ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘บทความ..ประดาบ’

คำชี้แจงจาก Hi-thaksin ถึงคม-ชัด-ลึก

พฤษภาคม 13, 2008

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2550 นำเสนอข่าว ว่า "สงขลา-โคราช" แสดงพลัง เข้าชื่อให้กำลังใจ "ป๋าเปรม" ลั่นกลุ่มต้านไม่หยุด รวมพลทั่วอีสานชน ขณะที่ "บุญรอด" สั่งสกัดม็อบรับจ้างเข้ากรุง ด้าน "ยูทูบ" ถอดคลิปหมิ่นเบื้องสูงแล้ว บล็อกเกอร์แฉใช้บริการที่เดียวกับเวบ "ไฮ-ทักษิณ"

          มีรายละเอียดในเนื้อข่าว ที่เกี่ยวพันมาถึง Hi-thaksin ด้วยอาการที่ไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด และยังสัมผัสได้ถึงจิตอกุศลที่มีต่อ Hi-thaksin อย่างชัดเจน  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

          "บล็อกเกอร์แฉเวบหมิ่นเบื้องสูงพันไฮทักษิณ

          kittinunn บล็อกเกอร์ ในเวบไซต์ www.oknation.net ได้นำเสนอข้อมูลที่มาของคลิปหมิ่นสถาบัน ที่เผยแพร่ในยูทูบว่า มีความเกี่ยวโยงกับ เวบไซต์ hi-thak sin.net  ซึ่งเป็นเวบสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ คมช.

          kittinunn ระบุว่า นอกจากผู้จัดทำจะนำขึ้นบนเวบไซต์ยูทูบแล้ว ยังพบว่ามีความพยายามที่จะเปิดเวบไซต์เพื่อเผยแพร่ภาพคลิปวิดีโอดังกล่าวต่อ โดยลิงค์ไฟล์คลิปวิดีโอด้วยการเอ็มเบด (embed) หรือวางพื้นที่คลิปวิดีโอ ไปยังเวบไซต์ของเขา เวบไซต์นี้ตั้งชื่อโดเมนจงใจที่จะให้คล้องกับเบื้องสูง

          โดยหน้าตาของเวบไซต์มีเนื้อความที่น่าจะหมิ่นเบื้องสูง ด้วยข้อความภาษาอังกฤษ ทั้งนี้นอกจากจะวางพื้นที่คลิปวิดีโอของยูทูบแล้ว ยังมีภาพที่หมิ่นเบื้องสูงอีกด้วย พร้อมเชิญชวนให้ส่งอีเมลเพื่อบอกต่อ

          จากการตรวจสอบผู้จดทะเบียนโดเมนดังกล่าว พบว่ามีการจดทะเบียนในนาม "Five Thousand Dollar Domains" อีเมล biznewstoday@yahoo.com mailto:biznewstoday@yahoo.com ตั้งอยู่บนถนนเจเวล (Jewel Avenue) ในมลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จดทะเบียนภายใต้การดูแลของ GoDaddy.com, Inc. ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2550 หมดอายุในวันที่ 4 เมษายน 2551

          ทั้งนี้ บริษัท GoDaddy.com, Inc. เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การดูแลในการจดทะเบียนเวบไซต์ hi-thaksin.net เวบไซต์ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลและ คมช. ซึ่งจดทะเบียนโดยใช้ชื่อ DomainsByProxy.com ตั้งอยู่ที่ถนนเฮย์เดน ในมลรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา และจากการตรวจสอบการทำงานของเวบไซต์ GoDaddy.com พบว่าเป็นบริการให้เช่าพื้นที่เวบไซต์ แต่สันนิษฐานว่าลักษณะการกระทำจะเป็นบริษัทรับจ้างจัดหาระบบเวบไซต์และรับเป็นเจ้าของโดเมนแทนลูกค้า เรียกว่าออกหน้าออกตาโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ซึ่งถ้าจะช่วยกันสืบค้นเบาะแสเพิ่มเติม เชิญร่วมแกะรอยการบริหารงานของบริษัทนี้ได้ที่ https://www.godaddy.com/"

          ยอมรับตามตรงว่า อ่านแล้วงง ไม่เข้าใจว่าผมกับทีมงาน ไปเกี่ยวข้องกับ ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้อย่างไร จึงได้ให้โปรแกรมเมอร์ ของ Hi-thaksin อ่านข่าวชิ้นนี้ และตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นไปตามที่ "คมชัดลึก" เสนอหรือไม่  ได้ความโดยสรุปว่า ข้อมูลที่ "คมชัดลึก" นำมาเสนอข่าว  เป็นอาการ "มั่ว" ของ "คมชัดลึก" ที่พยายามจะลากโยง ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน youtube ให้มาเกี่ยวพันกับ Hi-thaksin  ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ทั้งทางตรงและทางอ้อม  

          การใช้เหตุผลเพียงประการเดียวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ว่า Hi-thaksin มีความเกี่ยวข้องกับ ผู้ที่จัดทำและเผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน youtube ด้วยข้อมูลที่ว่า จดทะเบียนไว้ที่ Godaddy.com,Inc นั้น เป็นความพยามที่แสดงให้เห็นถึงจิตอกุศล   ที่จะยัดเยียดข้อหาอันร้ายแรงให้แก่ผมและทีมงาน โดยเจตนา

          เนื่องจากมีเวปไซต์มากกว่า19ล้านเวปไซต์ที่ใช้บริการของ Godaddy.com, Inc  

          ดังนั้น หากใช้ตรรกะเดียวของ Kittinun มากล่าวหา Hi-thaksin ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า Hi-thaksin มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับเวปไซต์อีก 19 ล้านเวปไซต์ ที่ใช้บริการของ Godaddy.com,Inc ด้วย  

          หาก 1 ในจำนวน 19 ล้านเวปไซต์ นี้ไปทำผิดกฎหมายข้อหนึ่งของใดของประเทศหนึ่งประเทศใด แปลความว่า Hi-thaksin ต้องรู้เห็นและเกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่

          (อ่านรายละเอียด :: ความสัมพันธ์ Hi-thaksin กับ Godaddy

          หากใช้ตรรกะดังที่ Kittinun และ "คมชัดลึก" เห็นว่าถูกต้องนี้ มากล่าวหา Hi-thaksin มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใน youtube ก็ต้องใช้ตรรกะเดียวกันนี้กับ เวปไซต์เนชั่น และหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ด้วยหรือไม่  หากบล็อกเกอร์คนใดคนหนึ่งของเนชั่น หรือ เวปไซต์ใดเวปไซต์หนึ่ง ที่ไปจดทะเบียนหรือใช้บริการจากบริษัทผู้ให้ บริการ เดียวกับ เวปไซต์เนชั่น ไปทำผิดกฎหมาย หมายความ เวปไซต์เนชั่น เกี่ยวข้องด้วย ใช่หรือไม่

