ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘กกต.’

จาก ประดาบ ถึง สดศรี ช่วยกันตามหา สนธิ

พฤษภาคม 9, 2008

          ผมขอเริ่มต้นบทความชิ้นนี้ด้วยการเอ่ยคำ "ให้อภัย" และ "ไม่ถือโทษโกรธเคือง" คุณสดศรี สัตยธรรม ที่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคายบริภาษ กล่าวหาผมและเวปไซต์ Hi-thaksin อย่างรุนแรง 3 วันติดต่อกัน และไม่คิดที่จะตอบโต้กลับไป อันจะทำให้สาระของเรื่องที่นำเสนออันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องแปรเปลี่ยนมาเป็นความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างผมกับคุณสดศรี สัตยธรรม

           ผมขอยืนยันว่าผมไม่เคยรู้จักกับคุณสดศรี สัตยธรรม มาก่อน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน กระทั่งอนาคตก็คงไม่ได้รู้จักกัน และ คุณสดศรี สัตยธรรม ก็ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผมเดือดร้อน ตามที่ท่านตั้งคำถาม

          ผมเป็นคนมีพ่อแม่ และ เป็นพ่อแม่คน จึงรู้ดีว่าคุณสดศรี รู้สึกเจ็บปวดอย่างไร เมื่อลูกสาวคือ คุณกอนณา สัตยธรรม กำลังเจ็บปวดอยู่ในขณะนี้

          แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่า คุณสดศรี สัตยธรรม ต้องใจเย็นๆ และ พิจารณาให้ดีว่าใครกันแน่ ที่ทำให้คุณกอนณา สัตยธรรม ตกที่นั่งลำบากอย่างทุกวันนี้

          เป็น ผม ผู้นำเอกสารมาเสนอ หรือเป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้สั่งให้ทำเอกสารฉบับต้นเหตุ

          ระหว่างผมกับคุณสดศรี สัตยธรรม เราไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันท์มิตร หรือ คิดตั้งตนเป็นศัตรูต่อกันมาก่อน จึงไม่มีเหตอันใดที่ผมจะต้องมีอคติต่อคุณสดศรี สัตยธรรม และครอบครัว และหาทางจ้องทำลายให้เสียหายด้วยจิตเจตนาทุจริต แต่อย่างใดไม่

          ผมไม่เคยเรียกคุณสดศรี ว่า "เห็ดสด" ตามที่คุณสดศรี กล่าวอ้าง หากแต่ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ใช้ศัพท์แสลงคำนี้แทนคุณสดศรี และมีการใช้ศัพท์แสลงคำนี้กันมานานและใช้กันในหลายเวปไซต์ ไม่ใช่ใน Hi-thaksin ที่เดียว

          ศัพท์แสลงแทนตัวบุคคลสาธารณะ เป็นเรื่องที่ส่อเสียดและล้อเลียนกันมากกว่า ที่จะเป็นการโจมตีหรือดิสเครดิตกัน อันเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง เช่นเดียวกับที่มีการเรียก "หน้าเหลี่ยม" แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียก "ปลาไหล" แทนนายบรรหาร ศิลปอาชา เรียก "ชวนเชื่องช้า" แทน นายชวน หลีกภัย  เรียก "เทพเทือก" แทน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ  และ เรียก "มาร์ค ม.7" แทน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียก "ฤาษีขี่เต่า" แทน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

          ทว่า คุณสดศรี มาจากผู้พิพากษา อาจจะไม่คุ้นเคยกับศัพท์แสลงที่ใช้เรียกบุคคลทางการเมือง จึงเห็นศัพท์แสลง เป็นคำหยาบคาย ผมก็พยายามเข้าใจคุณสดศรี  ในเรื่องนี้

            นอกจาก "ให้อภัย" และ "ไม่โกรธเคือง" แล้ว ผมยังมีอีกสองประเด็นสำคัญที่ต้องชี้แจงให้คุณสดศรี สัตยธรรม  ทราบและพึงทำความเข้าใจ ก็คือ

            1. ผมและทีมงานเวปไซต์ Hi-thaksin ไม่เคยมีใครคิดและทำการใดๆ อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พวกเราทุกคนเคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งกว่าชีวิต เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน  และกระทำทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้ได้รับความเสื่อมเสีย เพราะผู้หนึ่งผู้ใดนำไปแอบอ้างแสวงหาประโยชน์ทั้งส่วนตนและพวกพ้อง ทั้งแสวงหารายได้และอำนาจ โดยไม่ชอบธรรม

          2. กรณีภาพเหรียญพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่คุณสดศรี สัตยธรรม เข้าใจว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น ขอชี้แจงให้ทราบว่าผมไม่ได้ทำขึ้นเอง หากแต่เป็นเหรียญสัญญลักษณ์ของมูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีการจัดทำขึ้นโดยคณะทำงานของพล.อ.เปรม และ พล.อ.เปรม เห็นชอบให้ใช้เหรียญตราสัญญลักษณ์นี้มานานแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังคงใช้กันอยู่  ซึ่งเรื่องนี้ คุณสดศรี คิดเห็นตรงกันกับผมว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร และผมก็เคยนำมาชี้ให้เห็นแล้วว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่พล.อ.เปรม ก็ยังเงียบ และมูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ก็ยังใช้เรื่อยมาถึงปัจจุบันนี้  มีให้เห็นที่ป้ายบอกทางหน้ามูลนิธิ บนถนนราชสีมา ด้วยซ้ำไป

          สำหรับกรณีของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นั้น ผมขอชี้แจงว่ามุมมองของผมกับคุณสดศรี แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงผมเห็นว่าพล.อ.เปรม เป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นประธานองคมนตรีแต่ไม่ใช่ตัวแทนหรือสมาชิกของสถาบันเบื้องสูง ซึ่งคุณสดศรี คงหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ 

          ผมขอยืนยันว่าความคิดและมุมมองของผม ถูกต้อง คือ พล.อ.เปรม ไม่ใช่ตัวแทนและสมาชิกสถาบันพระมหากษัตริย์  หากแต่พล.อ.เปรม และบริวารใกล้ชิด พยายามทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่พล.อ.เปรม  "ใช่" และ "เป็น" ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เช่น พล.อ.เปรม เดินทางไปไหน ต้องมีคนคุกเข่า หมอบกราบ พนมมือไหว้ ไปจนถึงมอบดอกไม้ และกราบแทบเท้า เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จยังสถานที่ต่างๆ

          ตรงกันข้าม ผมกลับมองเห็นว่าพล.อ.เปรม คือบุคคลที่นำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันพระมหา กษัตริย์ ซึ่งมีหลากหลายพฤติกรรมดังที่ผมได้เขียนไว้แล้วในเรื่อง "ก้อนกรวดในรองพระบาท" หากคุณสดศรี ได้อ่านอย่างละเอียดก็จะทราบมุมมองและวิธีคิดของผมได้เป็นอย่างดี

             อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ปิดกั้นและตัดสินว่าคุณสดศรี ผิดที่เห็นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นสถาบันเบื้องสูง และกล่าวหาว่าผมและทีมงาน Hi-thaksin หมิ่นพล.อ.เปรม เท่ากับหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เพราะเรื่องนี้แล้วแต่มุมมอง

     แต่ผมเชื่อว่าพล.อ.เปรม ก็ไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นตัวแทนหรือสมาชิกของสถาบันเบื้องสูง ดังที่คุณสดศรี คิด   เพราะผมก็ไม่เคยได้ยินพล.อ.เปรม พูดสักครั้งว่าท่านเป็น หากแต่มีบริวารของท่านที่พยายามทำให้ประชาชนเข้าใจว่าท่าน "ใช่" และ "เป็น"

            ย้อนกลับมาเรื่องหนังสือยืมตัวคุณกอนณา สัตยธรรม ที่ผมนำมาเปิดประเด็นเพื่อชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กันดีกว่า

          ผมนำเสนอข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารเรื่องนี้ เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่พล.อ.สนธิ ทำหนังสือขอยืมตัวคุณกอน ณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่ตนเอง เพราะเหตุว่าคุณกอนณา เป็นผู้พิพากษา เป็นตุลาการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์  เป็นตัวแทนของฝ่ายตุลาการ ที่จะมาอยู่ใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร ไม่ได้

               หากพิจารณาให้ดี ผมนำเสนอเรื่องนี้ในแง่ของหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พล.อ.สนธิ ทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในเชิงออกคำสั่งว่าให้ส่งตัวคุณกอนณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการตั้งแต่วันนั้น วันนี้ จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นได้ว่าพล.อ.สนธิ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะคุ้นเคยแต่การออกคำสั่งในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ในระบอบเผด็จการ

               เรื่องของเรื่องก็มีเพียงเท่านี้  

              ผมต้องการคำตอบจากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าเหตุใดจึงต้องขอยืมตัวคุณกอนณา  และตั้งคำถามกับคุณสดศรี ว่าหากคุณกอนณา ไปช่วยราชการพล.อ.สนธิ แล้ว คุณสดศรี ยังสมควรเป็นกกต. หรือไม่ เพราะจะถูกครหาได้ว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับพล.อ.สนธิ  และมีผลต่อการทำงานในฐานะกกต. ได้

                  ผมไม่ได้นำเสนอในมุมของความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว และตั้งคำถามไปตามเนื้อหาของเอกสาร ตามที่ปรากฎ แต่คุณสดศรี ต่างหากที่ตอบคำถามนักข่าวไปในทางที่เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องชู้สาว เช่น "พล.อ.สนธิ เป็นคนที่มีปัญหากับสาวๆ คงไม่ให้ลูกไปอยู่ด้วย"

                  หลังจากสื่อมวลชนช่วยขยายเรื่องที่ผมนำเสนอไปในวงกว้าง ปรากฎว่า พล.อ.สนธิ ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ และหนีหน้าหายตัวไปเลย คงมีแต่คุณสดศรี คนเดียว ที่พยายามตอบคำถามเรื่องนี้แก่สื่อมวลชน ซึ่งก็ต้องขอชมว่าคุณสดศรี มีสัญชาติญาณความเป็นแม่ ที่ใช้ชีวิตของตนปกป้องลูก เป็นที่น่าปีติยินดีอย่างมากแก่ผู้เป็นลูก ที่มีแม่เช่นคุณสดศรี

        ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด คุณสดศรี ทำได้ทั้งนั้น เพื่อปกป้องลูกสาว แม้แต่ชีวิต เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของตัวเอง คุณสดศรี ก็นำเข้าแลกเพื่อปกป้องคุณกอนณา  ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมยอมแพ้ต่อหัวใจของแม่อย่างคุณสดศรี แบบสยบยอม  เป็นที่มาของ "การให้อภัย" และ "ไม่ถือโทษโกรธเคือง" คุณสดศรี แม้ว่าคุณสดศรี จะโกรธแค้น และ กล่าวหาผม ไปจนถึงพ่อแม่ผมด้วยถ้อยคำรุนแรงเพียงใดก็ตาม

         วันนี้ ผมดีใจที่คุณสดศรี เริ่มมองเห็นแล้วใครกันที่ทำให้ คุณกอนณา ได้รับความเสียหาย

        การที่คุณสดศรี ถามหาคำตอบจากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผ่านสื่อมวลชน ให้คนทั่วประเทศได้ยินพร้อมกัน และเรียกร้องให้พล.อ.สนธิ ชี้แจง ตอบคำถามแก่สื่อมวลชน บ้าง ไม่ใช่ให้คุณสดศรี ถูกถาม และต้องตอบอยู่คนเดียวหลายวันติดต่อกัน เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมแก่คุณสดศรี  นั้น ผมเชื่อว่าคุณสดศรี คงจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของพล.อ.สนธิ แล้วว่าเป็นเช่นไร และ เห็นตัวปัญหาที่ก่อเหตุเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วว่า ไม่ใช่มีแต่ผมคนเดียวในความคิดของคุณสดศรี

            เพียงเท่านี้ผมก็พึงพอใจแล้ว และยินดีที่จะช่วยคุณสดศรี ทวงถามคำตอบจากพล.อ.สนธิ ซึ่งเป็นคนที่ผมทวงถามคำตอบมาตั้งแต่วันแรกที่นำเสนอเรื่องนี้แล้ว

           แต่ พล.อ.สนธิ ไม่ใช่นายทหารที่กล้าหาญและไม่เคยยอมรับว่าตัวเองกระทำความผิด แม้แต่เรื่องเดียว กระทั่งเรื่องที่ตนเองกระทำกับมือแท้ๆ เช่นกรณีเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนที่เซ็นชื่ออนุมัติแผนปฏิบัติการเอง แต่ก็ยังไม่ยอมรับและไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

           มีอยู่เพียงเรื่องเดียวที่พล.อ.สนธิ ไม่ได้กระทำ  แต่กลับเสนอหน้าประกาศว่าเป็นการกระทำของตนเอง ก็คือ การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

          ใครๆ ก็รู้ว่า คนที่ก่อการรัฐประหาร ตัวจริงและตัวหลัก คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ภายใต้การบัญชาการของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

          พล.อ.สนธิ ไม่ได้มีส่วนร่วมแต่ต้น กระทั่ง พล.อ.สพรั่ง ยึดอำนาจไว้ได้แล้ว พล.อ.สนธิ ในฐานะผบ.ทบ. จึงสวมหัวโขนรับบทหัวหน้าคณะรัฐประหาร นับแต่นั้นมา

            เพราะเหตุที่ พล.อ.สนธิ ไม่ใช่นายทหารที่กล้าหาญ ไม่กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำ ผมจึงไม่เชื่อว่าพล.อ.สนธิ จะกล้าหาญพอที่จะออกมาชี้แจงเรื่องนี้ตามที่คุณสดศรี ต้องการและทวงถาม

           ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พล.อ.สนธิ  ใช้วิธีพรางตัวหลังชายกระโปรงผู้หญิง ในยามมีปัญหา เมื่อครั้งถูกกระหน่ำตีด้วยเรื่องจดทะเบียนสมรสซ้อน และ ถูกจับได้ว่ามีภรรยา 3 คน แต่ยื่นบัญชีทรัพย์สินภรรยา เพียง 2 คน พล.อ.สนธิ ก็หลบอยู่หลังภรรยาทั้ง 3 คน ไม่ยอมชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น

           ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม ที่พล.อ.สนธิ จะอาศัยหลบอยู่หลังกระโปรงคุณสดศรี ปล่อยให้คุณสดศรี กับคุณกอนณา เผชิญหน้ากับคำถามต่างๆ ตามลำพังสองคนแม่ลูก  โดยที่ไม่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

                  ผมเชื่อว่าหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านไป  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็คงได้ฉายาใหม่

                   จาก บิ๊กบัง หรือ บังธิ เป็น บัง ณ ชายกระโปรง หรือ บังชายกระโปรง นั่นเอง    

   

                                                                                                                           ประดาบ

 

เรายังรอความเป็นธรรมจาก กกต.ชุดนี้ ได้อีกหรือ?

