงหัวไม่ขึ้นจริงๆ จึงได้แค่โผล่มาทักทายทีมงาน และเยี่ยมชมหน้าจอ แก้คิดถึงเท่านั้น

           เดินแวะเข้าออฟฟิสวันนี้ ถูกบังคับแกมร้องขอว่าทักทายเพื่อนร่วมทางของเราสักหน่อย ไม่อยากจะขัดใจใครๆ อีก หลังจากที่ขัดจนเป็นที่เคืองใจของใครหลายคน หาว่าดังแล้วแยกวง หลงตัวลืมตน

           เพื่อเป็นการปฏิเสธว่าไม่ได้ดังแล้วแยกวง และไม่เคยหลงตัวลืมตน และเพื่อไม่ให้เป็นที่ขัดและเคืองใจใครหลายคน ก็ยินดีสนองด้วยความเต็มใจครับ

           บังเอิญเสียเหลือเกิน ในระหว่างที่ห่างหายไป ได้พบเจอมิตรใหม่และศัตรูเก่า (ทางความคิด) หลายคน ได้รับ VCD มาหนึ่งแผ่น เปิดดูแล้ว ถึงกับต้องขยี้ตาตัวเอง และ ใช้ไม้ปั่นหู ทำความสะอาดรูหู เพื่อขอดูและฟังชัดๆ อีกสักหลายๆ ที

           ภาพที่ปรากฎใน VCD แม้จะไม่ชัดนัก แต่ด้วยเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งน้ำเสียงใหญ่ๆ แปร่งๆ แข็งๆ บวกกับลีลาการพูดจาที่ดูหมิ่น เหยียดหยามคนไปทั่ว ว่า โง่ ด้อย และต่ำกว่าตนเอง พอจะบอกได้ว่าเจ้าของเสียงที่นั่งพูดอยู่บนเวที เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส” เจ้าของคำสั่งราชการอันลือลั่น “ควายรึเปล่า” ที่จะงดจัดงานกีฬา เพื่อร่วมถวายอาลัยการจากไปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

           เมื่อชัดว่าเป็นเสรีพิสุทธ์ เตมียาเวส ที่กำลังพูดอยู่บนเวที ยิ่งต้องฟังว่าทุกประโยค ทุกถ้อยคำ ที่พาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพรักเทิดทูนบูชาของประชาชนคนไทยทั้งชาติ นั้น เป็นคำพูดที่ออกจากปากของ บุคคลซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และน้อยคนนักที่จะได้รับ แม้ว่าเกียรติประวัติ และเกียรติคุณความดี ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ว่า เขาเป็นวีรบุรุษนาแก ตัวจริง หรือไม่?

           แต่ไม่ต้องถึงกับฟื้นฝอยหาตะเข็บเรื่องวีรบุรุษนาแก ไม่มากความ ลำพังเพียงในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ยิ่งเป็นคนไทยที่มีตำแหน่งถึงผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ ด้วยแล้ว ก็ไม่สมควรที่จะกล่าวถ้อยคำพาดพิงและน้ำเสียงอันแสดงถึงความรำคาญ และสะท้อนถึงทัศนะว่าเป็นเรื่องไม่สมควรที่จะต้องเสียกำลังตำรวจ ไปเพื่อถวายการอารักขาขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ จนเป็นเหตุให้การทำงานของตำรวจมีปัญหา และปฏิบัติหน้าที่ป้องกัน ปราบปราม และติดตามแก้ไขอาชญากรรม ให้แก่ประชาชนไม่ได้

           เสียงของ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นอย่างไร ต้องฟังกันเอง ว่าเขาเบื่อแสนเบื่อกับภารกิจการถวายอารักขาขบวนเสด็จมากเพียงใด และ ภารกิจนี้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมากเพียง

           “…ในกรุงเทพ เป็นไงครับ วิ่งกันขวั่กเลย ยิ่งมีขบวนเสด็จมา ต้องไปรับเสด็จมา จะเอาเวลาที่ไหนไปป้องกันอาชญากรรม เอาเวลาที่ไหนไปจับคนร้าย แล้วก็บอกเอานี่ จะเอาที่ไหน ไอ้คนไม่ได้ปฏิบัติก็ไม่รู้เรื่อง ไอ้คนปฏิบัติก็รู้เรื่อง วันๆ ต้องรับเสด็จ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของพวกเรา ยิ่งท่านมีลูกหลานมาก หลายขบวนเหลือเกิน ตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ จะบอกว่าไม่ทำได้ไง ก็ต้องทำ พอทำหน้าที่ไป ก็ไม่มีตำรวจไปติดตามงาน..”