          กระทั่ง หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หรือ สื่อเครือเดอะเนชั่น หากยอมรับตรรกะ นี้ ก็หมายความว่า หากคนใดคนหนึ่งในเครือเดอะเนชั่น ไปทำผิดฎหมาย ก็เท่ากับว่า เดอะเนชั่น ทำผิดกฎหมายด้วยใช่หรือไม่ 

          หากเนชั่น ยอมรับตรรกะการสร้างความสัมพันธ์เช่นว่านี้ กรณี พนักงานเนชั่น ไปลวนลาม กระทำอนาจารนักเรียนหญิงคนหนึ่ง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้พร้อมหลักฐาน คือกล้องถ่ายภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ เนชั่นจะอธิบายอย่างไร ว่า เครือเนชั่น ไม่เกี่ยว  ผู้บริหารเนชั่น ไม่เกี่ยว 

          ก็ในเมื่อ พนักงานคนที่ไปกระทำการลวนลาม อนาจารเด็กนักเรียน เป็นพนักงานที่เนชั่น พิจารณาคัดเลือกเข้ามาตามกฎเกณฑ์ของบริษัท ผู้บริหารเนชั่น รับรองและยอมรับว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี เป็นวิญญูชน มีสภาพจิตใจที่ดีไม่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ได้รับเกียรติอย่างสูง จากประชาชนทั่วไป และถืออภิสิทธิ์มากกว่าผู้ประกอบวิชาชีพสาขาอื่น

          การที่พนักงานคนนี้ ไปกระทำความผิดซึ่งเป็นความผิดที่น่ารังเกียจในสังคมไทย และสังคมโลก ผู้บริหารเนชั่น ในฐานะที่เป็นผู้รับรองและยอมรับว่าพนักงานคนนี้เป็นผู้มีความประพฤติดี อยู่ร่วมกับเครือเดอะเนชั่น ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง กับการที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดต่อมาตรฐาน และความประพฤติของพนักงานเครือเดอะเนชั่น 

          (http://hilight.kapook.com/view/9235)

          ไม่ว่าท่านจะใช้ตรรกะใดในการกล่าวหา หรือ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า Hi-thak sin มีความเกี่ยวข้องกับผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมก็ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง และขอเรียกร้องให้ "คมชัดลึก" หยุดพฤติกรรมการใช้เทคนิค "มือที่สาม" มากล่าวหา Hi-thaksin ตลอดจนผู้อื่น ให้ถูกสังคมตั้งข้อสงสัย มองด้วยสายตาคลางแคลงใจ  อันจะทำให้ได้รับความเสียหาย  อีกต่อไป

          วิธีการอ้างว่ามีบล็อกเกอร์ ชื่อ Kittinun เขียนข้อมูลมาให้นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการใช้ "มือที่สาม" กล่าวหาบุคคลอื่น เช่นนี้ ไม่ใช่พฤติกรรมของสุภาพบุรุษ รวมไปถึงสุภาพสตรี  หากแต่เป็นพฤติกรรมของพวกไม่กล้าสู้ซึ่งหน้า ชอบแทงคนข้างหลัง  ไม่แตกต่างจากเทคนิคของ นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร หัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัม พันธ์เชิงลึก ของคมช. ใช้กล่าวหาและทำลายความน่าเชื่อถือของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   ซึ่ง เป็นวิธีการที่ต้องแอบทำ เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

          การอ้างบล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun เขียนข้อความไว้ในบล็อก ในทำนองว่าได้ตรวจสอบพบความน่าจะเกี่ยวพันกันระหว่างผู้เผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ Hi-thaksin แล้วก็นำข้อมูลนั้นมาเสนอเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยต่อ Hi-thaksin  เพื่อที่ "คมชัดลึก" จะอ้างได้ในภายหลังหากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ว่าไม่ได้ตั้งข้อสงสัยเอง แต่เป็นบล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun เขียนมานั้น เป็นเทคนิคการทำข่าวแบบตื้นๆ ของนักข่าวเลวๆ  ที่กล้าใส่ร้ายคน  แต่ไม่กล้ายืดอกรับว่าเป็นผู้กระทำ 

         
ข้อความที่ บล็อกเกอร์ชื่อ Kittinun ส่งมานั้น (ถ้ามีตัวตนจริง) ก็เปรียบได้กับใบปลิว 1 แผ่น เท่านั้น ที่มีผู้อ่าน "คมชัดลึก" ส่งไปให้กองบรรณาธิการ  แล้วบรรณาธิการ ก็สั่งให้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทันที หลังจากอ่านจบ พบว่ามีข้อความที่ถูกใจตัวเอง  โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อความในใบปลิวนั้นมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือเพียงใด  ซึ่งผมคิดไม่ถึงว่ามาตรฐานการนำเสนอข่าวของ "คมชัดลึก" สื่อในเครือเดอะเนชั่น ที่นำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น จะต่ำเยี่ยงนี้ 

          หาก "คมชัดลึก" และ สื่อเครือเดอะเนชั่น ใช้วิธีการแสวงหาข้อมูล และใช้มาตรฐานการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ด้วยการหยิบใบปลิว 1 ใบ หรือ ข้อมูล ความเห็นของ บล็อกเกอร์ 1 คน ที่ส่งเข้าในกองบรรณาธิการ หรือ ในเวปไซต์เนชั่น  แล้วนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่น่าตื่นเต้น ราวกับพบหลักฐานการทุจริตของผู้บริหารประเทศ เช่นนี้ ก็ สมควรแล้วที่ยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในเครือเดอะเนชั่น ทุกฉบับ จะทรุดตัวลงจนเป็นที่วิตกกังวลของผู้บริหาร เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และผมเชื่อว่าจะทรุดต่ำลงอีก เนื่องจากสื่อเครือเดอะเนชั่น เลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างคณะรัฐประหาร  เพราะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มปากเต็มคำ จึง ทรยศต่ออุดมการณ์และวิญญาณเสรีของสื่อมวลชน รวมทั้งทรยศหักหลังต่อประชาชนผู้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

          แม้จะไม่กล่าวหากันชัดๆ เพียงแต่เสนอข้อมูลที่ทำให้ประชาชนสงสัยต่อความจงรักภักดีของ Hi-thaksin  ผมก็เข้าใจดีว่า เจตนาของ "คมชัดลึก" คืออะไร ? 