พฤษภาคม 9, 2008

 อย่าว่าแต่จะตอบคำถามสังคม ที่กำลังตั้งข้อสงสัย คลางแคงใจว่า กกต.ยุคผู้พิพากษาครองเมือง ที่ศาลฎีกาส่งมาให้ชุดนี้ มีความเป็นธรรม  เป็นกลาง อิสระ และเที่ยงธรรม จริงหริอไม่?

 อย่าว่าแต่จะตอบคำถามประชาชนให้หายสงสัย คับข้องใจว่าเหตุใดการวินิจฉัยกรณีร้องเรียน ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของส.ส.แต่ละคน จึงแตกต่างกัน  เป็นเพราะชื่อพรรคที่สังกัดหรือไม่  

          เพราะลำพังจะตอบคำถามตัวเองว่า กกต.ชุดนี้ เป็นกลาง  เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน ผมเชื่อว่ากกต.ทั้ง 5 ท่านก็ยังตอบตัวเองได้ลำบาก ว่าแต่ละกรณี แต่ละใบเหลือง แต่ละใบแดง ที่แจกออกไป  มีใครรับงาน รับใบสั่งมาจากใครหรือไม่

          คำแถลงข่าวของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. ที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551 หลังจากกกต.ลงมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนาสรักษ์  ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ คือคำเฉลยว่า กกต.ชุดนี้ มีความเป็นธรรม เป็นกลาง และ เที่ยงธรรม จริงหรือไม่

          หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่      12 มกราคม 2551 เสนอข่าวดังนี้

          "..นายสุทธิพล แถลงอีกครั้งว่า ที่ประชุมมีมติแจกใบเหลืองแก่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ว่าที่ ส.ส.นครนายก เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหาให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจ รวมถึงให้มีการดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ด้วย พร้อมกับให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังไม่กำหนดวันเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ดำเนินคดีอาญา แสดงว่ามีหลักฐานความผิดชัดเจน แต่ทำไมถึงโดนแค่ใบเหลือง นายสุทธิพล ตอบว่า เป็นมติ กกต.เสียงข้างมากเห็นว่ามีการกระทำผิดจริง  แต่การให้ใบแดงต้องใช้มติ 4 ใน 5 ซึ่งกรณีนี้เมื่อเสียงไม่ถึง 4 ใน 5 จึงกลายเป็นแค่ใบเหลือง

อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของ กกต.เห็นว่า ควรให้ดำเนินคดีอาญาด้วย จึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขัดคุณสมบัติลงเลือกตั้งของผู้สมัคร เพราะคดียังไม่สิ้นสุด"

เพราะมติแบบนี้ จึงไม่ต้องถามกันอีกว่า กกต.ชุดนี้มีความเป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน 

คำแถลงและคำตอบของนายสุทธิพล ที่ให้กับนักข่าว คือการฟ้องประจานว่ากกต.ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาให้ ชุดนี้ ยังจะเป็นความหวัง ทำให้ประชาชนเชื่อถือกกต.ได้หรือไม่

กกต.ชุดนี้ จะนำความสุข ความสงบกลับคืนมาให้แก่ประเทศไทย นำการเมืองไทยที่ตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการมาปีกว่าๆ กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้จริงหรือ

พฤติกรรมของกกต.ชุดนี้ ผมไม่อาจจะตั้งข้อสงสัยเพียงแค่ กกต. 5 คนนี้เท่านั้น หากต้องการทวงถามความรับผิดชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคน ว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไรต่อพฤติกรรมของกกต.ที่ท่านเป็นผู้สรรหามาให้

กรณีของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นการแสดงตนอย่างเปิดเผยของกกต.ว่า การทำงานกกต.ชุดนี้ ไม่ได้พิจารณาลงมติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎในสำนวนการสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยพยานหลักฐาน เป็นสำคัญ หากแต่ยึดถือการออกเสียงของกกต.แต่ละคนเป็นหลัก

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ระบบการออกเสียงของกกต. ไม่ได้ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก หาก แต่ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างน้อย

เหตุผลของการมีมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เพราะมีกกต. 2 คนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยที่จะให้ใบแดง ในขณะที่การให้ใบแดงต้องใช้ 4 ใน 5 เสียง แสดงให้เห็นชัดว่า มีกกต. 3 คน เห็นว่าควรให้ใบแดง แต่กกต. 2 คนค้าน และเห็นว่าใบเหลือง ก็น่าจะพอแก่เหตุ  ย่อมจะหมายความว่า การลงมติของกกต.นั้น  2 เสียง ชนะ 3 เสียง

เกณฑ์การลงมติแบบนี้ ยากที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของกกต. ได้ และยากที่จะทำให้ประชาชน คลี่คลายความสงสัยที่มีต่อกกต. ว่าไม่ได้เข้าด้วยช่วยเหลือพรรคประชาธิ ปัตย์

เนื่องจาก หลังการลงมติแบบ 3 เสียง แพ้ 2 เสียง ต้องเปลี่ยนจากใบแดง มาเป็นใบ เหลือง แล้ว กกต.เสียงข้างมาก (ตามคำชี้แจงของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.) ซึ่งก็แปลว่า ควรจะมี 4 ใน 5 เสียง เห็นว่าต้องดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ข้อหาแจกเงินซื้อเสียง เพราะมีพยานหลักฐานแน่นหนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาเพื่อเอาผิดและลง โทษกับนายชาญชัย ได้

แต่ทว่า การดำเนินคดีอาญาของกกต.ต่อนายชาญชัย  จะไม่ทำให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายชาญชัย หมดไป 

นายชาญชัย ยังมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก  ทั้งๆ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาของกกต. แล้ว

เป็นอย่างไรครับ ผมไม่เข้าใจ มีหลักฐานแน่หนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ แต่มีหลักฐานไม่พอที่จะให้ใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

กกต. 4 คน เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา อีก 1 คนเป็นอดีตรองอัยการสูงสุด อยู่กับสำนวนคดีมาทั้งชีวิต ไม่ต้องถามว่าดูสำนวนคดีเป็นหรือไม่ อยู่ที่ว่าจะใช้สำนวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อประโยชน์อย่างไรมากกว่า

ไม่น่าเชื่อว่า กกต.ชุดนี้ จะยอมให้ผู้ต้องหาของตัวเอง ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งกกต.เป็นเจ้าพนักงานรักษากฎหมาย ยังมีสิทธิ มีคุณสมบัติ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งของกกต. ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

หากต่อมา ศาลพิพากษาว่านายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ กระทำความผิดตามที่กกต.สั่งฟ้องดำเนินคดีอาญา ผลการเลือกตั้งนครนายก ก็ต้องเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่กันอีก กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร พร้อมจะจ่ายเงินชดใช้การเลือกตั้งใหม่ หรือไม่

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ กินแกลบต่างข้าว ไปหมดแล้วกระมัง?

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อ่านกฎหมายไม่รู้ ดูกฎหมายไม่เป็น

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ต่างจากวัว และ ควาย แล้วแต่จะจูงจมูกไปทางไหนก็ต้องไป

กกต.ชุดนี้ คงคิดว่าตัวเองยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา และพิพาษาคดีภายใต้พระปร มาภิไธยพระมหากษัตริย์ เมื่อตัดสินออกมาแล้ว ประชาชนทุกคนต้องก้มหน้ายอมรับ ไม่ปริปาก ไม่วิพากษ์ ไม่วิจารณ์  โดยลืมไปว่าแม้แต่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกกต. ยังไม่มีเลย

กกต.ชุดนี้ ควรจะต้องหัดส่องกระจกดูตัวเอง เปิดหูรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน เปิดตาดูปฏิกิริยาของประชาชน ที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำ เพราะคำวินิจฉัยของกกต. แต่ละกรณี ที่เป็นเหมือนฟางแต่ละเส้นที่ตกลงบนศรัทธาที่มีต่อกกต.อย่างบอบบางยิ่งนัก

..วันหนึ่งเมื่อฟางเส้นสุดท้ายหล่นลงมา ศรัทธาอันบอบบางจะแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤติศรัทธาอันยิ่งใหญ่  วันนั้นกกต.ทั้ง 5 ท่าน แม้แต่จะสำนึกเสียใจว่าได้กระทำอะไรลงไป ก็ยังช้าและสายเกินไปเสียแล้ว

          กกต.ชุดนี้ เป็นผลผลิตชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่นำโดยนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ  อดีตประธานศาลฎีกา ผู้รับใช้อำนาจเผด็จการ และคณะรัฐประหาร และ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตเลขานุการศาลฎีกา ผู้แสดงตนเป็นมือไม้ และผู้ปฏิบัติงานตามใบสั่งของคณะรัฐประหาร ด้วยซ่อสัตย์อย่างเปิดเผย 

          กกต.ชุดนี้ ได้รับการสรรหามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในวันที่นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา และ นายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นเลขาธิการศาลฎีกา

          หลังจากเกิดการรัฐประหาร กกต.ชุดนี้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกกต. ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตามคำสั่งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร โดยไม่ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เหมือนกกต.ชุดก่อนๆ

          เพราะมีที่มาอย่างนี้หรือไม่ จึงมีส่วนทำให้การทำงานของกกต. ปรากฎออกมาอย่างที่ทุกคนได้แลเห็น และตั้งคำถามด้วยไม่ไว้ใจดังขึ้นเรื่อยๆ

          หากไม่ใช่เพราะได้รับใบสั่งจากใครมา ก็คงต้องปรักปรำว่ามีกกต.บางคน ที่หัวใจไม่เป็นกลาง และถูกใจตัวเองสั่งมาให้กระทำการเช่นนี้

          กระทำการเช่นนี้ของผม ก็คือ กระทำการให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคณะรัฐประหาร คือ กระทำการทุกอย่างให้รัฐบาลใหม่ ต้องไม่ใช่พรรคพลังประชาชน  และ กระทำการทุกอย่าง เพื่อหาเหตุให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อพรรคพลังประชาชน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ การยุบพรรคการเมืองพรรคนี้

          นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ผมปรักปรำกกต.บางคน ตามความเชื่อของผม หลังจากที่นั่งดูการทำงานของกกต.มานานเกือบ 1 ปี แต่ไม่มีพยานหลักฐานพอจะชี้ให้เห็น และเป็นข้อมูลสนับสนุนความเชื่อของตนเอง จนกระทั่งเกิดการลงมติกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์  ขึ้นมา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

          เพราะฉนั้นหากวันนี้ จะมีใครมาแก้ต่าง มาชี้แจง มายืนยันว่ากกต.ชุดนี้เป็นกลาง เป็นธรรม เที่ยงธรรม และสุจริต ผมคงรับฟังได้แต่ไม่เชื่ออีกแล้ว และคงไม่นั่งนิ่งๆ รอรับความเป็นธรรมจากกต. หากแต่จะต้องรุกและทวงถามความเป็นธรรม ที่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ควรจะได้รับจากกกต.

          ความเป็นธรรมที่ผมควรจะได้รับก็คือ การเคารพผลการเลือกตั้งที่ประชาชนลงมติไปแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว

                 ต้องไม่ลืมว่า กกต.นั่นล่ะที่มาเชิญชวนให้ผมออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง

   ต่อเมื่อผมลงคะแนนไปแล้ว กกต.กลับบอกว่าไม่ยอมรับคะแนนของผม และสั่งให้เลือกตั้งใหม่ เพราะกกต.ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ด้วยสารพัดข้อหา ข้ออ้างที่กกต.เลือกจะเชื่อข้อนี้ ไม่เชื่อข้อนั้น แล้วแต่ว่า คนร้องและคนนำเสนอพยานหลักฐาน  ใส่เสื้อพรรคการเมืองใด มาร้อง มายื่นหลักฐาน

           พิจารณาเพียงลำพังกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ก็ยากที่จะทำให้เชื่อว่ากกต.เป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม  แล้วแต่หากนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับหลายกรณีที่กกต.ลมติต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ก็จะยิ่งทำให้เชื่อใจกกต.ไม่ได้มากขึ้นไปอีก

          กรณีใบแดง 3 ใบที่เขต 1 บุรีรัมย์ ซึ่งกกต.ลงมติ 4 ต่อ 0 เป็นเอกฉันท์ โดยที่ไม่ได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ถ้อยคำ ไม่รับฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา แม้แต่ครั้งเดียว โดยที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน วอล์กเอาท์ไม่เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะยังไม่ได้เสนอสำนวนเข้าสู่การพิจารณา แต่กกต.ทั้ง 4 คนยืนยันจะใช้สำนวนที่กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งมาให้ โดยไม่ผ่านฝ่ายสืบสวนสอบสวน ของกกต.กลาง 

   กกต.ทั้ง 4 คนที่ลงมติให้ใบแดงเขต 1 บุรีรัมย์ วินิจฉัยและลงมติด้วยเปิดรับข้อมูลด้านเดียวจากกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีอคติต่อผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน สูงมาก และพยาน หลักฐานในคดีนี้ ก็ไม่มีเงินของกลาง  ไม่มีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่มีการดำเนินคดีซื้อเสียงกับผู้สมัครทั้ง 3 คน เพราะไม่มีหลักฐาน มีเพียงคำร้องของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน  ที่เป็นคู่แข่งโดยตรง และคำให้การของพยานที่เป็นญาติของผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน เท่านั้น แต่กกต.ลงมติให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน

   กรณีใบแดง เขต 1 บุรีรัมย์ ที่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนได้รับไป เป็นกรณีแรกที่กกต.ลงมติโดยไม่ต้องฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา และเป็นกรณีที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าเกิดความขัดแย้ง และความไม่ปกติภายในกกต. เนื่องจากมีการตั้งตำรวจสันติบาลมาทำหนาที่สืบสวนสอบสวนแทนเจ้าหน้าที่กกต. อย่างมีเงื่อนงำ และต้องถอนตัวออกไปในที่สุด

   กรณีใบเหลือง เขต 1 เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมหัวคะแนนของนายสุทัศน์ จันทร์แสงสี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ พร้อมเงิน 1,300,000 บาท และรายละเอียดหมู่บ้าน ที่จะเข้าแจกเงินซื้อเสียง หลักฐานจะๆ คาตา แบบนี้ กกต.ลงมติให้เหลือง เพราะมีปรากฎการณ์เดียวกันกับกรณีใบเหลือง นครนายก คือ มติ 3 ต่อ  2 ไม่สามารถให้ใบแดง ได้ ทั้งๆ ที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นผู้ทำสำนวนเองกับมือ ยืนยันว่าสมควรให้ใบแดง เพราะมีหลักฐานมัดแน่น  แต่ก็ออกใบแดง ไม่ได้ เพราะ มีกกต. 2 คน คัดค้าน