           อย่าว่าแต่พูดเลยครับ แม้แต่คิดอยู่ในใจ ยังไม่บังควรเลย สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เช่น เสรี เตมียาเวส

           ประดาบ เป็นเด็กบ้านนอก จำได้ติดตาและตรึงใจ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จเจ้าฟ้าทุกพระองค์ เสด็จเยือนหมู่บ้านที่เคยอยู่ และทรงแวะมายังโรงเรียนที่เคยเรียน

           ผู้คนทั้งอำเภอ ไม่ใช่เพียงแค่หมู่บ้านของประดาบ ที่แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าที่คิดว่าดีที่สุดในชีวิต แห่กรูกันมาตั้งแถวรอแต่เช้ามืด ทั้งๆ ที่รู้ว่าขบวนเสด็จ จะมาถึงใกล้เที่ยง

           ปู่กับย่า พาหลานเกือบสิบคน เข้าไปในตลาด หาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เทเงินเกลี้ยงกระเป๋า เพื่อให้ประดาบ และพี่น้องได้สวมใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว และกางเกงขาสั้นสีกากี เด็กผู้หญิง ได้กระโปรงนักเรียนใหม่วันนั้นเอง ทุกชุดที่คิดว่าสุดยอดของความสุภาพเรียบร้อย อยู่ในถุงกระดาษ กลับถึงบ้านไม่ต้องซัก สะบัดๆ ใส่ได้เลย แล้วพากันเบียดแทรกตัวไปยืนรออยู่แถวหน้า โบกธงชาติที่ทำจากกระดาษผืนน้อยๆ กันตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมงเช้า

           เมื่อยแสนเมื่อย ร้อนแสนร้อน ที่ต้องยืนตากแดดในหมู่คนที่อัดแน่นหลายร้อยคน ในลานไม่กว้างนักหน้าโรงเรียน เกือบ 5 ชั่วโมง หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินเสียงนกหวีดของตำรวจดังขึ้น ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่ซักซ้อมกันไว้ว่า ถึงเสด็จพระราชดำเนินมาถึงแล้ว

           เมื่อรถยนต์พระที่นั่งมาถึง ทุกพระองค์เสด็จกันพร้อมทุกพระองค์ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้ใหญ่ของจังหวัด จำได้ว่าทั้งบริเวณโรงเรียนเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น

           วันนั้น ประดาบ ยืนอยู่ตรงนั้น 5 ชั่วโมง นั่งอยู่อีกไม่น่าจะน้อยกว่า 2 ชั่วโมง จนกระทั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับ เพียงแค่ได้เห็นพระพักตร์ทุกพระองค์ เห็นรอยแย้มพระสรวล ก็ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น

           นั่นเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้า ได้รับเสด็จ ที่ยังติดอยู่ในหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้

           จึงไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่าง เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ซึ่งตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะพูดถ้อยคำดังที่ว่าออกมาจากปาก ว่า การถวายอารักขาขบวนเสด็จ เป็นอุปสรรคต่อการทำงานปราบปรามอาชญากรรมของตำรวจ มิพักต้องพูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์ล่วงล้ำก้ำเกินถึงเรื่องราวภายในพระราชวงศ์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นถึงเนื้อในแห่งจิตใจของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ว่าคิดอย่างไรกับงานถวายอารักขาขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

           VCD แผ่นนี้ ทั้งภาพและเสียงชัดเจนเหลือเกิน ว่าเป็นการแสดงอาการเหิมเกริม ไม่และบังควร อย่างที่ยากจะอภัยให้ได้ ชัดทุกถ้อยคำ และน้ำเสียง แม้จะบาดหู บาดใจคนฟัง และคนไทยทุกคน แต่ก็จำเป็นต้องเปิดให้ฟังกัน จะได้รู้แก่ตาประจักษ์แก่หูตัวเองว่า เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นคนเช่นไร เป็นผู้จงรักภักดีดังปากว่าจริงหรือไม่

           กรณีนี้ ต่างจาก กรณี VCD จาบจ้วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และใบปลิว ที่นายชวนหลีกภัย นำมาแถลงโชว์แก่สื่อมวลชน แต่ไม่เปิดให้ฟัง ด้วยอ้างว่าหยาบคายเกินกว่าจะรับฟังได้ แต่ไม่ทราบว่ากรณีของเสรีพิสุทธิ์ นี้ นายชวน หลีกภัย รับฟังแล้ว จะคิดเห็นอย่างไร จะออกมาปกป้องไม่ให้มีการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ เมื่อเห็นพยานหลักฐานจะๆ คาตาแบบนี้ และไม่ใช่ใบปลิวเถื่อน ไม่ใช่ซีดีที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะตำรวจทุกนายที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น ยืนยันได้ทุกคนว่าเป็นเรื่องจริง