          "คมชัดลึก" ต้องการยัดเยียดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้กับ Hi-thaksin เพราะเชื่อว่าด้วยข้อหานี้เท่านั้น ที่จะหยุด Hi-thaksin ได้ และหากข่าวนี้ได้รับความสนใจจากกระทรวงไอซีที ที่กำลังเล่นงาน Youtube อยู่ Hi-thaksin ก็น่าจะถูกรวบติดร่างแหไปด้วย 

          ผมขอประณาม "คมชัดลึก" ว่าเป็นสื่อมวลชนที่ใช้วิธีการสกปรกที่สุด และน่าละอายที่ สุด ในการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ผู้อื่นจะได้รับ จากการนำเสนอที่เป็นเท็จของตนเอง 

          ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นับเนื่องเวลาติดต่อกันมานานกว่า 50 วัน ที่ตั้งใจมาทำหน้าที่เป็นสื่อให้แก่คนรักทักษิณ มาพูดคุยและให้กำลังใจแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  และได้พัฒนาเป็นสื่อเพื่อเปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่ง ที่สื่อมวลชนทั่วไปไม่ยอมนำเสนอ ให้ประชาชนได้รับทราบ  Hi-thaksin ไม่เคยนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ภาพ ที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ที่บังอาจกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยคิดที่จะกระทำการดังกล่าวด้วย

          ในฐานะคนไทย ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี ทีมงาน Hi-thaksin รู้ดีว่าเราควรจะปฏิบัติตนเช่นไร แม้จะไม่ใช่สื่อโดยอาชีพ แต่พวกเราทุกคนก็เคร่งครัดอย่างยิ่งต่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและภาพ ไม่ให้กระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์  ยิ่งกว่าสื่อมืออาชีพ อย่าง "คมชัดลึก" เสียอีก 

         
"คมชัดลึก" จำได้หรือไม่ว่า การถูกกล่าวหาว่า กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น เป็นความเจ็บปวดเพียงใด และเป็นความยุ่งยากลำบากใจเพียงใดที่จะต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่า ไม่ได้มีพฤติกรรม และเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          หากข้อกล่าวหาที่มาถึงตัว เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย ดังที่ท่านกล่าว หา Hi-thaksin ผมก็สามารถชี้แจงได้ไม่ยากนัก แม้จะรำคาญใจอยู่บ้างที่ถูกกล่าวหาด้วยความเท็จ

          แต่หากข้อกล่าวหาที่มาถึงตัว เป็นความจริง มีพยานหลักฐาน พยานบุคคลยืนยันได้ว่า กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงๆ ดังที่ "คมชัดลึก" กระทำ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549"  นอกจากจะเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจที่ต้องชี้แจงต่อสังคม ว่าเหตุใดจึงกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ยังมีความผิดตามกฎหมาย ที่จะต้องรับโทษ อีกด้วย

          ผมมั่นใจว่า Hi-thaksin ไม่เคยมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ มั่นใจว่า "คมชัดลึก" ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24-30 มีนาคม 2549 ได้ 

          หากไม่ได้รับความเมตตาจาก คณะรัฐประหาร ที่ใช้อำนาจเผด็จการสั่งการให้อัยการสูง สุดถอนฟ้องคดีที่ประชาชนทั่วประเทศ แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วันนี้ "คมชัดลึก" ก็ยังตกอยู่ในฐานะจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          
"คมชัดลึก" ยังจำได้หรือไม่ว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 พวกท่านได้ทำความผิดอุฉกรรจ์ขั้นร้ายแรงใดไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

         
"คมชัดลึก" ยังจำได้หรือไม่ว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549 พวกท่านได้ทำความผิดขั้นสูงสุดที่ไม่เคยมีใครในประเทศไทยกระทำมาก่อน อันเป็นเหตุให้ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ อดทนต่อพฤติกรรมของพวกท่านไม่ได้ ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับพวกท่าน ไว้ทั่วประเทศ 

          หาก "คมชัดลึก" ลืมไปหมดแล้ว ผมจะนำมาเรียบเรียงให้ได้รำลึกความผิดขั้นร้ายแรงที่พวกท่านได้กระทำไว้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งชาติ ดังนี้

          วันที่ 24 มีนาคม 2549 "คมชัดลึก" ซึ่งเป็นสื่อสนับสนุนขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเสนอข่าวคำสัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตอนหนึ่งว่า 

          "..เอ็ง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ส่งกฎหมายให้ในหลวงลงพระปรมาภิไธย พอพระองค์ท่านลงมาแล้ว เกิดความผิดพลาด นายกต้องลาออกแสดงความรับผิดชอบ ถ้าไม่ยอมลาออกต้องบอกประชาชนทั้งประเทศว่าให้………….ลาออก…"

          (ชมและฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่นี่)          

         
ประชาชนที่อ่านหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549  แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ในหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" 

          เอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" ที่ปรากฎอยู่ใน http://www.chupong/. com เปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่งของเหตุการณ์ทวงถามหาความจริงและผู้กระทำความผิดกรณี "คมชัดลึก-สนธิ ลิ้มทองกุล" หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกขยายผลจากสื่อมวลชนและเครือข่ายสื่อที่รวมหัวกันบิดเบือน จนกลายเป็นกรณี คาราวานคนจนปิดล้อมคมชัดลึก  และนำเสนอประเด็นคาราวานคนจน คุกคามสื่อ เป็นประเด็นใหญ่แทนประเด็น "คมชัดลึก -สนธิ ลิ้มทองกุล" หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  

          "คมชัดลึก" เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชนต่างๆ ในฐานะเพื่อนร่วมวิชาชีพให้เข้ามาช่วยเหลือ และขยายประเด็นคาราวานคนจนคุกคามสื่อ อย่างใหญ่โต และป้ายสีคาราวานคนจน จาก พสกนิกรผู้จงรักภักดี กลายเป็น กลุ่มมวลชนบ้าคลั่ง คุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน และสร้างกระแสกดดัน จนกระทั่ง แกนนำคาราวานคนจน 6 คนต้องตกเป็นผู้ต้องหาของ "คมชัดลึก" และถูกฟ้องเป็นจำเลย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลในขณะนี้