   กรณีใบเหลือง และ ใบแดง เขต 3 อุดรธานี ที่ตกเป็นของนายประสพ บุษราคัม ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน คนเดียวทั้ง 2 ใบ โดยห่างกันเพียง 3 วัน จากใบเหลือง เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม กลายเป็นใบแดงในวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม ก็เป็นกรณีแรกเช่นกันที่กกต.ลงมติ ให้โทษผู้สมัครคนเดียว 2 ครั้ง โดยอ้างว่ามีข้อมูลใหม่ มีสำนวนใหม่ ที่ทำให้กกต.เชื่อว่า นายประสพ กระทำความผิด ด้วยการปราศรัยใส่ร้ายผู้อื่น  แต่กกต.ก็ไม่ได้เรียกนายประสพ มาชี้แจงว่าปราศรัยจริงหรือไม่ กลับลงมติให้ใบแดงด้วยเหตุผลมีข้อมูลใหม่ ไปทันที

    นายประสพ บุษราคัม จึงกลายเป็นนักการเมืองคนแรก และคาดว่าจะเป็นคนเดียว ที่มีปรากฎการณ์ใบเหลืองเปลี่ยนสีเป็นใบแดงได้ โดนสองเด้งหรือสองใบในการเลือกตั้งครั้งเดียว อาจจะเป็นเพราะกกต.กลัวว่านายประสพ บุษราคัม จะตาย(ทางการเมือง)ไม่สนิทกระมัง จึงมอบความเป็นธรรมให้แบบล้นเหลือ เช่นนี้

     กรณียกคำร้องเขต 1 นครศรีธรรมราช ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่กกต.ให้เหตุผลว่าคำชี้แจงของนายมาโนชญ์ วิชัยกุล ผู้อำนวยการเลือกตั้ง นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประชา ธิปัตย์ ปราศรัยใส่ร้ายนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสสรณ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นปฏิปักษ์ เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเพียงเรื่อง "ล้อเล่น" เท่านั้น  เป็นคำชี้แจงที่น่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าเป็นเพียงการ "ล้อเล่น" นายมาโนชญ์ มิได้มีเจตนาที่จะใส่ร้ายนายสุรชัย ให้ประชาชนลงเชื่อและเข้าใจผิดในคะแนนนิยม  ตามที่นายสุรชัย ยื่นคำร้อง  ว่าได้รับความเสียหายจากคำปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ ของนายมาโนชญ์

     กกต.ลงมติยกคำร้องของนายสุรชัย และรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 3 คน ซึ่งอยู่ในความดูแลของนายมาโนชญ์ ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง และเชิญนายมาโนชญ์ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้ ในฐานะอดีตส.ส. เพราะเห็นว่า คำปราศรัยว่า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสสรณ์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นปฏิปักษ์ เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  มิใช่การปราศรัยใส่ร้าย  แต่เป็นเพียงเรื่อง "ล้อเล่น" เท่านั้น

      ไม่น่าเชื่อว่า กกต. 4 ใน 5 ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษามาทั้งชีวิต ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ จะเห็นว่าการปราศรัยใส่ร้ายกันด้วยเรื่องของสถาบันพระมหา กษัตริย์ นำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง หาประโยชน์ทางการเมือง จะเป็นเรื่อง "ล้อเล่น"          

         หากวันหนึ่งข้างหน้า มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประพฤติปฏิบัตามตามนายมาโนชญ์ วิชัยกุล โดยอ้างอิงบรรทัดฐานของกกต.ชุดนี้ นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาหาประโยชน์ทางการเมือง กกต.ชุดนี้ จะกล้าพอที่จะแสดงตนรับผิดชอบหรือไม่ ในฐานะที่สร้างบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้

        กรณีสั่งเลือกตั้งใหม่อุดรธานี วันเดียว 3 เขตเลือกตั้ง จากผู้สมัคร 10 คน ที่พรรคพลังประชาชน ชนะเหมาทั้งจังหวัด แต่ต้องเลือกตั้งใหม่ 8 คน และต่อมาถูกใบแดง 1 คน เหลือเลือกตั้งใหม่ 7 คน พิจารณากันอย่างไร ก็ไม่อาจมองข้ามปัจจัยความผิดปกติจาก "มือที่มองไม่เห็น"ไปได้ เป็นไปได้อย่างไรกัน 1 จังหวัด ส.ส. 10 คน พลังประชาชนโดนพรรคเดียว 8 คน

         เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ 5 ใน 8 คนของที่โดนใบเหลือง เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ จัดเป็น "นกแล" ก็ว่าได้ แต่ได้คะแนนนิยมของพรรค หอบเข้ามาชนะเลือกตั้ง หากให้เลือกตั้งใหม่ และกระแสพรรคแผ่ว โอกาสที่พรรคเพื่อแผ่นดิน และ รวมใจไทยชาติพัฒนา จะเข้ามาแทนที่ก็เป็นไปได้สูง 

        จากพฤติกรรมที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ที่ล้วนเป็นการกระทำที่ผ่านพ้นไปแล้วของกกต. เป็นพยานหลักฐานที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ทำใหม่ไม่ได้แล้วนี้เอง จึงทำให้ผมเลิกคิด เลิกหวังที่จะรอรับความเป็นธรรมจากกต.ชุดนี้แล้ว

        พฤติกรรมของกกต.บางคน ทำให้ผมหมดหวังที่จะได้รับความเป็นธรรมจากกต.ชุดนี้แล้ว

          เพราะในระบบที่เสียงข้างน้อยชนะเสียงข้างมาก

          ในระบบที่พิจารณาวินิจฉัยโดยดูสีเสื้อพรรค และต้นสังกัด 

          ในระบบที่มือที่มองไม่เห็นยังแทรกแซงยุ่มย่ามทั่วไปในองค์กรกกต.

          ผมจะไม่รอความเป็นธรรมจากกต. อีกแล้ว

          หากแต่คิดใหม่ว่า ความเป็นธรรมที่ต้องการ นั้น เราจะนั่งรอ งอมืองอเท้าไม่ได้แล้ว ประชาชนต้องลุกขึ้น และรุกเข้าไปทวงถามหาเอาเอง เพราะหากปล่อยให้กกต.หยิบโยนให้ตามอำเภอใจ ความไม่เป็นธรรม จะเข้ามาแทนที่ความเป็นธรรม ในหลายกรณีที่เรากำลังเฝ้าเป็นห่วง 

 

                                                                                          ประดาบ

‘สดศรี’ ฟังทางนี้ ‘สติมา ปัญญามี’ บังธิ คือคนทำลายบุตรีท่าน มิใช่เรา

พฤษภาคม 9, 2008

           

           เย็นไว้ก่อน สดศรี สัตยธรรม

           ฟังเราก่อน สดศรี สัตยธรรม

           พิจารณาให้ดีก่อน สดศรี สัตยธรรม

           ไตร่ตรองให้ดีก่อน สดศรี สัตยธรรม

           คิดให้ดี คิดให้ถ้วนถี่ แล้ว สดศรี สัตยธรรม ก็จะได้เห็นธรรม

           ธรรม หมายถึง ความจริง

           ความจริงในเรื่องของนางสาวกอนณา สัตยธรรม บุตรีของท่าน ที่เรานำมาเปิดเผย หากท่านไม่เดือดดาล ไม่มีอคติ และไม่เกรี้ยวกราดก่อนจะพิจารณาเรื่องราวแต่หนหลัง และไม่ปิดบังความจริงที่อยู่ในใจของท่าน

           ท่านก็จะไม่ต้องมีสภาพดังเช่นตัวตลกที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายในสังคมโห่ฮาอยู่ในเวลานี้

           กรณีหนังสือยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ไปช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล นั้น อันที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ สดศรี สัตยธรรม ไม่เคยรับรู้มาก่อน หากแต่เป็นเรื่องที่สดศรี รู้ดีแต่ต้น และรู้ด้วยว่าเมื่อทำหนังสือยืมตัวออกไปจากทำเนียบรัฐบาล แล้ว ปรากฎว่ามีปัญหา เนื่องจากถูกทักท้วงว่าไม่เหมาะสม และไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน จึงทำเรื่องขอยกเลิกหนังสือยืมตัว

           เรื่องราวเหล่านี้ สดศรี สัตยธรรม รู้เรื่องดีที่สุด รู้อยู่แก่ใจดีว่า “พลาดไปแล้ว” แต่เก็บงำอาการไว้เงียบกริบ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นสอบถามความผิดปก ติ และ ทดสอบจริยธรรมทั้งของรองนายกรัฐมนตรี ที่ยืมตัวผู้พิพากษา มาช่วยราชการ ทั้งของผู้พิพากษา ที่ไม่ปฏิเสธคำขอยืมตัวมาช่วยราชการ และสำคัญที่สุด คือ จริยธรรม ของกกต. สดศรี สัตยธรรม ทั้งในฐานะกกต. ในฐานะแม่ของผู้พิพากษา และในฐานะแม่ที่เคยเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

           พิจารณาเรื่องราวย้อนหลังก่อนที่จะมาตั้งเรื่องทำหนังสือขอยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ก็คงต้องตั้งคำถามก่อนว่า มีใครเชื่อบ้างว่า

           1. นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือขอยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เอง โดยที่พล.อ.สนธิ ไม่ได้สั่งการ

           2. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คิดได้เองว่าต้องการยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ม่วยปฏิบัติราชการให้แก่ตน โดยไม่ได้ปรึกษหารือกับใครมาก่อน โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม มารดาของนางสาวกอนณา สัตยธรรม

           3. นางสดศรี สัตยธรรม มารดาของนางสาวกอนณา สัตยธรรม ไม่ทราบเรื่องเลยว่าพล.อ.สนธิ ต้องการยืมตัวบุตรี ซึ่งเป็นผู้พิพากษาไปช่วยปฏิบัติราชการที่ทำเนียบรัฐบาล ไปทำงานหน้าห้องรองนายกรัฐมนตรี

           4. นางสาวกอนณา สัตยธรรม ไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่าตกเป็นเป้าหมายการยืมตัวมาช่วยราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการทาบทามกันก่อนที่จะทำหนังสือขอยืมตัวไปถึงประธานศาลฎีกา

           5. นางสาวกอนณา สัตยธรรม ไม่นำเรื่องที่ถูกทาบทามไปช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ ไปปรึกษาหารือกับนางสดศรี ในฐานะมารดา

           6. หนังสือยืมตัวฉบับนี้เป็นของปลอม เป็นเอกสารเท็จที่ทำขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตพล.อ.สนธิ นางสาวกอนณา และ นางสดศรี ตามที่นางสดศรี กล่าวหาต่อประดาบ และ Hi-thaksin

           คำตอบของคำถามเหล่านี้ มีอยู่ในคำพูดของนายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ลงนามในหนังสือยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ที่ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และผมคัดลอกมาจากเวปไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ดังนี้

           “ยอมรับว่าในช่วงที่ พล.อ.สนธิเข้ามารับตำแหน่ง ผมได้ทำหนังสือขอยืมตัวไปจริง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่ทีมงานหน้าห้องของ พล.อ.สนธิ ร้องขอมา ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามา ก็ขอให้มีการยืมตัวฝ่ายประจำมาช่วยงานทั้งนั้น และในฐานะฝ่ายข้าราชการประจำ ก็ต้องเป็นผู้ทำหนังสือไปตามที่ฝ่ายการเมืองร้องขอ

           แต่กรณีนี้ในระหว่างที่รอการตอบรับจากศาล ทางทีมงานของพล.อ.สนธิ ก็ได้แจ้งมาที่ผม เพื่อให้ระงับการยืมตัว น.ส.กอนณา จึงได้ทำหนังสือขอระงับการยืมตัวไป ดังนั้นจึงไม่มีการให้ น.ส.กอนณา มาช่วยราชการแต่อย่างใด และไม่ใช่เป็นเพราะถูกศาลปฏิเสธ แต่เราได้ทำหนังสือขอระงับการยืมตัวไปก่อนแล้ว

           ส่วนเหตุผลในการขอยืมตัว น.ส.กอนณา และการขอระงับการยืมตัวนั้น ผมไม่ทราบ เรื่องนี้ต้องไปถามฝ่ายการเมือง คือทางทีมงานหน้าห้องของพล.อ.สนธิ เอง ผมเป็นเพียงฝ่ายข้าราชการประจำที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น”

           จากปากคำของนายลอยเลื่อน ก็คือว่า หนังสือฉบับนี้เป็นของจริง ไม่ใช่เป็นเอกสารเท็จ ตามที่นางสดศรี กล่าวหา และขู่ว่าจะฟ้องประดาบ

           แต่ไม่เป็นไร แค่นี้ นางสดศรี ก็เสียหายมากพออยู่แล้ว ประดาบจึงไม่อยากฟ้องนางสดศรี ข้อหาหมิ่นประมาท ที่กล่าวหาว่านำเสนอเอกสารเท็จ

           จากปากคำของนายลอยเลื่อน ก็คือว่า ทีมงานหน้าห้องของพล.อ.สนธิ เป็นผู้แจ้งมาต้องการตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยราชการ ซึ่งไม่น่าจะเป็นความต้องการของทีมงานหน้าห้อง หากแต่ควรจะเป็นความต้องการของพล.อ.สนธิ มากกว่า จึงมีการระบุในหนังสือยืมตัวว่าต้องการให้มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน)

           เพราะฉะนั้น ถ้อยคำที่ออกมาจากปากของนางสดศรี ที่กล่าวหาว่าประดาบ ไปดูถูกนางสาวกอนณา ซึ่งเป็นถึงผู้พิพากษา ว่าต้องมาเป็นเสมียนหน้าห้อง และหากจะมาจริงๆ ก็ต้องมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่มาเป็นหน้าห้องรองนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งในทำเนียบรัฐบาลที่เหมาสมกับนางสาวกอนณา ก็คือ นายกรัฐมนตรี เพียงตำแหน่งเดียว นั้น ควรจะเป็นคำกล่าวที่ส่งไปถึงพล.อ.สนธิ ให้พึงสำนึกและจดจำใส่กระโหลกหนาๆ ไว้ มากกว่าที่จะส่งมาถึงประดาบ กระมัง

           เนื่องจากประดาบ มิกล้าที่จะยัดเยียดตำแหน่งหน้าห้องรองนายกรัฐมนตรีให้แก่นางสาวกอนณา ซึ่งเป็นถึงผู้พิพากษา จะมีก็แต่พล.อ.สนธิ นั่นล่ะ ที่อยากได้ตัวผู้พิพากษาสาวสวยกอนณา สัตยธรรม มาเป็นหน้าห้อง ช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งก็ไม่ได้ระบุไว้ให้ชัดว่าต้องการให้มาช่วยทำอะไรบ้าง จึงยากแก่การคาดเดาว่า จะยืมตัวมาทำหน้าที่เสมียน หรือ เป็นรองนายกรัฐมน ตรี แทนพล.อ.สนธิ กันแน่

           นางสดศรี แถลงข่าวยาวเหยียดแก่สื่อมวลชนทุกสำนัก ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ลูกสาว ซึ่งเป็นผู้พิพากษาจะสนใจไปทำงานหน้าห้องรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นำมาเสนอ เปรียบเทียบกับคำพูดของนายลอยเลื่อน บุนนาค ว่าระหว่างแม่ของนางสาวกอนณา กับผู้ลงนามในหนังสือขอยืมตัวนางสาวกอนณา ใครพูดจริงใครพูดเท็จ ซึ่งผมขออนุญาตคัดลอกมานำเสนออีกครั้งดังนี้ 