           การเขียนด่านายตำรวจระดับพลตำรวจโท ว่า “ควายรึเปล่า” ที่เสนอให้งดจัดการแข่งขันกีฬา เพื่อถวายอาลัยการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นการแสดงพฤติ กรรมที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

           การแสดงอาการและวาจาไม่แยแส ไม่ยี่หระต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ด้วยการไม่ร่วมพระพิธีธรรมบำเพ็ญพระราชกุศลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่าเป็นการตอบโต้ที่ไม่เสด็จงานวันตำรวจแห่งชาติ เป็นการแสดงพฤติกรรมอันเหิมเกริมอย่างไม่เคยที่มีผู้ใดประ พฤติปฏิบัติมาก่อน

           การแสดงอาการและถ้อยคำที่ทำให้เห็นว่าการถวายอารักขาขบวนเสด็จ เป็นภารกิจที่เป็นปัญหากับการปฏิบัติงานของตำรวจ เป็นการทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อพระราชกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างร้ายแรง

           การแสดงถ้อยคำก้าวล่วงพระราชวงศ์ เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

           ที่สำคัญคือ ทุกพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นการแสดงอย่างเปิดเผย ต่อหน้าที่ประชุมตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ต่างกรรมต่างวาระ หลายครั้งหลายกรณี จนกลายเป็นอาการย่ามใจในความยิ่งใหญ่ของตนเอง กระทั่งพระราชวงศ์ก็ไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไปแล้ว

           สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ว่าผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ และ ทรงอยู่เหนือหัว อยู่ในจิตใจของทุกคนว่า ผู้ใดจะก้าวล่วงไม่ได้ ทั้งโดยความ คิด วาจา และพฤติกรรม

           ทว่าวันนี้ คนคนหนึ่งที่เคยอวดอ้างว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ได้กระทำในสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ ไปแล้ว

           คำถามก็คือว่า คนไทยทุกคนที่บอกว่าตนเป็นพสกนิกรผู้จงรักภักดี จะดำเนิน การอย่างไรกับ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส

 

           พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ เตมียาเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายสรุปให้กับนายตำรวจสัญญาบัตร เกี่ยวกับแผนพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2550-2554 ว่า…..

           "….สำหรับงานป้องกันอาชญากรรมก็ดี นี่ผมกำลังเก็บข้อมูลเพื่อจะไปคุยกับก.พ.กองร้อยอยู่(คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ให้มันเห็นว่าจริงๆ แล้ว กำลังเรามันขาดมากมาย ถ้าเราสามารถป้องกันไม่ให้มีอาชญากรรมเกิดขึ้นทุกอย่างมันจบเลย แล้วกำลังตอนนี้เรามีเท่าไหร่ เราลองไปดูตามสถานีตำรวจนะครับ มีสารวัตรปกครองป้องกันคน บางทีมีรองคนเดียว บางทีไม่มีเลย เพราะฉะนั้นควรมีสถานีละกี่คน โรงพักนี้รับผิดชอบกี่ตำบล ควรจะมีสายตรวจเท่าไหร่ ควรจะมีจราจรเท่าไหร่ เนี๊ยะมันต้องคิดออกมา ไม่ใช่คิดง่ายๆ บอก เอ๊า…ก็ไม่ต้องมี ก็ยืมงาน ใช้กัน ตำรวจมี 50 คนบนโรงพัก ใช้มันทุกงาน วันนี้ก็ไปทุกงาน พรุ่งนี้ก็ไปทุกงาน อย่างนี้มันไม่ได้ 

           เหมือนกับตอนนี้ในกรุงเทพฯ เป็นไงครับ วิ่งกันขวั่กเลย ยิ่งมีขบวนเสด็จฯมาตำรวจมันก็ต้องไปรับมา ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปป้องกันอาชญากรรม เอาเวลาที่ไหนไปติดตามจับกุมคนร้ายแล้วก็บอกเอานี่ จะเอาที่ไหน ไอ้คนไม่เคยปฏิบัติก็ไม่รู้เรื้องหรอก แต่ไอ้คนปฏิบัติมันรู้เรื่อง วันๆ เอาแต่รับเสด็จฯ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของพวกเราใช่ไม่มั๊ยครับ ยิ่งท่านมีลูกหลานมาก หลายขบวนเหลือเกิน ตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ จะบอกไม่ทำได้ไง ก็ต้องทำ พอทำหน้าที่ไป มันก็ไม่มีตำรวจให้ไปติดตามงานอย่างอื่นแล้ว ไอ้ก.พ.ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เดี๋ยวนี้คุยกันมันยังไม่มองหน้ากันอยู่แล้ว ประชุมกตร.มันค้านกันทุกที่…."