          "คมชัดลึก" ใช้เล่ห์เพทุบาย และความได้เปรียบทางการสื่อสาร ครอบครองเครื่องมือสื่อสารไว้ทั้งหมด บิดเบือนให้ประเด็นการทวงถามหาผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลายเป็นประเด็นคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน เพื่อหาแง่มุม "เอาตัวรอด" แต่ไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          "คมชัดลึก" สนใจแต่ตัวเอง ห่วงแต่ตัวเอง ไม่ได้สนใจและไม่ได้เดือดร้อนกับกรณีมีผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          นี่คือข้อกล่าวหาของผม

          "ความจริงจากคาราวานคนจน" เปิดเผยว่า สมาชิกคนหนึ่งของคาราวานคนจนอ่านพบข้อความนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" วันที่ 24 มีนาคม 2549 และได้โทรศัพท์ไปสอบถามที่กองบรรณาธิการหนังสือ พิมพ์คมชัดลึก ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่ พนักงานที่รับโทรศัพท์ตอบว่าข่าวที่คมชัดลึกนำเสนอทุกข่าว เป็นความจริง  เมื่อสมาชิกคาราวานคนจนสอบถามต่อว่า การให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือไม่  พนักงาน "คมชัดลึก" ตอบว่าและจะตรวจสอบดู ถ้าเข้าข่ายก็จะชี้แจงในวันรุ่งขึ้น (25 มีนาคม 2549) แล้วก็วางโทรศัพท์ทันที

เวลาผ่านไป 3 วัน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ไม่ได้ลงข้อความชี้แจงการให้สัมภาษณ์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แม้แต่คำเดียว ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่เคยมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปรากฎใน "คมชัดลึก" วันที่ 24 มีนาคม 2549 มาก่อน

วันที่ 27 มีนาคม 2549 คาราวานคนจนซึ่งชุมนุมสนับสนุนการเลือกตั้งอยู่ที่สวนจตุจักร จึงนำหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 24 มีนาคม 2549 ไปอ่านให้ประชาชนกว่าหมื่นคนที่มาฟังการอภิปราย ได้รับทราบ ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่ "คมชัดลึก" นำเสนอ สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนที่ได้ยินได้ฟังอย่างมาก และเรียกร้องให้ "คมชัดลึก" ยืนยันว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่

การชุมนุมและการอภิปรายของคาราวานคนจน เป็นไปโดยเปิดเผย มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ไทยทีวี 2 (เนชั่นแชแนล อยู่ไทยทีวี1) และมีผู้สื่อข่าวของ "คมชัดลึก" มารายงานข่าวการชุมนุมคาราวานคนจน ทุกวัน  ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ "คมชัดลึก" จะไม่ทราบว่าประชาชนจำนวนมากต้องการให้ "คมชัดลึก" ชี้แจงกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้น

          วันที่ 28 มีนาคม 2549  หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ซึ่งให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวของพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งมีเป้าหมายขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  เช่นเดียวกับสื่อเครือเนชั่น ทั้งหมด ก็ยังไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ กับการนำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่มีคำชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น เป็นวันที่ 4 หลังจากที่นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          อ่านความคิดของผู้บริหารเนชั่น และคมชัดลึก ตามประสา"ประดาบ" ก็ต้องบอกว่า เหตุที่ "คมชัดลึก" ไม่ชี้แจงใดๆ ต่อกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่เกิดขึ้น น่าจะมีเหตุผล 3 ประการ คือ

          1. ต้องการให้เรื่องเงียบไปเอง (ทั้งๆ ที่เป็นความผิดอุฉกรรจ์ และเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งประเทศ)

          2. ไม่ต้องการทำลายน้ำหนัก ความน่าเชื่อถือของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยเกรงหากมีการดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้ว การชุมนุมขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่ง คมชัดลึก และเครือเนชั่น สนับสนุนอยู่ จะอ่อนกำลัง และขับไล่ไม่สำเร็จ

          3. ประเมินพลังประชาชนผิดพลาด คิดว่าประชาชนไม่สนใจอย่างจริงจัง ต่อกรณีที่ผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          เมื่อประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จึงตัดสินใจผิดพลาด และกระทำผิดพลาด จนนำมาสู่เหตุการณ์ที่มีพลังประชาชน นำโดย คาราวานคนจน ไปร่วมชุมนุมทวงถามความจริง กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในวันที่ 28 มีนาคม 2549 หลังจากที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว 4 วัน

          คำตอบจากนายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ที่มีต่อประชาชนผู้จงรักภักดีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ก็คือ..

          "ยอมรับในความผิดพลาดและขอรับผิดชอบในทุกกรณี พร้อมทั้งจะขอตรวจสอบก่อน และยังยืนยันว่าพนักงานทุกคนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกับคนไทยทุกคน โดยจะชี้แจงให้สาธารณชนทราบภายในวันที่ 30 มีนาคม"

          คำชี้แจงของนายก่อเขต ทำให้กลุ่มประชาชนผู้จงระกภักดี และคาราวานคนจน พอใจ ก่อนจะสลายตัวกลับไป

          "คม ชัด ลึก" ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยว่า ตามที่หนังสือ พิมพ์ "คม ชัด ลึก" ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549 ได้ตีพิมพ์ข้อความอันทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท กองบรรณาธิการขอแถลงต่อเพื่อนสื่อมวลชนดังนี้

           1.กองบรรณาธิการฯ ขออภัยต่อประชาชนชาวไทยที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจอันเกิดจากการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว 

           2.กองบรรณาธิการฯ ขอยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของกองบรรณาธิการฯ และขอรับผิดชอบในความผิดพลาดทุกกรณี

           3. การตีพิมพ์ข้อความดังกล่าวเป็นการนำคำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาลงโดยไม่ครบถ้วน อันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อจนทำให้เกิดความเข้าใจว่าข้อความดังกล่าวทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 

         4. ได้ตีพิมพ์ข้อความขอพระราชทานอภัยโทษในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ในฉบับที่เผยแพร่ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2549 พร้อมทั้งจะยื่นหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษแก่สำนักราชเลขาธิการ (อ่าน ข้อความขอพระราชทานอภัยโทษ ของคมชัดลึก ที่นี่) 

            5. กองบรรณาธิการฯ ขอยืนยันว่ามีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าว ตลอดจนความคิดเห็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้ามาโดยตลอด และจะดำรงไว้ซึ่งความมุ่งหมายนี้ตลอดไป 