           “ความจริงแล้วไม่อยากให้เอาลูกสาวมาเป็นเรื่องการเมือง เวลาไปประชาสัมพันธ์เลือก ตั้งก็พยายามไม่ให้เขาไปด้วย เพราะงานในอาชีพเป็นถึงผู้พิพากษา นับว่าสูงแล้ว เรื่องอะไรจะให้ไปทำงานอย่างนั้น มันนอนเซ้นต์มากเลย ที่ทำงานเป็น ผู้พิพากษาแล้วจะไปทำงานเป็นเสมียนหรือเป็นธุรการที่ทำเนียบฯ ผู้พิพากษามีอำนาจมากมาย และทำการในพระปรมาภิไธยด้วย

           ดังนั้นที่พูดว่า ท่านสนธิมา ขอตัวลูกสาวพี่ไปทำงานที่ทำเนียบฯ หรือลูกสาวพี่อยากทำงาน ที่ทำเนียบมันจึงนอนเช้นต์มาก เขาจะไปทำอะไร นอกจากเป็นนายกฯแล้ว คงไม่มีตำแหน่งไหนที่จะเหมาะสม

           มันไม่มีประโยชน์ที่จะให้ลูกสาว ไปทำงานที่นั่น ผู้พิพากษาใคร ๆ ก็อยากเป็น กว่าจะเข้าได้ไม่ใช่ง่าย และเขาไปเรียนเมืองนอกมา วิชาที่เขาเหมาะคือเรื่องกฎหมาย ที่จะไปทำงานกับ พล.อ.สนธิ คงไม่มีประโยชน์อะไร และเรื่องนี้รู้สึกหนังสือพิมพ์บางฉบับลง แต่ถ้าไม่มีหลักฐานจะฟ้อง เพราะไม่มีประโยชน์จะพูดอะไรเรื่องนี้

           การเป็นผู้พิพากษาดีกว่าการเป็นเสมียนในทำเนียบฯไม่ใช่เหรอ และอาชีพเขามาอย่างนี้ ก็ต้องยึดอาชีพนี้ตลอดไป เรื่องอะไรต้องไปทำงานกับท่านสนธิ ที่ไม่รู้จะอยู่อีกกี่วัน กี่เดือน ท่านก็ต้องไปแล้ว แล้วเรื่องอะไรจะต้องให้ลูกไปทำงานกับคนที่ยังไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย

           ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การที่หนังสือพิมพ์ ไปลงว่า มีเลขที่หนังสือ อย่าลืมว่าการสร้างเอกสารเท็จมีความผิดนะ ที่จริงฟังง่ายๆ ก็รู้มันไม่มีเหตุผล ถ้าท่านสนธิจะให้ลูกสาวไปทำงานกับท่าน ถ้าเป็นตำแหน่งรองนายกฯ พี่จะให้ไป ไม่ใช่ไปเป็นเสมียนกระจิบกระจอกอะไรอย่างนั้น อีกทั้งการเป็นผู้พิพากษาดี แล้วก็สงบกว่า ดีกว่าเดินตามหรือถือกระโถนตามท่านสนธิ ที่เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ มันเป็นไปไม่ได้ คงไม่ปล่อยให้ลูกไปหมดอนาคต

           ถ้าจะให้ลูกสาวทำงานที่ทำเนียบ ขอตัวให้มาทำงาน ที่กกต.ไม่ดีกว่าหรือ เพราะที่กกต. ก็ยังต้องทำงานอยู่อีกตั้ง 6-7 ปี แต่ พล.อ.สนธิ เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร ท่านไม่มีเวลาแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ท่านสนธิ ขอตัวลูกสาวไป

           ตอนนี้จะลองตรวจดูให้ได้หลักฐานว่ามันมีจริงหรือไม่ หรือเอกสาร ที่ปรากฏเป็นการสร้างเอกสารเท็จขึ้นมา แล้วจะพิจารณาว่าจะฟ้องร้องหรือไม่อย่างไร”

           ประดาบ ฟังถ้อยคำอันเกรี้ยวกราดและเดือดดาลจากปากของนางสดศรี สัตยธรรม แล้ว รู้สึกเฉยๆ หลังจากอาเจียนเพราะคลื่นไส้แล้ว 3 กองใหญ่ๆ แต่ไม่แน่ใจว่า พล.อ.สนธิ ได้ยินได้ฟังแล้ว จะรู้สึกอย่างไร

           “ เขาจะไปทำอะไร นอกจากเป็นนายกฯแล้ว คงไม่มีตำแหน่งไหนที่จะเหมาะสม”

           สดศรี บอกว่ามีเพียงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่านั้นที่เหมาะกับลูกสาว

           “ที่จะไปทำงานกับ พล.อ.สนธิ คงไม่มีประโยชน์อะไร”

           สดศรี บอกว่าไปอยู่กับพล.อ.สนธิ ไม่ได้ประโยชน์อะไร

           “เรื่องอะไรต้องไปทำงานกับท่านสนธิ ที่ไม่รู้จะอยู่อีกกี่วัน กี่เดือน ท่านก็ต้องไปแล้ว แล้วเรื่องอะไรจะต้องให้ลูกไปทำงานกับคนที่ยังไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย”

           สดศรี บอกว่า อีกไม่กี่วัน พล.อ.สนธิ ก็หมดอำนาจแล้ว ไม่ยอมให้ลูกสาวไปทำงานกับคนไม่มีหลักฐานอะไร

           “ถ้าท่านสนธิจะให้ลูกสาวไปทำงานกับท่าน ถ้าเป็นตำแหน่งรองนายกฯ พี่จะให้ไป ไม่ใช่ไปเป็นเสมียนกระจิบกระจอกอะไรอย่างนั้น”

           สดศรี บอกว่าถ้ามายืมตัวไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี จะให้ไป ไม่ใช่ให้ไปทำงานกระจอกๆ แบบเสมียน

           “การเป็นผู้พิพากษาดี แล้วก็สงบกว่า ดีกว่าเดินตามหรือถือกระโถนตามท่านสนธิ ที่เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ มันเป็นไปไม่ได้ คงไม่ปล่อยให้ลูกไปหมดอนาคต”

           สดศรี ย้ำอีกว่า พล.อ.สนธิ เหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว ไม่ปล่อยลูกสาวไปเทกระโถถนให้พล.อ.สนธิ อยู่กับพล.อ.สนธิ ตอนนี้ ก็เสียอนาคตเปล่าๆ

           “พล.อ.สนธิ เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร ท่านไม่มีเวลาแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ท่านสนธิ ขอตัวลูกสาวไป”

           สดศรี ย้ำเป็นครั้งที่สามว่า พล.อ.สนธิ ใกล้จะเกมโอเวอร์แล้ว ไม่ให้ลูกสาวไปทำงานด้วยเด็ดขาด

           ผมคาดเดาไม่ถูกว่า พล.อ.สนธิ ฟังถ้อยคำเหล่านี้จากนางสดศรี สัตยธรรม แล้ว จะทำหน้าอย่างไร นึกไม่ออก เพราะไม่เคยตกอยู่ในสภาพคนใกล้หมดอำนาจ คนที่มีเวลาเหลือน้อยเต็มที ที่ไม่มีหลักฐานอะไรอย่างพล.อ.สนธิ เนื่องจาก ผมไม่เคยมีอำนาจ มาก่อน และยังมีเวลาเหลืออีกมากมายที่จะทำงานอย่างมีความสุขเช่นนี้อย่างไม่รู้จบ

           แต่ผมเชื่อว่า พล.อ.สนธิ พร้อมที่จะให้อภัยกับปากไม่มีหูรูด และปากที่พร้อมจะดูถูกคนทุกคนที่ไม่มีประโยชน์อะไรให้แก่ตัวเอง ของนางสดศรี สัตยธรรม ได้เสมอ เพราะ ท่านคงรู้จักกันดี และเข้าใจกันดีกว่าที่ผมรู้จักท่านทั้งสอง เพราะผมไม่อยากรู้จักทั้งสองท่านเลย ทั้งนี้เพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิตตนเอง

           เหตุที่ผมต้องอาเจียน 3 กองใหญ่ พร้อมกับความรู้สึกเสียดายไก่ย่างห้าดาวที่เพิ่งกินลงท้องไปก่อนจะได้ฟังถ้อยคำจากปากของนางสดศรี สัตยธรรม ก็เพราะว่าผมรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร และรู้ว่านางสดศรี ก็รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร รู้ดีกว่าที่ผมรู้เสียอีก

           ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเป็นถึงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ เป็นกกต. อยู่ใน ขณะนี้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องพร้อมทั้งความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม จะพูดปด จนถึงขั้นตอแหล ได้อย่างร้ายกาจถึงเพียงนี้

           จากปากคำของนางสดศรี สัตยธรรม ผมรู้สึกเห็นใจนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง อย่างจับใจ

           ผมอยากจะบอกว่า คนที่ทำร้ายนางสาวกอนณา โดยตั้งใจ ก็คือนางสดศรี สัตยธรรม ผู้เป็นมารดาของเธอ นั่นเอง

           ผมเชื่อว่านับจากนาทีนี้เป็นต้นไป นางสาวกอนณา สัตยธรรม จะเป็นผู้พิพากษาที่วางตัวลำบากมากถึงมากที่สุด ทั้งในสังคมผู้พิพากษา และสังคมภายนอก เพราะคำพูดของมารดาเธอ นั่นเอง

           หากนางสดศรี สัตยธรรม จะอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ให้ละเอียด และทำใจให้เป็นกลาง ทำใจให้นิ่ง ไม่เดือดดาลจนเสียการเสียงานถึงเพียงนี้ ก็จะเห็นได้ว่าผมตั้งใจที่จะตำหนิพล.อ.สนธิ ที่ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม มากกว่าตำหนินางสาวกอนณา

           ผมเพียงแต่บอกว่าพล.อ.สนธิ ต้องการยืมตัวนางสาวกอนณา มาช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่จะนำผู้พิพากษาซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายตุลาการ มาทำงานให้กับฝ่ายบริหาร ผิดหลักการดุลอำนาจของระบอบประชาธิปไตย

           ถ้าหากนางสดศรี สัตยธรรม มีโอกาสเปิดเข้ามาอ่านถึงตรงนี้ ผมอยากให้ย้อนกลับไปอ่านบรรทัดต้นๆ อีกครั้ง เพื่อให้ใจสงบนิ่ง และตั้งสติให้ดี เพื่อที่จะได้เกิดปัญญาตามมา และจะได้พิจารณาได้ถูกต้องว่า…

           ใครกันแน่ ที่ทำร้ายนางสาวกอนณา สัตยธรรม

           ใครกันเล่า ที่ดูถูกดูแคลนนางสาวกอนณา สัตยธรรม

           ใครกันหนอ ที่อยากได้นางสาวกอนณา สัตยธรรม มาเป็นหน้าห้อง

           คนคนนั้นก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

           มิใช่ ประดาบ และ Hi-thaksin ซึ่งเป็นเพียงผู้นำความจริงมาเปิดเผย ไม่ใช่ผู้สร้างความจริงอันชั่วร้ายในครั้งนี้ขึ้นมาด้วยความเท็จดังที่นางสดศรี เข้าใจและกล่าวหา

           แต่น่าประหลาดที่ชายชาติทหารอย่างพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กลับเงียบกริบ เงียบสนิท ไม่ออกมาชี้แจงการกระทำ พฤติกรรมของตนเอง ที่ทำให้นางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษา ต้องเสียหาย

           ไม่ใช่เฉพาะ นางสาวกอนณา สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่เสียหาย แต่ สถาบันตุลาการทั้งสถาบัน ต้องพลอยเสื่อมเสีย ถูกกระทบไปด้วยจากการกระทำของพล.อ.สนธิ เพียงคนเดียว

           แต่คิดอีกที ก็อาจจะไม่ประหลาด เพราะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มักจะหลบหน้าแสมอ เมื่อถูกจับได้ไล่ทันว่าทำความเสียหายอะไรให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเสียหายแก่ใคร และมากมายเท่าใดก็ตาม

           หากเรื่องราวทั้งหมดนี้ จะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ นางสาวกอน ณา สัตยธรรม คนคนนั้นก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เจ้านายที่แสนดีของนางสดศรี สัตยธรรม มารดาของนางสาวกอนณา สัตยธรรม นั่นเอง

           ผมจึงตั้งชื่อบทความชิ้นนี้ไว้ว่า

           “สดศรี” ฟังทางนี้ “สติมา ปัญญามี”

           บังธิ คือคนทำลายบุตรีท่าน มิใช่เรา

เปิดเอกสารลึก เจาะสัมพันธ์ บังธิ-สองแม่ลูก “สัตยธรรม”

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ไม่ได้หนีหน้าหายไปไหนหรอกครับ ยังเปิดรับข้อมูลข่าวสารและติดตามสถานการณ์การเมืองด้วยความห่วงใยในบ้านเมืองของเราอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ตั้งใจที่จะหยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์และเปิดประเด็นใหม่ในทางการเมืองไว้ระยะหนึ่ง เพราะเห็นว่าเป็นห้วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนัก และคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์โศก ถวายอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

           ประดาบ จึงตั้งใจร่วมถวายอาลัย ด้วยการหยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์ สัก 7 วัน เพื่อให้ใครต่อใครได้ใจสงบกันบ้าง วันนี้ก็พ้นกำหนด 7 วันแล้ว ก็ต้องกลับมาทำหน้าที่กันตามปกติ และไม่รู้ว่ากลับมาวันแรก จะมีใครต้องสลบ หลังจากสงบมาได้ 7 วันเต็มๆ หรือไม่

           เอกสารที่นำมาเสนอครั้งนี้ ไม่ใช่เอกสารลับ แต่เรียกว่าเป็นเอกสารลึกดีกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร และ รองนายกรัฐมนตรี กับ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ว่าไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์ในฐานะคนรู้จักกันตามสายงาน และ คนที่คุยกันถูกคอ เข้าอกเข้าใจกันดีในฐานะคนทำงานที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน

           เอกสารลึกฉบับนี้ เป็นหนังสือสำนัเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขที่ นร 0401 /7856 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2550 เรื่อง ขอยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ส่งถึง ประธานศาลฎีกา และลงนามโดยนายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

           การยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกันเป็นประจำในส่วนราชการทุกระดับ แต่ความไม่ปกติของเอกสารลึกฉบับนี้ ก็คือว่า การยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ครั้งนี้ เป็นการยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ไปช่วยราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยปฏิบัติราชการให้แก่รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

           ดูแล้วก็เหมือนเอกสารยืมตัวข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ ทั่วไป แต่มาสะดุดตรงที่ ชื่อและนามสกุลของข้าราชการที่ถูกยืมตัว กับ ชื่อและนามสกุลของผู้ที่ต้องการยืมตัวมาช่วยราช การ แล้ว ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติธรรรมดา และเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ หากผู้ต้องการยืมตัวเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเช่นเดียวกับวิญญูชนทั่วไป เพราะจะรู้ว่าอะไรเหมาะ อะไรควร ไม่ใช่ว่ามีอำนาจอยู่ในมือแล้วจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

           ถูกต้องแล้วครับ ..

           พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่แปลงกายมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการเลือกตั้ง สั่งการให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ให้ส่งตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ลูกสาวของนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง มาปฏิบัติราชการที่ห้องทำงานรองนายกรัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

           พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เปลี่ยนสถานภาพตัวเองจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 หลังจากดำรงตำแหน่งเพียง 15 วัน ก็ทำเรื่องยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล และยังกำหนดให้ประธานศาลฎีกา ปฏิบัติตามที่ต้องการ คือให้ส่งตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาทำงานกับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร

           พิจารณาจากหนังสือยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพล.อ.สนธิ ไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจมารยาทการทำงานในฐานะฝ่ายบริหาร ที่จะต้องไม่ก้าวล่วง และไม่สั่งการไปยังฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการ ให้ทำเช่นนั้น เช่นนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.อ.สนธิ เคยชินกับการใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่สั่งให้ทุกคน ทุกฝ่ายทำตามที่ตนต้องการ และคิดว่าสามารถออกคำสั่งกับประธานศาลฎีกา ได้ด้วย

           โดยระเบียบวิธีปฏิบัติ การยืมตัวข้าราชการตุลาการ หรือผู้พิพากษา มาช่วยปฏิบัติราช การ ไม่ใช่ว่าประธานศาลฎีกา จะมีอำนาจอนุมัติได้ หากแต่ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการ หรือ กต. พิจารณาอนุมัติ และ กต.จะพิจารณาเมื่อใด วันไหน ก็เป็นเอกสารสิทธิของ กต. ไม่จำเป็นต้องทำตามกำหนดเวลาที่ พล.อ.สนธิ ต้องการ หรือกำหนด และ พล.อ.สนธิ ก็ไม่มีอำนาจที่จะกำหนดด้วย เพราะ ประธานศาลฎีกา และ กต. ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพล.อ.สนธิ

           โดยปกติแล้ว การยืมตัวข้าราชการตุลาการ ขณะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาล มาช่วยปฏิบัติราชการ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น เว้นเสียแต่จะพ้นจากตำแหน่งผู้พิพากษา ไปเป็นฝ่ายบริหาร ที่ไม่ต้องทำหน้าที่พิจารณาอรรถคดีและตัดสินคดีในศาล เนื่องจากผู้พิพากษา เป็นข้าราชการที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากข้าราชการทั่วไป เช่น ทหาร ตำรวจ ครู ซึ่งมีอัตราว่างจากงาน (คนล้นงาน) มากพอ ที่จะไปช่วยปฏิบัติราชการวันใด เมื่อใดก็ได้ ในขณะที่อัตราผู้พิพากษา มีน้อยอยู่แล้ว หากถูกยืมตัวไปช่วยราชการอีก ก็จะทำให้อรรถคดีต่างๆ ที่พิจารณากันล่าช้าอยู่แล้ว ต้องล่าช้าออกไปอีก

           นอกจากนี้ การที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษา ไปช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งก็คือ ตำแหน่งหน้าห้องรองนายกรัฐ มนตรี พิจารณากลั่นกรองงาน ก็เป็นการแสดงออกในเชิงสัญญลักษณ์ว่า ฝ่ายบริหารอยู่เหนือกว่าและเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กระบวนการยุติธรรม ถูกตั้งข้อสงสัยจากประชาชนจำนวนไม่น้อย ว่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครหรือไม่

           พิจารณาในมุมความสัมพันธ์สามเส้า ระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง และมีเป้าหมายชัดเจนเปิดเผยว่าต้องการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนไม่ให้ชนะการเลือกตั้ง ไม่ให้เป็นรัฐบาล และสุดท้ายคือไม่ให้มีพรรคพลังประชาชน กับ การทำงานของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ที่มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสนองตอบต่อเป้าหมายของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อย่างออกนอกหน้า และออกอาการเด้งรับความต้องการของพล.อ.สนธิ จนทำให้เกิดข้อครหาต่างๆ มากมายว่า พล.อ.สนธิ แทรกแซงกกต. และ กกต. เป็นเครื่องมือของคมช.

           ส่วนใครจะไปครหาพล.อ.สนธิ แทรก กกต.สดศรี และกกต. สดศรี ตกเป็นของ พล.อ.สนธิ แล้วจริงหรือไม่ ประดาบ ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้คนใกล้ชิดของบุค คลทั้งสอง

           โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คมช.เจอวิกฤติพิษเอกสารลับเล่นงาน พล.อ.สนธิ ลิ้นคับปาก เพราะโกหกทุกวันจนหมดทางดิ้น ก็เห็นจะมีแต่นางสดศรี สัตยธรรม นี่ล่ะที่แสดงอาการห่วงใยพล.อ.สนธิ จนผิดปกติ และอาสาเขี่ยลูกออก เตะลูกทิ้ง อยู่ตลอดเวลา

           สองเส้าระหว่าง พล.อ.สนธิ กับ นางสดศรี ก็ทำให้ข่าวลือกระหึ่มเมืองแล้ว ยังไม่พอ วันนี้ยังมาเจอหลักฐานเส้าที่สามที่ต้องพิจารณากันให้หนักเข้าไปอีก ก็คือ นางสาวกอนณา สัตยธรรม ถูกดึงเข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน

           ประดาบ ไม่อยากคาดเดา ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ ว่าความสัมพันธ์สามเส้าครั้งนี้ จะดำเนินไปอย่างไร และจบลงที่ตรงไหน แต่บอกได้ว่า นี่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุด และเป็นการกระทำที่ไม่เกรงต่อสายตาประชาชนคนไหนทั้งสิ้น ว่าจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม

           พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตั้งใจทำลายพรรคพลังประชาชน

           นางสดศรี เป็นกกต. มีความไม่เป็นกลาง และทำงานเหมือนรับใบสั่งจากใครบางคนให้มาหาเหตุยุบพรรคพลังประชาชน เป็นการเฉพาะ

           นางสาวกอนณา เป็นผู้พิพากษา แต่ถูกรองนายกรัฐมนตรีสั่งให้มาช่วยทำงานหน้าห้อง ในฐานะลูกสาวของนางสดศรี

           ท่อร้อยสายระหว่างทำเนียบรัฐบาล กับ กกต. ผ่านทางไหน ไปกับใคร ไม่ต้องเดาให้ยาก ไม่ต้องตรวจสอบแกะรอยว่า ใบสั่งจากพล.อ.สนธิ ไปถึง นางสดศรี หรือไม่ ด้วยทางใด ไม่ต้องถามว่ามีหรือไม่อีกแล้ว

           เอกสารลึกฉบับนี้ให้คำตอบหมดแล้วว่า ทำไมกกต.สดศรี จึงพูดจาเห็นอกเห็นใจเข้าอกเข้าใจและเข้าถึงความต้องการในก้นบึ้งหัวใจของพล.อ.สนธิ ได้ดีกว่ากกต.ทุกคน และ เป็นคำตอบว่าทำไมพล.อ.สนธิ ไม่ต้องไปพบกกต. และไม่ต้องเรียกกกต.มาพบ แต่ กกต.ก็เข้าใจดีว่าพล.อ.สนธิ ต้องการอะไรจากกต.บ้าง

           เจอเอกสารลึกแต่ไม่ลับฉบับนี้เข้า ความเชื่อที่ว่ากกต.บางคนไม่เป็นกลาง และเป็นเครื่องมือให้แก่คมช. จึงไม่ต้องการการพิสูจน์อีกต่อไป เพราะนี่คือเอกสารที่ยืนยันได้ดีที่สุด

           ใช้แม่ทำงาน เอาลูกมาดูแล

           สูตรนี้ พล.อ.สนธิ ใช้กับบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ผิดเพี้ยน

           ใช้พ่อเป็นโฆษกให้คมช. แล้วดึงลูกสาวมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

           เจอเอกสารลึกแต่ไม่ลับฉบับนี้เข้า ประดาบถึงกับสะอึก เพราะนึกไม่ถึงว่ารองนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย จะทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้

           มีคำถามสองข้อที่อยากถาม นางสดศรี สัตยธรรม ให้ตอบตัวเอง

           1. คุณยังสมควรเป็นกกต.อีกหรือไม่

           2. คุณยังกล้าพูดอีกไหมว่าไม่มีความสัมพันธ์พิเศษกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

           ไม่ต้องมาตอบผม เพราะผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

 กอนณา สัตยธรรม

           เทือกเถาเหล่ากอ – ลูกสาวคนเดียวของ อรุณ น้าประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแพ่งธนบุรี กับ สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ (ก่อนหน้านี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) ตั้งแต่เด็กคุณพ่อคุณแม่ให้อิสระในการ คิดและตัดสินใจ ทั้งคู่เป็นผู้พิพากษาจึงปลูกฝังและย้ำเตือนถึงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และทำในสิ่งที่ถูกต้องค่ะ ให้เป็นคนตรงไปตรงมา ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ถ้าสิ่งที่ทำคือความถูกต้องและทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว

 

            ที่มาของชื่อ – คุณพ่อคิดและตั้งชื่อ “กอนณา” เพราะต้องการให้ชื่อคล้องจองกับคุณยาย “ปราณี” ตอนแรกจะตั้ง “กรุณา” แต่ความที่คุณพ่ออยากได้ชื่อแปลกไม่ซ้ำ เลยผัน “กรุณา” เป็น “กอน ณา” ชื่อนี้ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ส่วนชื่อเล่น “ยุ้ย” หรือ “หยุย” ไม่ค่อยมีใครเรียกเพราะชื่อซ้ำเยอะ เพื่อน ๆ และที่บ้านจึงเรียกชื่อจริงแทนชื่อเล่นค่ะ

           ศึกษาเล่าเรียน – อนุบาล-ม.4 รร.ราชินี พออายุ 16 ปี สอบเทียบและ เอนทรานซ์ติด คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไม่เลือกสาขาอื่นเลยค่ะ เพราะต้องการดำเนินรอยตามคุณพ่อคุณแม่ จบปริญญาตรีอายุ 19 ปี สอบเนติบัณฑิต 1 ปี จากนั้นต่อปริญญาโทด้านกฎหมายอีก 2 ใบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา CASE WESTERN RESERVE UNIVERSITY (CLEVELAND, OHIO) กับ INDIANA UNIVERSITY (BLOOMINGTON, INDIANA)

           หน้าที่การงาน - กอนณาเรียนจบปริญญาโทอายุ 22 ปี ยังไม่สามารถสอบเป็นผู้พิพากษาได้ค่ะ ตามเกณฑ์คืออายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ช่วง 3 ปีที่รอสอบจึงทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายบริษัท CHANDLER & THONG-EK LAW OFFICE จำกัด ให้คำปรึกษาลูกค้าชาวต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อายุครบ 25 ปี จึงลาออกสอบผู้พิพากษา โดยเป็นผู้พิพากษาแห่งแรกที่ศาลอาญาธนบุรี ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง (เดิมชื่อศาลแขวงพระโขนง)

           ยามว่าง – ชอบอ่านหนังสือทุกประเภท เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่า เมื่อมีเวลาว่างจึงหาความรู้เพิ่มให้ตัวเอง โดยเฉพาะหนังสือกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าว่างจะไปเป็นเพื่อนคุณแม่ไปปฏิบัติภารกิจตามต่างจังหวัด เพราะคุณแม่เสาร์-อาทิตย์ทำงานด้วย ต้องคอยดูแลเรื่องสุขภาพให้ด้วย เพราะคุณแม่ทำงานหนักมากค่ะ

           เป้าหมายในอนาคต -ขอทำหน้าที่ผู้พิพากษานี้ให้ดีที่สุดและตลอดไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์สุจริต พิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่าง ๆ ด้วยความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย ระลึกเสมอว่าเราทำงานในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์และเป็นงานที่มีผลกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและกระทบต่อชีวิตผู้อื่น จึงต้องตั้งใจและไตร่ตรองให้ ถี่ถ้วน เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ

           มองตัวเอง – เวลากอนณาทำงานเอาจริงเอาจัง และ ชอบกดดันตัวเองว่าต้องทำให้สำเร็จ เพราะมีหลักว่าเป็นลูกคนเดียวต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเสมอ ห้ามทำพลาด ถ้าทำพลาดจะเสียใจ บางครั้งก็เกิดความเครียดบ้าง แต่ไม่นำความเครียดกลับบ้านค่ะ พยายามวางงานไว้ที่ทำงาน.

ด่วน! อำนาจมืดคุกคาม กกต.