          วันที่ 29 มีนาคม 2549 ในช่วงเช้า "คมชัดลึก" ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้กับกลุ่มประชาชนผู้จงรักภักดี และคาราวานคนจน ทุกประการ มีการลงข้อความชี้แจงกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่าเกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ และนำเสนอข้อความขอพระราช ทานอภัยโทษ ต่อการกระทำความผิดที่ได้กระทำไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549

          คำชี้แจงของ "คมชัดลึก" แปลความได้ว่า 

          1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ให้สัมภาษณ์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          2. "คมชัดลึก" รายงานผิดพลาด ทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล           กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

             3. "คมชัดลึก" ขอกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ในฐานะผู้นำเสนอข้อความ

          หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เอง  เนื่องจากไม่ใช่การกระทำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

          4. ขอโทษประชาชน ที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และเข้าใจผิดต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล

          แถลงการณ์ของ "คมชัดลึก" ทำให้ ประชาชนผู้จงรักภักดี และคาราวานคนจน พึงพอใจ บรรยากาศที่ตึงเครียด เริ่มดีขึ้น ทุกคนเข้าใจได้ว่าการทำงานที่รีบเร่งเช่นหนังสือพิมพ์รายวัน ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ 

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะออกแถลงการณ์ 5 ข้อ และได้ขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว แต่ นัดหมายระหว่าง "คมชัดลึก" กับ ประชาชนผู้จงรักภักดีและคาราวานคนจน ที่ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ กำหนดไว้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ว่าจะชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น และตอบคำถามว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์จริงหรือไม่  ยังไม่ถูกยกเลิก

          "ความจริงจากคาราวานคนจน" บอกว่า ช่วงบ่ายวันที่ 29 มีนาคม 2549 พวกเขาได้รับวีซีดีจากประชาชนผู้จงรักภักดี 1 แผ่น ระบุว่าเป็นการบันทึกภาพและเสียงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ตามที่ "คมชัดลึก" ตีพิมพ์ จริงทุกถ้อยคำ 

          เมื่อแกนนำคาราวานคนจน เปิดวีซีดีที่ได้รับมา จึงประจักษณ์แก่สายตาตัวเอง และได้ยินกับหูตัวเอง ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพ จริง และ"คมชัดลึก" ก็นำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดจริง ทุกถ้อยคำ 

          ไม่มีความผิดพลาดในการรายงานข่าวของ "คมชัดลึก" 

          แต่มีความผิดพลาดในการชี้แจงประชาชน ว่า "คมชัดลึก"รายงานข่าวผิดพลาด ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  

          มีความผิดพลาด ที่บอกว่านำเสนอคำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ครบถ้วน แต่ความจริงแล้ว เป็นการนำเสนอที่ครบถ้วนทุกถ้อยคำ ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว

        ความผิดพลาดที่สำคัญ และอุฉกรรจ์ที่สุด ก็คือ "คมชัดลึก" กราบทูลข้อความอันเป็นเท็จ ในการกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ 

          เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงที่ยากจะให้อภัยได้

          และจนถึงวันนี้ นาทีนี้ ก็ยังไม่มีหนังสือพระราชทานอภัยโทษ ให้หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ตามที่ได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ไป

         ผู้บริหาร "คมชัดลึก" ต้องตอบคำถามให้ประชาชนให้กระจ่างว่า

          1. มีเหตุผลอะไรจึงกราบทูลข้อความอันเป็นเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ

          2. มีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร ในการกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ 

        3. "คมชัดลึก" มีมุมมองอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงกราบทูลข้อความอันเป็นเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ

        4. คำยืนยันของ "คมชัดลึก" ที่ว่าปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าว ตลอดจนความคิดเห็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้ามาโดยตลอด และจะดำรงไว้ซึ่งความมุ่งหมายนี้ตลอดไป เป็นจริงหรือเท็จ เมื่อตรวจสอบจากพฤติกรรม "คมชัดลึก" ในกรณีนี้

         5. จนถึงขณะนี้ "คมชัดลึก" สำนึกต่อการกระทำความผิดของตนเองหรือยัง  

         6. เมื่อความจริงปรากฎต่อประชาชนทั่วประเทศ และทั่วโลก แล้ว ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  "คมชัดลึก"  ได้กราบทูลถวายความจริงต่อพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่  และได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ หรือไม่ที่บังอาจกราบทูลความอันเป็นเท็จ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549

         7. "คมชัดลึก" ชี้แจงได้หรือไม่ เหตุใดจึงต้องปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้พ้นความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และรับความผิดไว้แทน จนกระทั่งต้องกราบทูลเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่มีเคยมีมาก่อนในประวัติการขอพระราช ทานอภัยโทษ ว่าผู้ขอพระราชทานอภัยโทษ ใช้ข้อความอันเป็นเท็จ

         8. ปัจจุบันนี้ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ ก็ยังมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก  หัวหน้าข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ ก็ยังคงเป็นหัวหน้าข่าว และนักข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ ก็ยังคงเป็นนักข่าวการเมืองของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก  การแถลงว่าได้ลงโทษพนักงานทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ เป็นความจริงใจ หรือ การตอบเพื่อเอาตัวรอด 

         ระหว่างที่รอให้ "คมชัดลึก" ตอบ ซึ่งผมไม่คาดหวังว่าท่านจะตอบ  ย้อนกลับมาดู "ความจริงจากคาราวานคนจน" กันต่อครับ

           หลังจากที่ได้ชมวีซีดีที่เป็นหลักฐานยืนยันว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล บังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้ว  บรรยากาศในที่ประชุมแกนนำคาราวานคนจน ก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เพราะถูกหลอก และคาดไม่ถึงว่าหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เลือกที่จะปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้กระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มากกว่าที่จะปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  อีกทั้งปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการนำนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล  แต่กลับนำตัวเองออกมารับแทน

          อ่านเอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" ถึงตรงนี้

          ผมขอตั้งสงสัยว่าระหว่าง "คมชัดลึก" กับ ขบวนการนายสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์ระดับลึกซึ้งยิ่งนัก 

          "คมชัดลึก" จึงต้องออกมาใช้ตัวเองบัง "กระสุน" ให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล

          ปริศนานี้ ไม่มีใครตอบได้ เว้นแต่ "คมชัดลึก"  