พฤษภาคม 9, 2008

           

           แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และ ประชนได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลและเป็นผู้บริหารประเทศ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนมากเป็นอันดับ 1 ถึง 233 เสียง แต่กระบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้เป็นรัฐบาล ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และรุนแรงที่สุดในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ยังไม่หยุดปฏิบัติการ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายของผู้บงการและขับเคลื่อนขบวนการนี้ ที่อาศัยอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์

           เป้าหมายของ จอมบงการก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นรัฐบาล และให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศต่อไปภายใต้การชี้นำของขบวนการสี่เสาเทเวศร์

           ล่าสุด จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้ส่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่มีอาการอกหัก เครียดจัด แค้นจัด จนแทบบ้าคลั่งเต็มที เมื่อได้เห็นผลการเลือกตั้งที่ออกมาจากการตัดสินใจของประชาชน ไปเจรจากับ กกต. ท่านหนึ่ง เพื่อให้เจ้าร่วมขบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล หลังจากที่ กกต.อีก 4 คน ตกลงรับแผนแล้ว แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องทำให้ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ชื่อ สมชัย จึงประเสริฐ ยอมรับและเข้าร่วมแผนงานนี้ด้วย เนื่องจาก สมชัย จึงประเสริฐ เป็นผู้ที่รับผิดชอบสำนวนคดีร้องเรียนทั้งหมด

           หากสมชัย ไม่เสนอให้ที่ประชุมกกต. พิจารณา ตามจำนวนที่จอมบงการต้องการ หรือ ไม่เสนอตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ก็ไม่มีทางที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้

           ข่าวชิ้นนี้ ยังเป็นที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบเฉพาะกกต.5 คน และคนใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกไปพบ และออกมาพร้อมกับใบสั่ง และนายทหารระดับสูงของคมช. ที่เพิ่งประชุมกันไปเมื่อวันที่ 26 – 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา

           ทั้งประชุมกันเองในหมู่สมาชิกคมช. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าทีม ทั้งการประชุมร่วมกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัวแทนของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ การประชุมร่วมกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เอง รวมไปถึงการยกทีมไปพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน มากที่สุด และจะได้เป็นรัฐบาล เพราะเป็นสถานการณ์ที่คมช. ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าประชาชนจะเทคะแนนให้พรรคพลังประชาขนมากขนาดนี้

           ประดาบ ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายสืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะ กรรมการการเลือกตั้งท่านหนึ่ง ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้แจ้งไปยังนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพล.อ.สนธิ ที่ถูกวางตัวให้มาเป็นประธานกกต. เพื่อปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนเป็นการเฉพาะ ว่า พล.อ.เปรม ต้องการให้กกต.ออกใบแดง ให้พรรคพลังประชาชนอย่างน้อย 20 ใบ ซึ่งตรงกับที่หนังสือพิมพ์มติชน เคยเสนอข่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่เคยมีครั้งใดที่พรรคการเมืองพรรคเดียว จะถูกใบแดงถึง 20 ใบ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

           หลังจากได้รับแจ้งความประสงค์ของพล.อ.เปรม นายอภิชาติ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นวปรอ. ของพล.อ.สนธิ และในฐานะประธานกต. ก็แจ้งให้กกต.อีก 4 คนทราบ ปรากฎว่ามีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ รับใบสั่งด้วยความยินดีและพร้อมใจปฏิบัติตาม โดยไม่มีคำถามและข้อสงสัย ในขณะที่กกต.อีก 3 คน คือ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสุเมธ อุปนิสากร และ นายสมชัย จึงประเสริฐ ไม่เห็นด้วย และต้องการทราบเรื่องจากปากของพล.อ.สนธิ โดยตรง ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

           ข่าวชิ้นนี้ สอดคล้องกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีความมั่นใจว่ากกต.จะออกใบเหลือง ใบแดง มากจนเป็นเงื่อนไขให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชา ชน เป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ถึง 68 เสียง มากกว่าพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันเสียอีก

           อาการมั่นใจว่าจะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพราะติดปัญหาใบเหลืองใบแดง ในขณะที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มั่นใจว่าถึงที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับที่นายวารินทร์ โหรคมช. ทำนายว่านายสมัคร จะไม่ได้เป็นนายกรัฐฒนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาล เป็นอาการผิดปกติอย่างมากสำหรับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 จะต้องเป็นฝ่ายค้าน และพรรคที่แพ้การเลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาล

           แต่ทว่า ความมั่นอกมั่นใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และ ท่าทีของนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ที่ออก มาเด้งรับความต้องการของคมช. ด้วยการโวยวายว่านายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ทำงานช้า และจงใจทำสำนวนอ่อน เพื่อไม่ให้มีการออกใบเหลือง ใบแดง

           นางสดศรี สัตยธรรม ยังกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กกต.ปล่อยเอกสารการสอบสวนรั่วไปถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนหน้าที่ของกกต. โดยเสนอตัวมาเป็นกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบ สวน แทนนายสมชัย เอง อีกทั้งยังออกมาให้ข่าวล่วงหน้าว่าจะมีการแจกใบแดง จนทำให้เกิดการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล

           ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย คมช. และ กกต.บางคน โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม สอดรับกันเป็นเนื้อเดียว อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ได้มีการวางแผนร่วมกันไว้ล่วงหน้า

           หลังการเลือกตั้งผ่านไป 3 วัน กกต.เพิ่งออกใบเหลืองให้แก่พรรคพลังประชาชนได้แค่ 3 ใบ ทำให้จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และ ลูกสมุนในคมช. เริ่มอึดอัด หายใจติดขัด เพราะกกต.ให้คำตอบไม่ชัดเจนว่าจะทำตามใบสั่งที่ส่งมาหรือไม่ ในขณะที่ใบแดงที่รออยู่ กลับจะตกแก่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกจับซื้อเสียงพร้อมเงิน 1.3 ล้านบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมบงการและคมช. ยิ่งไม่สบายใจ ว่ากกต.จะทำงานด้วยความเที่ยงตรงต่อหลักการของกฎหมาย หรือ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ต่อคมช.กันแน่

           เมื่อไม่มั่นใจในกกต. ก็ทำให้ไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง พล.อ.สนธิ จึงต้องลงมือด้วยตนเอง ด้วยการเรียกกกต. ทั้ง 5 คน มาพบอีกรอบหนึ่ง ซึ่งข่าวนี้ก็รั่วไปถึงหนังสือพิมพ์อีก และมีการรายงานข่าวกันอย่างเปิดเผย แต่มีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ในขณะที่กกต.อีก 4 คนปิดปากเงียบ ไม่รับและไม่ปฏิเสธ

           การพบปะของกกต. กับ พล.อ.สนธิ ไม่ได้เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมน ตรี กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หากแต่เป็นการเรียกพบทีละคน ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร กับ กกต.แต่ละคน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร เพื่อทวงถามบุญคุณ และสั่งให้ปฏิบัติตามใบสั่งของจอมบงการแห่งบ้านเสี่เสาเทเวศร์ ที่เป็นนายใหญ่ของคมช.

           พล.อ.สนธิ สามารถเจรจาหว่านล้อมให้กกต. 2 คน คล้อยตามได้ด้วยการข่มขู่ จนเกิดความหวาดกลัวในชีวิตตนเองและครอบครัว ได้แก่ นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร ในขณะที่ กกต.อีก 2 คน คือ นายอภิชาติ สุขัคนานนท์ และ นางสดศรี สัตยธรรม พร้อมใจกันรับปฏิบัติเต็มที่ แต่ท่าทีของนายอภิชาติ ไม่โฉ่งฉ่างแจ่มชัดเท่ากับนางสดศรี เพราะเก็บอาการได้ดีกว่า

           แต่ การข่มขู่ของพล.อ.สนธิ ที่ใช้ได้ผลกับคนอื่น กับไม่ได้ผลเมื่อนำมาใช้กับนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นคนสำคัญในการนำเสนอสำนวนการร้องเรียน ให้กกต.ทั้งคณะพิจารณา เนื่องจากนายสมชัย ยึดหลักของกฎหมาย และความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ยอมยึดหลักกู และความต้องการของคมช. เป็นหลัก

           ผลที่เกิดขึ้นกับนายสมชัย จึงประเสริฐ เมื่อไม่ยอมรับใบสั่งของคมช. ก็คือ ข้อเสนอเชิงบังคับให้หยุดงานด้วยการลาพักร้อน 10 วัน ซึ่งนายสมชัย ก็ไม่ยินยอมอีก จึงได้รับข้อเสนอใหม่ ให้ออกไปจากฝ่ายสืบสวนสอบสวน เพื่อเปิดทางให้นางสดศรี สัตยธรรม มาทำหน้าที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แทน

           1 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จนถึงทุกวันนี้ นางสดศรี พูดกับนักข่าวหลายครั้งว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนมีปัญหาล่าช้า และอยากจะทำงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนแทนนายสมชัย และได้ยื่นข้อเสนอไปที่ ประธานกกต. แล้ว ซึ่งนายอภิชาติ ในฐานะประธานกกต. ก็มีท่าทีตอบรับกับข้อเสนอนี้ อย่างน่าประหลาดใจ เพราะเท่ากับไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของนายสมชัย

           นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นตำรวจรับใช้ในบ้านของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มีหน้าที่หลักคือเปิดปิดประตูบ้านสุโขทัยของนายสนธิ และดูแลความปลอดภัยของสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มาเป็นประธานอนุกรรมการสอบสวนสอบสวนของกกต. อีกด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกว่าสำนวนการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อพรรคพลังประชาชน

           แรงกดดันที่นายสมชัย ในขณะนี้หนักหน่วงและรุนแรงมาก และกำลังจะลุกลามไปถึงบุคคลในครอบครัวของนายสมชัย อีกทั้งยังมีการขัดขวางไม่ให้นายสมชัย เข้าร่วมการประชุมกกต.ทั้งคณะ เพื่อไม่ให้นายสมชัย มีส่วนร่วมในการลงมติ เพื่อให้การออกใบเหลืองใบแดง เป็นไปตามที่คมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ต้องการ

           อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ได้รู้ระแคะระคาย และกลเกมของฝ่ายคมช. แล้ว ว่ากำลังบีบบังคับนายสมชัย อย่างไร จึงทำให้การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เป็นไปด้วยความตึงเครียด และระมัดระวังตัวสูง เพราะไม่มั่นใจความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

           มีการยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของกกต.จังหวัดที่ผิดปกติอย่างชัดเจน ก็คือ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประธานกกต. เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด คือ นายเกษม วัฒนธรรม ยื่นสำนวนสอบสวนให้ออกใบแดงแก่ผู้ได้รับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนทั้ง 9 คน เนื่องจาก นายเนวิน ชิดชอบ ไปยืนฟังการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชน

           ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เห็นว่าเป็นการยื่นคำร้องให้ใบแดงที่ไม่มีเหตุผล และไม่น่าเชื่อว่าคนระดับประธานกกต. จะให้เหตุผลเช่นนี้ เพราะในการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนที่สนามหลวง มีอดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย หลายคนไปร่วมสังเกตการณ์และฟังการปราศรัย เป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง แต่ ประธานกกต.บุรีรัมย์ กลับใช้เหตุผลนี้เสนอให้ใบแดงแก่พรรคพลังประชาชน แบบยกจังหวัด หากกกต.เห็นด้วยกับนายเกษม ก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กกต.คณะนี้อยู่ใต้การบัญชาการของคมช. และทำงานใบสั่ง ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ

           ในขณะที่คมช. กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณ แทรกแซงกกต. องค์กรอิสระ และเป็นเหตุแห่งการรัฐประหารยึดอำนาจ แต่ คมช.เองกลับทำเลวร้ายกว่าหลายพันเท่า และทำกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่เกรงกลัวสายตาประชาชนที่ตัดสินเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล แม้แต่น้อย

           สถานการณ์ในขณะนี้ จึงทำให้นายสมชัย จึงประเสริฐ และครอบครัว ตกอยู่ในอันตราย อย่างน่าเป็นห่วง ทั้งแรงกดดันในกกต.ด้วยกันเอง และคำข่มขู่คุกคามจากคมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์

           กำลังใจจากประชาชน คือ สิ่งที่น่าจะช่วยให้นายสมชัย ยืนหยัดอยู่เพื่อความถูกต้อง และความดำรงอยู่ของพรรคพลังประชาชน ที่กำลังถูกหาเหตุ หาเรื่องออกใบเหลือง ใบแดง และยุบพรรค ไม่เว้นแต่ละวันในขณะนี้

           มีแต่กำลังใจจากประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านอำนาจมืด อำนาจเผด็จการที่กำลังเข้าครอบงำกกต. ได้

           เช่นเดียวกับ มีแต่พลังประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านเผด็จการครอบงำประเทศไทย และชีวิตคนไทย ได้

           จึงขอเชิญชวนพวกเราทุกคนร่วมกันให้กำลังใจนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ผู้ยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง ด้วยครับ

กกต.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง !

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่อ้างว่าเป็นการเปิดเผยของแหล่งข่าวรายหนึ่ง ว่าแม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และจบลงด้วยชัยชนะแบบขาดลอยของพรรคพลังประชาชน ที่มีเหนือพรรคการเมืองทุกพรรค แต่ก็ไม่มีความแน่นอนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกกต. อาจจะแจกใบเหลือง ใบแดงมากกว่า 60 ใบ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขจำนวนส.ส.ของแต่ละพรรคเปลี่ยนแปลงไป โดย เฉพาะพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีจำนวนผู้ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด ก็อาจจะได้รับใบเหลืองใบแดงมากที่สุด

           ข่าวนี้นับว่าเป็นข่าวอัปมงคลแก่กกต.ทั้ง 5 คน อย่างหาที่สุดไม่ได้จริงๆ หากว่าหลังจากวันนี้ไป เหตุการณ์ทางการเมืองจะคล้อยตามข่าวชิ้นนี้ และ การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน เพื่อแจกใบเหลือง ใบแดง ของ กกต. จะสอดรับกับข่าวชิ้นนี้ จะโดยบังเอิญ หรือ ตั้งใจก็ตาม

           แม้จะไม่มีเหตุการณ์หรือแนวโน้มใด เป็นไปในทิศทางเดียวกับข่าวชิ้นนี้ แต่ก็ต้องถือว่าข่าวชิ้นนี้ เป็นอัปมงคลทางตรงแก่กกต.ทั้ง 5 คน เพราะเพียงแค่เริ่มต้นวินิจฉัย เพื่อแจกใบเหลือง ใบแดง ก็ถูกตีกัน ดักคอ และกดดัน ล่วงหน้าเสียแล้ว

           หากแจกน้อยกว่าก็ถูกครหา “ซูเอี๋ย” กับพรรคการเมืองบางพรรค หากแจกใกล้เคียง ก็หนีไม่พ้นเสียงก่นด่า “รับใบสั่ง” มาแล้ว แต่ถ้าแจกมากกว่า ก็จะกลายเป็นว่ากกต. คือ “ผู้ก่อวิกฤต” ในระอบประชาธิปไตย ขึ้นมา เพราะทำให้การเมืองหลังเลือกตั้งที่ควรจะคลี่คลาย ไปสู่หนทางที่ดีขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ต้องติดขัดอีกครั้งหนึ่ง

           การเลือกตั้งครั้งนี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจนจบโดยกกต. และความร่วมมืออย่างดียิ่งของทุกฝ่ายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม กอง ช่วยกันทำทางให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย อย่างแข็งขัน โดยเฉพาะการลงมือลงแรงแบบเกินพอดี และเอาจริงเอาจังจนออกนอกหน้าของครส. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นประธาน

           ตลอดระยะเวลากว่า 40 วันของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองที่เสนอตัวให้ประชาชนพิจารณาเลือกตั้ง ต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาที่กกต.กำหนดไว้ อย่างเคร่งครัด และมีเจ้าหน้าที่กกต. ตำรวจ ทหาร กระจายกำลังกันอยู่ในทุกเขตเลือกตั้ง จับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

           การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการจัดการเลือกตั้งที่กกต.มีอิสระในการทำงานมากที่สุด เพราะไม่มีพรรคการเมืองใด เป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐ ไม่มีพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลรักษาการ อยู่ในระหว่างที่มีการจัดการเลือกตั้ง รณรงค์หาเสียง เหมือนการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักจะมีข้อครหาว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลรักษาการมีความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น

           พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน แถลงว่า 40 กว่าวันของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึงกกต. 500 กว่าเรื่อง แต่มีเรื่องที่มีมูลพอที่จะรับไว้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน ประมาณ 160 เรื่อง และมีเพียง 48 เรื่อง เท่านั้น ที่มีมูลเชื่อได้ว่ามีการกระทำการทุจริต พอนำเข้าสู่การพิจารณาของกกต. ได้ ที่เหลือนอกจากนั้นเป็นเรื่องกล่าวหา กลั่นแกล้ง โดยไม่มีมูลพอรับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดจริง

           จากสถิติการร้องเรียนข้างต้นนี้ เป็นที่น่าดีใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ร้องเรียนการกระทำความผิดน้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และน่ายินดีว่า กกต. ไม่ได้ใช้อำนาจตัดสินชี้ขาดไปตามกระแสสื่อ หรือความสะใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากแต่พยายามที่จะสืบสวนสอบสวน หาข้อมูล พยานหลักฐาน ประกอบการพิจารณา อย่างรอบคอบ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ซึ่งระยะเวลาเพียง 40 กว่าวัน ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ จึงไม่มีการแจกใบเหลืองใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด

           มีข้อมูลประการหนึ่งที่ทำให้กกต. อึดอัดใจอย่างมาก ก็คือ มีความพยายามที่จะกดดันให้กกต. แจกใบเหลือง ใบแดง แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน แต่จากจำนวนเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาถึงกกต. พบว่าเกือบทั้งหมดเป็นการร้องเรียนการกระทำผิดของผู้สมัครพรรคอื่น ในส่วนของพรรคพลังประชาชนมีน้อยมาก

           เนื่องจากในความเป็นจริง ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ประกบติดตัว จนทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ปราศรัยก็ยังถูกตามถ่ายภาพ และบันทึกเทปทุกเวที มีเพียงการร้องเรียนแบบลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อได้

           การไม่สามารถออกใบแดงใบเหลืองให้แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ได้ แม้แต่รายเดียวของกกต. ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจและกดดันกกต. ไม่พอใจอย่างมาก จึงมีการเปลี่ยนแผนด้วยการชี้นำให้กกต.เรียกผู้สมัครพรรคพลังประชาชน จำนวนหนึ่งไม่น้อยกว่า 20 คนมารับข้อกล่าวหา จากกกต. เอง โดยใช้เหตุผลว่า เจ้าหน้าที่กกต. ตรวจสอบพบการกระทำที่น่าสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดเอง โดยไม่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งผิดปกติวิสัยการทำงานของกกต. และเป็นการทำ งานที่ถูกจัดขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับพรรคพลังประชาชน เท่านั้น ในส่วนของพรรคการเมือง กกต.ได้รับคำแนะนำว่าให้เป็นไปตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา

           อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง กลับมีการให้ข้อมูลจากสำนักงานกกต. ว่ามีผู้ร้อง เรียนเข้ามาเพิ่มมากกว่า 1,000 เรื่อง ซึ่งเป็นไปตามคาดหมายว่าหลังการเลือกตั้ง จะมีการร้องเรียนมากขึ้น เพราะผู้แพ้เลือกตั้ง จะต้องหาเรื่องร้องเรียนผู้ชนะทุกคน และแน่นอนอีกเช่นกันว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะถูกร้องเรียนมากที่สุดก็คือผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน ที่ชนะเลือกตั้งมากที่สุด

           ตรงนี้เองที่จะเป็นการเปิดช่อง เปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการทำงานของกกต. โดยมีเป้าหมายที่จะแจกใบแดง ใบเหลืองให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนให้มากที่สุด

           ทั้งนี้เพื่อให้สัดส่วนตัวเลขส.ส.ของแต่ละพรรค มีความไม่แน่นอน และดึงเวลาการจัดตั้งรัฐบาลออกไปให้นานที่สุด เพื่อที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสูตรการจัดตั้งรัฐบาล และสุดท้ายก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนข้าง ย้ายขั้วของพรรคการเมืองต่างๆ จนในที่สุด พรรคพลังประชาชน จะถูกลอยแพเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว แม้ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุดก็ตาม

           นี่คือโอกาสและนาทีทองของผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่จะแทรกตัวเองเข้ามาเป็นผู้บงการเกมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และจัดการตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยมือตัวเอง เพื่อที่จะครอบงำรัฐบาลใหม่ ได้ทุกส่วน

           ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของผู้มีอำนาจนอกระบบและผู้ก่อการรัฐประหาร ที่ไม่มั่นใจในสวัสดิภาพของพวกตน หลังจากที่เห็นผลการเลือกตั้งที่ปรากฎออกมาแล้ว ว่าประชาชนต้องการให้พรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล

           ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 คน จึงต้องระมัดระวังให้ดี สำหรับการทำงานสืบสวนสอบสวนวินิจฉัยข้อร้องเรียนอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะลงมติทางใดทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นท่านทั้ง 5 จะตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่ต้องการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง และต้องการครอบงำการเมืองไทยไว้ใต้อำนาจเผด็จการ สืบต่อไป

           ที่สำคัญคือ หากการพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนของ กกต. เป็นไปในทิศทางที่ผู้มีอำนาจนอกระบบและเผด็จการต้องการ กกต.ก็จะตกเป็นเครื่องมือของเผด็จการและผู้มีอำนาจนอกระบบที่ไม่เคยเคารพประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ เสียง และมติของประชาชน

           ที่สำคัญคือ กกต.จะต้องพิจารณาวินิจฉัยข้อร้องเรียนทุกกรณี ทุกคน ทุกพรรค โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นที่รับ ทราบกันทั่วไปว่า เหตุที่ต้องมีการเลือกตั้ง ก็เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนมอบความไว้วางใจให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดเป็นผู้แทนของตน เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และลงคะ แนนมอบความไว้วางใจพรรคการเมือง ไปจัดตั้งรัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศ

           เจตนารมณ์ของประชาชนในการไปลงคะแนนเลือกตั้ง การตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงให้แก่ผู้สมัครคนใดเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย และมอบความไว้วางใจให้พรรคการเมืองใด เป็นรัฐบาล เป็นสาระสำคัญที่สุดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีปรัชญาว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

           การออกเสียงลงคะแนนของประชาชน จึงเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับความเคารพสูงสุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เว้นเสียแต่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เสียงของประชาชนจึงจะไม่ได้รับความเคารพ และไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้รับการเคารพจากผู้ปกครองที่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่เห็นคุณค่าความหมายทั้งเสียงและความต้องการของประชาชน

           ดังนั้น กกต.ทั้ง 5 ท่าน ซึ่งเป็นผู้จัดการการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และเป็นผู้ที่ไsด้รับการยกย่องว่าเป็นคนสำคัญ เป็นองค์กรอิสระที่สำคัญในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงควรจะคำนึงถึง มติของประชาชน การออกเสียงของประชาชน เป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามตามเจตนารมณ์ และหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่คำนึงถึงความต้องการ และเสียงของผู้มีอำนาจนอกระบบบางคน บางกลุ่ม ที่ไม่เคยเชื่อถือ ไม่ยอมรับ และยังทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย

           หาก กกต.ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของใคร องค์กรใด ก็ต้องแสดงออกถึงความเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง และมีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการสร้างสรรค์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มีความยั่งยืนถาวรตลอดไป ก็ควรจะต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

           กกต.จะต้องระลึกไว้ด้วยว่า ประชาชนที่มาออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ทั่วทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ออกมาตามที่กกต.รณรงค์เชิญชวนให้ออกมาใช้สิทธิ

           แต่เมื่อประชาชนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแล้ว กกต. ควรจะต้องยอมรับ ซึ่งผู้ได้รับการเลือกตั้งแต่ละคน ได้รับคะแนนน้อยที่สุด ก็คือ 50,000 เศษ ไปจนถึงมากกว่า 100,000 คะแนน

           การที่ กกต. 5 คน จะใช้อำนาจของตนเอง ออกเสียงลบล้างการตัดสินใจของประชาชน ทำให้คะแนนที่ประชาชนมอบให้แก่ผู้สมัครคนใด และพรรคการเมืองใด เป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไม่มีความหมาย จึงไม่อาจจะเรียกเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่า เป็นการไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน

           หาก กกต.ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน แล้ว

           กกต. ก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเรียกร้องให้ประชาชนเคารพการตัดสินใจของ กกต.

           หาก กกต.และประชาชน ไม่เคารพการตัดสินใจ และการใช้สิทธิซึ่งกันและกันแล้ว

           กกต. กับ ประชาชน จะทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อ ความสำเร็จของกกต. ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชน เป็นสำคัญ

           เราจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เคารพการตัดสินใจของประชาชน ที่ได้ออกเสียงไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา

           หาก กกต. ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน แล้ว กกต.นั่นล่ะ ที่จะเป็นผู้ก่อวิกฤตครั้งใหม่ให้แก่การเมืองไทย และจะทำให้การเมืองไทย ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

           หากสุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้งของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่า กกต.จะเห็นชอบว่าใครควรจะได้เป็นส.ส.และใครไม่ควรเป็นส.ส. ทั้งๆ ที่ประชาชนออกเสียงลงมติแล้วว่าจะให้ใครเป็นส.ส. ให้พรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ประชาชนออกเสียง เพราะกกต.ไม่เห็นชอบ แล้วเราจะไปเลือกตั้งกันทำไม

           หากวันนี้ พรรคพลังประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ไม่ได้เป็นส.ส. เพราะกกต.ไม่เห็นด้วย แล้ว เราจะกล้าพูดหรือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นการปกครองของประชา ชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ได้อย่างไร

           วรรคสุดท้ายที่ประชาชนอย่าง ประดาบ อยากจะฝากถึง กกต. 5 คน ก็คือ

           “กกต.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน”

           โปรดฟังอีกครั้งหนี่ง !

จาก Hi-Thaksin ถึง สดศรี สัตยธรรม

พฤษภาคม 9, 2008

           

           เป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่ เวปไซต์ Hi-Thaksin ที่ได้รับการเอ่ยอ้างถึงจากปากของกรรมการการเลือกตั้งที่ชื่อ สดศรี สัตยธรรม ซึ่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ที่คนครึ่งค่อนประเทศ ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นกลางของเธอ ว่า เป็นกลางแบบไหน กลางใจเผด็จการ หรือ กลางใจประชาชน

           หากพูดกันอย่างไม่เกรงใจ ต้องบอกว่าไม่ใช่เพียงข้อสังเกตว่าไม่เป็นกลาง แต่ต้องบอกว่าประชาชนครึ่งค่อนประเทศ กำลังคลางแคลงใจ ว่าเธอคนนี้รับงานใครมาหรือไม่ และเหตุใด จึงทำตัวเป็น “แกะดำ” เพียงหนึ่งเดียว และเป็นกรรมการการเลือกตั้งที่มักจะแปลกแยกออกจากกรรมการอีก 4 ท่านที่เป็นเสียงข้างมากในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่ การห้ามพรรคการเมืองรณรงค์หาเสียงแบบยิบย่อย จนถูกพรรคการเมือง นักการเมือง ประท้วง ร้องเรียน กันวุ่นวาย ต่อมาก็ห้ามสื่อมวลชนนำเสนอข่าว ห้ามจัดรายการโทรทัศน์ วิทยุเกี่ยวข้องกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของนักการเมืองและพรรคการเมือง แม้กระทั่งห้ามสัมภาษณ์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำให้สื่อมวลชนต้องยื่นหนังสือประท้วงกรรมการเลือกตั้งทั้งคณะ อย่างพร้อมเพรียงกัน

           เมื่อมีการประท้วงทั้งจากพรรคการเมือง นักการเมืองและสื่อมวลชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ต้องจัดการประชุมทำความเข้าใจ และปรับทัศนะต่อกัน ปรับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จากผิดให้กลายเป็นถูก เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน ร่วมมือกันทำงานจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

           ทั้งๆ ที่เธอเป็นผู้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมากมายจนวุ่นวายไปทั่วทุกวงการ และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง แต่เมื่อพรรคการเมือง นักการเมือง สื่อมวลชน มาร่วมประชุมตามคำเชิญถึงสำนักงานกกต. เธอคนนี้กลับลาป่วย ไม่เข้าร่วมประชุม ไม่ชี้แจง ไม่ตอบคำถาม ไม่ร่วมพิจารณาหาทางออก วิธีแก่ไขปัญหา ที่ตัวเองเป็นผู้สร้างขึ้น

           เรียกว่าหลบหน้าหนีหายไปดื้อๆ ปล่อยให้กรรมการการเลือกตั้งอีก 4 คน ต้องรับหน้าเสื่อ ตอบคำถาม แก้ปัญหาที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น

           เมื่อวันที่ข่าวเอกสารลับปรากฎทางเวปไซต์ Hi-Thaksin และต่อมาพรรคพลังประชาชนก็นำสำเนาเอกสารลับไปให้กรรมการเลือกตั้ง ตรวจสอบ เธอคนนี้ก็โพล่งสวนขึ้นมาทันทีทันควัน โดยที่ไม่ยังไม่ทันได้อ่านสักคำเดียวว่า ต้องส่งไปให้ศาลพิสูจน์ก่อนว่าเป็นเอกสารจริงหรือเอกสารเท็จ กกต. ไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร

           เรียกว่าแสดงพฤติกรรม ออกอาการไม่ให้ความร่วมมือกับพรรคพลังประชาชน พร้อมกับแอ่นอกหญิงแกร่งเพื่อปกป้องชายชาติทหารคมช. ราวกับแม่ไก้ป้องลูกไว้ใต้ปีกประมาณนั้น

           เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารลับที่มีนายสุพล ยุติธาดา มีมติว่าคมช.ไม่เป็นกลาง เธอก็ขัดขวางและคัดค้านผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยการแสดงความเห็นว่าไม่เข้าใจเหตุใดคณะกรรมการฯ จึงมีมติว่าคมช.ไม่เป็นกลาง ทั้งๆ ที่ยังไม่สรุปว่าเอกสารเท็จหรือจริง ถึงแม้ว่าคมช.จะยอมรับแล้วว่าเคยทำเอกสารฉบับนี้จริง แต่ก็ออกตัวว่ามีถ้อยคำบางคำไม่เหมือน

           เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับผลสอบและมติจากคณะกรรมการตรวจสอบ และนัดประชุมเพื่อพิจารณามติของคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารลับ เธอคนนี้ก็แถลงข่าวทันทีว่าได้รับหนังสือจากคมช. ลงนามโดยพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการคมช. ว่าคมช.ไม่ยอมรับมติของคณะกรรมการที่กรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ และไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับ หากแต่ยังอ้างสิทธิและอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ว่าคมช.อยู่เหนือกฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายทั้งปวง แม้จะทำผิดจริงก็ไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นกรรมการการเลือกตั้งจะชี้ผิดและลงโทษคมช. ตามมติที่คณะกรรมการตรวจสอบนำเสนอไม่ได้

           พฤติการณ์ของสดศรี สัตยธรรม ประหนึ่งว่าเป็นกลาง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นใจแก่คมช. ทุกกรณี และพยายามจะช่วยให้คมช.พ้นผิด กรณีเอกสารลับ ทุกวิถีทาง ทั้งๆ ที่ผู้ออกมติและสรุปว่าคมช.ไม่เป็นกลาง และมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ก็คือ คณะกรรมการที่กรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งขึ้นมาเอง

           อาการเยี่ยงนี้ พฤติกรรมอย่างนี้ เรียกอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก เขียนด้วยมือ แล้วลบด้วยเท้า

           น่าสงสารก็แต่ นายสุพล ยุติธาดา ที่ถูกกรรมการการเลือกตั้ง หลอกใช้ และตกเป็นเหยื่อของคมช. ถูกกล่าวหาให้ร้ายว่า ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คมช. และ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

           ด้วยการทำงานในฐานะกกต. ที่รู้เห็นเป็นใจกับคมช. ซึ่งต้องการทำลายและสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนทุกวิถีทาง จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า สดศรี สัตยธรรม จะมีหัวใจที่เป็นกลาง และเป็นธรรม ให้แก่พรรคพลังประชาชน ได้อย่างไร

           เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้ง มีมติว่าจะเรียกผู้บังคับบัญชาระดับสูงของคมช. มาชี้แจงพร้อมทั้งนำเอกสารลับฉบับจริงมาแสดงต่อกรรมการเลือกตั้ง เพื่อประกอบการพิจารณา สดศรี สัตยธรรม ก็นั่งกางขากีดขวางด้วยการยกอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มาปกป้องคมช. ว่าไม่ต้องรับโทษจากการกระทำความผิด ตามแนวทางที่คมช.เคยนำมาอ้างอิง ราวกับว่ามาจากหน่วยงานเดียวกัน อีกทั้งยังยกคมช. เป็นองค์กรพิเศษ ที่มีอำนาจเฉพาะ มีสถานะพิเศษเหนือกฎหมาย โดยที่กรรมการการเลือกตั้ง ไม่อาจจะไปพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของคมช. ได้

           สดศรี สัตยธรรม ทำหมดทุกวิถีทางแล้วที่จะปกป้องคมช. ไม่ให้ถูกวินิจฉัยว่ากระทำความผิด ไม่เป็นกลาง และต้องรับโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ที่เธอเองเป็นผู้รักษากฎหมาย และปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ในฐานะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วยการอ้างกฎหมาย และข้อยกเว้นต่างๆ สารพัด มาปัดเป่าความผิดให้แก่คมช.