          คำบอกเล่าในเอกสาร "ความจริงจากคาราวานคนจน" มีต่อไปว่าการเคลื่อนขบวนประชา ชนผู้จงรักภักดี และ คาราวานคนจนจากสวนจตุจักร มุ่งหน้าถนนบางนา-ตราด หลักกิโลเมตรที่ 4.5 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในวันที่ 30 มีนาคม 2549 ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ จึงออกตัวด้วยความรู้สึกในใจของแกนนำคาราวานคนจนที่ไม่สู้จะดีนักกับ "คมชัดลึก" 

        ก่อนที่ขบวนของคาราวานคนจนและประชาชนผู้จงระกภักดี จะออกจากสวนจตุจักร ผู้บริหารเครือเดอะเนชั่น และ "คมชัดลึก" ได้เรียกประชุมด่วน เมื่อกลางดึกวันที่ 29 มีนาคม 2549 (อาจจะระแคะระคายว่า คาราวานคนจนมีหลักฐานอยู่ในมือแล้ว :ประดาบ)   และได้ข้อยุติตอนรุ่งสางของวันที่ 30 มีนาคม 2549  

          ผู้บริหารเครือเดอะเนชั่น และ คมชัดลึก แถลงข่าวเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 30 มีนาคม 2549  ว่า

          กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" ขอประกาศให้ทราบว่า ตามที่หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับประจำวันที่ 24 มีนาคม 2549 ได้ตีพิมพ์ข้อความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จากนั้นกองบรรณาธิการฯ ได้ประกาศยอมรับความผิดพลาด ขอพระราชทานอภัยโทษผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ และกราบบังคมทูลถวายหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการไปแล้ว 

          นอกจากนี้ นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ บรรณาธิการ ได้ยื่นใบลาออกจากตำ แหน่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และภายในวันเดียวกันได้มีคำสั่งให้หัวหน้าข่าวที่เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่งเพื่อรอการพิจารณาลงโทษ

          เพื่อแสดงความสำนึกผิดและแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น กองบรรณาธิการฯจึงตัดสินใจงดการตีพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" เป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549
            
            (ฟังและชมบรรณาธิการคมชัดลึก แถลงข่าวที่นี่)

          กว่าข่าวดังกล่าวจะมาถึง คาราวานคนจนก็เคลื่อนขบวนออกจากสวนจตุจักร แล้ว 

        เคลื่อนขบวนไปทวงถามความจริง ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงหรือไม่ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า "จริง"

        เคลื่อนขบวนไปเพื่อทดสอบมาตรฐาน อุดมการณ์ จริยธรรม ของ "คมชัดลึก" 

          สำคัญที่สุด ..

        เคลื่อนขบวนไปเพื่อถามหาความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จาก "คม ชัดลึก"

           ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะมาหยุด มาห้ามการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของประชาชนชาวไทย และคาราวานคนจนผู้จงรักภักดี ได้

         แต่ด้วยความซื่อของคนที่มีการศึกษาน้อย ใช้ชีวิตอยู่ในชนบทมากกว่าเมืองหลวง และด้วยอาชีพเกษตรกร จึงสัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้า วัวควาย มากกว่าที่สัมผัสกับผู้คน เช่นผู้ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน แกนนำคาราวานคนจน 6 คน จึงตกหลงไปในหลุมพรางที่ "คมชัดลึก" ขุดล่อไว้ 

          จากพสกนิกรผู้จงรักภักดี ไปทำหน้าที่เพื่อปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องกลายเป็นผู้ต้องหาคุกคามสิทธิเสรีภาสพสื่อมวลชน ที่นำเสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่ไยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          การทวงถามหาความจริงทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว จากผู้ที่โกหกหน้าตายและแนบเนียนต้องนับเป็นความอดทนที่น่ายกย่องของ 6 แกนนำคาราวานคนจน  ที่มีต่อ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล นายเฉลียว คงตุก  3 ผู้บริหาร "คมชัดลึก"  ซึ่งสวมบทนักโกหกได้เนียนราวกับเป็นมืออาชีพด้านการโกหก มากกว่ามืออาชีพด้านการนำเสนอความจริง 

          ผมจำได้ถึง อุณหภูมิของฤดูร้อน ปี 2549 ที่ทั้งร้อนแดดเดือนมีนาคม  ร้อนการเมืองที่ใกล้แตกหัก สำหรับ6แกนนำคาราวานคนจนต้องเพิ่มร้อนใจที่ต้องทนฟังคำโกหกของผู้ไม่จงรักภักดี เข้าไปอีก ทำให้บรรยากาศการทวงถามความจริงที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ยากต่อการควบคุมอีกต่อไป เมื่อมีการแทรกแซงจาก "มือที่สาม" ที่เข้ามาทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก  

          "คมชัดลึก" ยืนกระต่ายขาเดียว ว่า เป็นความผิดพลาดของ "คมชัดลึก"  ไม่ใช่ความ ผิดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล  จนกระทั่ง 6 แกนนำคาราวานคนจน หมดความอดทน และนำไปสู่การเปิดวีซีดีซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญมัดนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  และ มัด "คมชัดลึก" กราบทูลข้อความอันเป็นเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ โกหกต่อประชาชน

          เมื่อจำนนต่อพยานหลักฐาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเทปบันทึกเสียงของนักข่าว เนชั่น ร่วมสัมภาษณ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ด้วย ผู้บริหาร "คมชัดลึก" จึงยินยอมร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วม หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กับ คาราวานคนจน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้…. 

          ตัวแทนคาราวานคนจนประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดี และตัวแทนกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยุติปัญหา อันเนื่องมาจากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549 หน้า 18 ได้ลงตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อันสร้างความไม่สบายใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีข้อตกลงดังนี้

          1.หนังสือพิมพ์คมชัดลึกและผู้สื่อข่าวซึ่งรายงานข่าวนี้ ได้ยืนยันว่าข้อความที่ลงตี พิมพ์นั้นตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จริง

          2.เพื่อแสดงความสำนึกและความรับผิดชอบในการนำเสนอข่าวนี้ กองบรรณาธิการคมชัดลึก จะปิดตัวเองเป็นเวลาทั้งสิ้น 5 วัน ประกอบด้วย วันที่ 31 มีนาคม , วันที่ 1 , 2 , 8 และ 9 เมษายน 2549

        ทั้งนี้จะเปิดทำการวันแรกฉบับวันที่ 3 เมษายน ซึ่งคมชัดลึกจะเสนอข่าวและภาพกลุ่มคาราวานคนจนและประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีที่ได้มาแสดงความห่วงใยและความจงรักภักดี ณ สำนักงานคมชัดลึก ไว้ที่หน้า 1 รวมทั้งเผยแพร่ข่าวนี้ไปสู่สื่อมวลชนทุกแขนง

          ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2549

          นายคำตา แคนบุญจัน
          นายอรรถฤทธิ์ สิงห์ลอ
          นายชินวัฒน์ หาบุญพาด
          นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน
          นายสำเริง อคิษะ
          นายธนวิชญ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
        นายประเสริฐ ศรีสืบ    ตัวแทน "คมชัดลึก"
        นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล  ตัวแทน "คมชัดลึก"
        นายภาคภูมิ เตมะสิริ   ตัวแทน "คมชัดลึก"
       
          ในที่สุด "คมชัดลึก" ก็ยอมรับว่านำเสนอข่าวตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ จริง 

          (ชมและฟัง ตัวแทน "คมชัดลึก" สารภาพ)

          เพียงเท่านี้เองที่ คาราวานคนจนและประชาชนผู้จงระกภักดีทั่วประเทศ ต้องการทราบ  เพื่อจะนำตัวคนผิดมาลงโทษ นำตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บังอาจกล่าวถ้อยคำ "ให้……….ลาออก" มาลงโทษตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

          แต่เพียงเท่านี้เอง ก็ทำให้ "คมชัดลึก" ที่บังอาจกราบทูลเท็จในการขอพระราชทานอภัยโทษ ตกที่นั่งลำบากทันที เนื่องจาก ได้กระทำความผิดที่สอง (กราบทูลเท็จ) ซ้อนการกระทำความผิดที่หนึ่ง (เสนอข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) และ คดียังมีอายุความอยู่ 

          ถึงแม้ว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะได้รับความเมตตาจากคณะรัฐประหาร สั่งการให้อัยการถอนฟ้อง ทั้งๆ ที่สั่งฟ้องไปแล้ว ด้วยเหตุเพื่อความ "สมานฉันท์" 

แต่กรณีกราบทูลเท็จ ซึ่งเป็นความผิดเช่นเดียวกัน ยังไม่มีผู้แจ้งความดำเนินคดี สามารถนำมาแจ้งความกล่าวโทษร้องทุกข์  เพื่อนำ "คมชัดลึก" มาลงโทษในฐานะผู้กราบทูลเท็จ ได้อีก ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่ต้องคำนึงความสมานฉันท์ กับใคร

          ผมไปตรวจสอบข่าวย้อนหลังช่วงวันที่ 29-31 มีนาคม 2549 พบกับความน่าประหลาดใจที่สื่อมวลชน เพื่อนร่วมวิชาชีพของ "คมชัดลึก"  นำเสนอข่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ "คมชัดลึก" เป็นข่าวเล็กๆ ทั้งๆ เป็นความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเมินเฉยที่จะกล่าวถึงกรณีกราบทูลเท็จ ของ "คมชัดลึก" ที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้ากระทำมาก่อน 

          ตรงกันข้าม  สื่อสารมวลชนทั้งหมด กลับนำเสนอข่าวคาราวานคนจนปิดล้อมคมชัดลึก คุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน อย่างใหญ่โต และจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว รณรงค์ ประท้วง ประณาม คาราวานคนจน และประชาชนผู้จงรักภักดี พร้อมทั้งนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญ ยิ่งกว่าข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียอีก

          หากประมวลวิเคราะห์ จากการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนทั้งหมดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 -31 มีนาคม 2549  ก็จะประจักษ์ได้ว่ามุมมองของสื่อมวลชน ต่อเหตุการณ์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ เหตุการณ์คาราวานคนจนทวงถามความจริงจากคมชัดลึก คือ 

            1. เห็น "คมชัดลึก" สำคัญกว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์

          2. เจ็บร้อนและมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ "คมชัดลึก" ถูกคาราวานคนจนปิดล้อม มากกว่า  เหตุการณ์ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ถูกก้าวล่วงละเมิดจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล 

          3. ร่วมกันปกป้องผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และลงโทษกล่าวประณามผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

          4. ละเลย เพิกเฉยที่จะเรียกร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล หยุดก้าวล่วงละเมิดสถาบัน พระมหากษัตริย์ แต่กลับเรียกร้อง รณรงค์ ต่อต้านคาราวานคนจน หยุดคุกคามสื่อ 

          5. ละเว้นที่จะตรวจสอบ เสาะแสวงหาความจริงมาเปิดเผยกับประชาชน ถึงเหตุที่คารา วานคนจนต้องไปทวงถามความจริงจากคมชัดลึก  แต่กลับเสาะแสวงหาและกล่าว หาว่าคาราวานคนจนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 

         เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ "แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน" ใช่หรือไม่

           แต่ก็ควรจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง หาก "แมลงวัน" บางตัว กระทำการอันเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่อ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  เช่นแมลงวันที่ชื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล" 

          ตรวจสอบลึกลงไปในองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากในขณะนั้น ก็หายสงสัยว่าทำไมแมลงวันจึงไม่ตอมแมลงวันที่ชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล  

          การออกมาขับเคลื่อนขององค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ต่อกรณีคาราวานคนจนและคมชัดลึก กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในขณะนั้น  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะ นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน มีตำแหน่งเป็นถึงอุปนายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  และ ปัจจุบันนี้ ได้ขยับขึ้นมาเป็น นายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นตัวจักรสำคัญในการเคลื่อนไหว เมื่อเดือนมีนาคม 2549 

          ดังนั้นอย่าได้แปลกใจอีก หากว่าในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รวมถึงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ไปรับใช้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ ขบวนการพันธมิตรฯ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกครั้ง 

          เนื่องเพราะสมาชิกแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ยอมรับที่จะอยู่ใต้การนำของนายสุวัฒฬน์ ทองธนากุล ลูกจ้างทาสเงินของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เสียแล้ว

          หลังเหตุการณ์คาราวานคนจนทวงถามความจริงจาก "คมชัดลึก" จบลง  

          "คมชัดลึก" ก็หักหลังคาราวานคนจน และฉีกข้อตกลงร่วมทิ้งทันที ด้วยการเกณฑ์พนักงานกว่า 200 คน เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ 6 แกนนำคาราวานคนจน ที่ร่วมลงชื่อในบันทึกข้อตกลงร่วม  และ นำเสนอข่าวโจมตีกล่าวหาให้ร้าย แกนนำคาราวานคนจนมาโดยตลอด อีกทั้งยั้งสร้างกระแสกดดันจนกระทั่ง อัยการต้องสั่งฟ้อง 6 แกนนำคาราวานคนจน แต่ถอนฟ้อง "คมชัดลึก" และ นายนสนธิ ลิ้มทองกุล