           พฤติการณ์ของสดศรี สัตยธรรม ต่อกรณีเอกสารลับ ในขณะนี้ น่าจะมีผู้นำไปร้องเรียนต่อป.ป.ช. ว่า เป็นพนักงานของรัฐ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร้องต่อศาล เพื่อให้หาทางลงโทษเธอคนนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างการใช้ตำแหน่งหน้าที่และอำนาจกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อปกป้องคนกระทำความผิด โดยเร่งด่วน ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง เพราะยังไม่รู้ว่าเธอคนนี้จะมีแผนการอะไรมาเข้าด้วยช่วยเหลือให้คมช.บรรลุเป้าหมายในการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน อีก

           ต้องไม่ลืมว่าในฐานะ กรรมการการเลือกตั้ง สดศรี สัตยธรรม คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของคมช. ในการแปรเปลี่ยนและบิดเบือนชัยชนะของพรรคพลังประชาชนให้เป็นพ่ายแพ้ได้ในพริบตา แม้ต่การยุบพรรค ก็ทำได้ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ เพราะเธอถืออำนาจกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ในมือ

           อาการของสดศรี สัตยธรรม ในขณะนี้ ทำให้เข้าใจได้ว่า เธอคนนี้ได้กลายเป็นร่างทรงให้แก่คมช. แล้ว และภารกิจการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ได้ถูกส่งทอดมายังกรรมการการเลือกตั้งที่ชื่อ สดศรี สัตยธรรม แล้ว

           ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมจะรับการร้องเรียนของผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การยื่นคำร้องยุบพรรคพลังประชาชน ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง คืนสิทธิให้แก่ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีชื่อเป็นสมาชิกสองพรรค ทำให้เข้าใจได้ว่าพรรคพลังประชาชน ปลอมใบสมัครสมาชิกพรรคขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

           สดศรี สัตยธรรม แข็งขันและมีชีวิตชีวา สติปัญญาบรรเจิดมาก เมื่อตอบคำถามเรื่องนี้ ราวกับว่าคิดไว้หมดทุกขั้นตอนแล้วว่าจะยุบพรรคพลังประชาชนได้ด้วยวิธีการใด แต่ละเว้น หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เซ็นชื่อรับรองคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรี ว่าถูกต้องตามกฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ เป็นผู้มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่ปรากฎว่ากรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบพบว่าผู้สมัครคนดังกล่าว ขาดคุณสมบัติ และตัดสิทธิออกจากการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งทันที ซึ่งเท่ากับว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งเท็จต่อกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกรรมการการเลือกตั้ง ต้องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหาแจ้งเท็จ ซึ่งมีผลถึงขั้นยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน เนื่องจากส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการบริหารพรรค และเป็นมติพรรค โดยมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้เซ็นชื่อรับรองคุณสมบัติว่าถูกต้องตามกฎหมาย

           สดศรี สัตยธรรม ออกอาการหงุดหงิดและรำคาญใจกับ เวปไซต์ Hi-Thaksin อย่างออกนอกหน้า และอย่างมาก เมื่อได้รู้ข่าวว่า มีวิดีโอคลิป เชียร์สมัคร สุนทรเวช ด้วยคำว่า เลือกสมัคร ได้ทักษิณ และกล่าวหาว่าเวปไซต์ Hi-Thaksin ทำความแตกแยกให้แก่บ้านเมือง เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สมควรจะถูกปิด โดยจะทำเรื่องไปถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่ ให้ปิดเวปไซต์ Hi-thaksin

           ดูท่าว่า สดศรี สัตยธรรม จะไม่รู้มาก่อนว่า อะไรก็ตาม ที่มีการปิด ประชาชน จะชอบเปิดดู แม้แต่ต้องแอบดู ก็จะดู แม้แต่ต้องเสียเงินดู ก็อยากดู เพราะฉะนั้นเพียงแค่ สดศรี สัตยธรรม บอกว่าจะปิด เวปไซต์ Hi-Thaksin จึงทำให้ผมและทีมงานเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะมีประชาชนเข้ามาชมคลิปวิดีโอดังกล่าว อย่างถล่มทลาย เพิ่มจำนวนการเรียกชมขึ้นมาเกือบ 4 หมื่นครั้งภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง หลังจากที่เธอให้สัมภาษณ์จบลง

           สดศรี สัตยธรรม ต้องรู้ก่อนว่า เวปไซต์ Hi-Thaksin ยืนตรงข้ามกับคมช. และต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ มาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดให้ประชาชนเข้าชม และรับรู้ข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่งของสังคมการเมืองไทย เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการใช้อำนาจของเผด็จการมาตั้งแต่วันแรก และ เมื่อครั้งที่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม เป็นรัฐมนตรีไอซีที ก็ดูเหมือนว่าจะมีภารกิจหลักที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin และใช้มาหมดแล้วทั้งวิธีการตามกฎหมาย และวิธีการนอกกฎหมาย จ้างแฮกเกอร์มาก่อกวน ทำลายฐานข้อมูลของเรา แต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ แม้จะทำให้มีปัญหาอุปสรรคในการเข้าชมบ้าง สร้างความรำคาญให้แก่ประชาชนบ้าง แต่ประชาชนก็พร้อมที่จะอดทนรอ และช่วยกันคิดหาหน ทางแก้ไขสถานการณ์การเข้าชมเวปไซต์ Hi-Thaksin เรื่อยมา

           สมศรี สัตยธรรม ต้องรู้ก่อนว่า ไม่ใช่มีเพียงเธอคนเดียวที่อยากปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin ทุกคนในรัฐบาล ทุกคนในคตส. ทุกคนในคมช. และทุกคนที่รับใช้อำนาจเผด็จการ เป็นลิ่วล้อบริวารคมช. ล้วนแต่อยากจะปิดเวปไซต์นี้ด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็เคยสั่งให้หาทางปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin มาแล้ว แต่เราก็ยังยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ และมั่นใจว่าจะยืนอยู่ได้ยาวนานกว่าอำนาจเผด็จการที่คุ้มหัวเธอ ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องเท่ห์แต่อย่างใด กับการประกาศว่าจะปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin ตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายขี้หน้าไปถึงกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดทั้งมวล ว่ามี “แกะดำ” สดศรี สัตยธรรม ที่มีความคิดเป็นเผด็จการ ปิดหูปิดตา ปิดปาก ประชาชน ร่วมฝูงอยู่ด้วย

           อาการของสดศรี สัตยธรรม ที่กระเหี้ยนกระหือรือจะยุบพรรคพลังประชาชน และปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin เป็นอาการที่แปลกประหลาด และแปร่งๆ จากกรรมการการเลือกตั้งท่านอื่นๆ อย่างมาก ในฐานะที่เธอเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางในการเลือกตั้ง และต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้เปรียบเสียเปรียบ และทำให้ถูกจับได้ไล่ทันว่า มีเจตนาอย่างไรต่อการพูดในแต่ละครั้ง รับแผนใครมา รับใช้ใครอยู่

           กรณีเอกสารลับ ดูเหมือนว่าสดศรี สัตยธรรม จะเป็นกรรมการการเลือกตั้งที่ออกแรงดิ้นให้แก่คมช.มากที่สุด ในขณะที่กรรมการการเลือกตั้งท่านอื่น ก็พอดูออกว่าลำบากใจที่จะต้องตอบคำถามสังคม หากวินิจฉัยไปในแนวทางที่สวนกระแสความรู้ของประชาชน และสวนทางกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎแก่สายตาและการรับรู้ของประชาชนไปแล้ว จึงยังอึดอัดติดขัดพูดอะไรได้ไม่ชัด มีแต่สดศรี คนเดียวที่พูดชัดว่าเลือกข้างคมช. และ ต้องทำให้คมช.รอดพ้นจากการการเป็นคนผิดให้ได้

           กรณีการเสนอปิดเวปไซต์ Hi-thaksin ดูเหมือนว่าสดศรี จะเดือดร้อนผิดปกติ เมื่อได้ยินว่า เลือกสมัคร ได้ทักษิณ เข้าใจว่าคงพูดไปตามแรงยุของนักข่าว โดยที่ยังไม่ได้ดูรายละเอียดว่า ไม่ใช่มีเพียงเลือกสมัคร ได้ทักษิณ ยังมีเลือก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลือก บรรหาร ศิลปอาชา ได้ ป.สี่เสา เลือก เพื่อแผ่นดิน ได้คมช. เลือก รวมใจไทยฯ ได้เผด็จการ เลือกประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ได้ สมศักดิ์ เทพสุทิน

           ทุกคนที่ผมนำชื่อขึ้นมาอ้าง ก็มีทั้งคนรักและคนเกลียดเท่าๆ กัน

           เลือก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ดีหรือ ในเมื่อสนธิ มีม็อบพันธมิตรหลายแสนคน น่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาธิปัตย์ ด้วยซ้ำไป

           เลือก บรรหาร ศิลปอาชา ได้ ป.สี่เสา หรือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ดีหรือ ในเมื่อพล.อ.เปรม เป็นประธานองคมนตรี เป็นคนดีที่บรรหาร เคารพมา 30 กว่าปี เคารพยิ่งกว่าพ่อตัวเองเสียอีก

           เลือก เพื่อแผ่นดิน ได้คมช. ไม่ดีหรือ ในเมื่อ คมช. จะเข้ามาสืบทอดอำนาจ ไม่ให้ ทักษิณ กลับมาเมืองไทยได้อีก

           เลือก รวมใจไทย ได้เผด็จการ ไม่ดีหรือ ในเมื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็เคยรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีให้กับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาแล้ว

           เลือก ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ได้สมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ดีหรือ ในเมื่อ สมศักดิ์ ก็รัก ประชัย ปานจะกลืนกิน จะได้ช่วยกันทวงคืนทีพีไอ ช่วยกันให้หลุดพ้นจากคดีปั่นหุ้นทีพีไอโพลีน

           แล้วเลือก สมัคร สุนทรเวช ได้ ทักษิณ ชินวัตร ผิดตรงไหน ในเมื่อ คุณสมัคร ก็รัก ทักษิณ มาตั้งนานแล้ว และเห็นว่านโยบายของทักษิณ เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ต้องทำต่อไป ซึ่งเห็นตรงกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

           หรือจะให้บอกว่า เลือกสมัคร สุนทรเวช ได้ คมช. อย่างนั้นหรือ สดศรี สัตยธรรม จึงจะพึงพอใจ

           สดศรี สัตยธรรม ต้องรู้ด้วยว่า เวปไซต์ Hi-Thaksin เป็นเวปไซต์ที่ผมกับน้องๆ ทีมงานทำกันขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจนายกฯทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยจะถูกยุบ ก่อนที่จะรู้จักพรรคพลังประชาชน และก่อนที่ สมัคร สุนทรเวช จะตัดสินใจเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน หลายเดือน

           เวปไซต์นี้ เป็นเวปไซต์ส่วนตัวของผมและพวกพ้อง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รับน้ำเลี้ยง ไม่มีรายได้ใดๆ มีแต่รายจ่ายที่ควักออกจากกระเป๋าของตัวเอง วันไหนทุนร่อยหรอ ก็ขอไปทำงานเก็บเงิน แล้วกลับมาทำต่อ ทั้งคนเขียน คนอ่าน คนทำเวป เข้าใจกันดี ไม่มีใครต่อว่าใคร ใครอยากอ่านก็เข้ามา ใครไม่อยากอ่านก็ไม่ต้องเข้า ใครอยากเขียนอะไรก็เขียน แต่ใครเขียนแล้วผิดเพี้ยนไปจากที่เราอยากอ่าน เราก็ไม่นำมาให้อ่าน ก็เท่านั้น

           เราเป็นเวปไซต์ ที่ไม่ดัดจริต บอกว่าเป็นกลาง แต่เดินเอียงข้าง

           เราเป็นเวปไซต์ ที่เลือกข้างแล้ว แต่เลือกยืนข้างประชาธิปไตย ไม่ใช่ข้างเผด็จการ

           เราเป็นเวปไซต์ ที่ตัดสินใจต่อสู้กับเผด็จการมาแต่แรก เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาข่มขู่ใช้อำนาจเผด็จการกับเรา

           เราเป็นเวปไซต์ ที่ผู้มีอำนาจไม่พอใจ แต่ประชาชนส่วนใหญ่พึงใจที่จะเป็นเพื่อนร่วมทางของเรา

           เราเป็นเวปไซต์ ที่พร้อมเสมอกับการถูกกลั่นแกล้งรังแก และไม่เคยตอบโต้ ขอความเห็นใจจากเผด็จการ แต่พร้อมสู้ทุกเวลา จนกว่าเผด็จการจะดับสูญไปจากแผ่นดินนี้

           เมื่อได้อ่าน ได้รู้รายละเอียดเช่นนี้แล้ว หากยังคิดปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin และเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ก็ขอเชิญลงมือ หากคิดว่าอำนาจเผด็จการจะคุ้มหัวตัวเองและครอบครัว ได้ตลอดชีวิต ก็อย่าได้เกรงใจ

           เราไม่เก่ง เราไม่กล้า เราไม่ท้าทาย แต่เราไม่กลัว

           เพราะเราคือ Hi-Thaksin