          นี่คือ ผลแห่งการปกป้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ 6 แกนนำคาราวานคนจน ได้รับ  

       แต่ ผู้กระทำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ กราบทูลเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว อย่าง
"คมชัดลึก"  และ ต้นสังกัดคือ เครือเดอะเนชั่น ได้รับผลตอบแทนดังนี้

          1.  ถอนฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

          2.  โอกาสในการทำธุรกิจ จากรายการโทรทัศน์ 8 รายการ ได้แก่

                                       รายการของเครือเดอะเนชั่นทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ

     รายการ                              วันออกอากาศ        เวลาออกอากาศ          สถานีโทรทัศน์ 
1. เรื่องเด่นเย็นนี้                          จันทร์-ศุกร์             17.30 -18.30                           3 
2. สยามเช้านี้                               จันทร์-ศุกร์             06.15-07.25                            5 
3. จมูกมด                                     จันทร์-ศุกร์             06.30 -07.15                           7 
4. จุดชนวนความคิด                     อังคาร                   23.00-24.00                            9 
5. ข่าวข้นคนข่าว                          จันทร์ – ศุกร์           21.30 – 22.00                          9 
6. E-life E-business                    จันทร์ – ศุกร์          10.30 – 11.00                           9 
7. ชีพจรโลก กับสุทธิชัย หุย่น       จันทร์                    22.00 -23.00                           9 
8. ชีพจรโลกวันนี้                           จันทร์ – ศุกร์          08.00 น. – 08.15                     9
 

             คงจะไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวหาว่า รายการโทรทัศน์ทั้ง 8 รายการที่ เนชั่น เข้าไปมีส่วนร่วมทั้งการผลิต การนำเสนอ และการหารายได้ นี้ คือ ผลตอบแทนจากการที่เครือเดอะเนชั่น ได้เข้าร่วมกับขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 

           แน่นอนว่า คนทำงาน ย่อมต้องได้รับผลตอบแทน  

           ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนทำงาน   

           แต่ที่แปลกก็คือ จนถึงวันนี้ สื่อเครือเดอะเนชั่น ยังกล้าที่จะพูดถึงอุดมการณ์ และจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ดี  โดยยกตัวเองเป็นตัวอย่าง  

            เมื่อเลือกที่จะรับใช้ และหาประโยชน์จากคณะรัฐประหาร 

            เมื่อเลือกที่จะยืนเคียงข้างผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ  ทำลายระบอบประชาธิปไตย  ขัดขวางการเลือกตั้ง ลิดรอนสิทธิประชาชน ปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด ความเห็น การแสดงออกของประชาชนแล้ว 

            "คมชัดลึก" และ เครือเดอะเนชั่น ก็ควรจะเลิกอวดอ้างความเป็นสื่อที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เสียที

            อย่าใช้คำว่า "สิทธิเสรีภาพของสื่อ คือสิทธิเสรีภาพประชาชน" ไปเป็นน้ำยาบ้วนปากให้ตัวเองอีกเลยครับ

            สำหรับเรื่อง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หากยังมีข้อสงสัยว่าระหว่าง "คมชัดลึก" เครือเดอะเนชั่น กับ ผมและทีมงาน Hi-thaksin  ใคร "จริง" ใคร "จอมปลอม" ก็ลองมาถกกันดูอีกสักยกก็ได้นะครับ

            แต่ขอความกรุณา นำพยาน หลักฐาน ที่หนักแน่น และชัดเจน มานำเสนอด้วย ไม่ใช่ กล่าวหากันแบบนั่งเทียนเช่นในครั้งนี้ 

            ไม่สมราคากับคำประกาศตนเป็น "สื่อมืออาชีพ"  เลยครับ

            ปล. ข่าวบล็อกเกอร์
Kittinun พลอยทำให้ บล็อกเกอร์ สุทธิชัย หยุ่น เสียหายไปด้วยเลย  เพราะไปร่วมอยู่ในสังคมเดียวกับพวกนั่งเทียนเขียนข้อมูล 

เปิดโครงข่าย’เชียรช่วง’แอนด์เดอะแก๊งค์

พฤษภาคม 13, 2008

เปิดโครงข่ายแก๊งค์เชียรช่วง

          กระชากหน้ากากโครงข่ายดร.เชียรช่วง แอนด์เดอะแก๊งค์ ลิ่วล้อคมช. ทั้งนักการเมืองเปลี่ยนสี วิญญูชนจอมปลอม นักวิชาการในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ร่วมขบวนการ"ฝนตกขี้หมูไหล คน…. มาพบกัน" เพื่อทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

          ทุกท่านคงได้เห็นเอกสาร "ลับมาก" ซึ่งเป็น หนังสืออนุมัติจ้างทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก ของดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ลูกพี่ลูกน้องของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นเงิน 12,000,000 บาท ซึ่งลงนามอนุมัติโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะ ผบ.ทบ. และประธานคมช. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 กันแบบจะๆ ไปแล้ว

          รวมถึงแผนการ และผลการปฏิบัติการของกลุ่มงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกและเชิงลึก ของดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งมีแผนการทำงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย

          1. การปฏิบัติการเชิงรุก และผลงานที่เป็นที่ประจักษ์แล้วก็คือ"ดำเนินการถือป้ายประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550" ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลและคมช. จะหาข้อแก้ตัวกับประเทศสิงค์โปร์อย่างไร

          2. การตอบโต้ ใช้ทั้งสื่อวิทยุเครือข่ายกองทัพบก และ อ.ส.ม.ท. สื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์ รวมไปถึงการจัดทีมงานประจำไปโพสต่อต้านหรือตอบโต้ข้อความที่พาดพิงถึง ในเวปไซต์ต่างๆ

          3. ด้านการต่างประเทศ มีการติดต่อกับบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ ชื่อ ซาชิ ซาช

          4. งานเสริมสร้างภาพลักษณ์

          5. งานอื่นๆ

          หลังจากเอกสารที่"ท่านพันเอก" ส่งมาให้ทีมงานเวบไซต์ Hi-thaksin.org และเราได้เผยแพร่เอกสารชิ้นดังกล่าวสู่สายตาสาธารณะชน อาจทำให้ท่านพันเอก ตกเป็นผู้ร้ายในสายตา คมช. แต่ท่านคือ วีรบุรุษ ในสายตาของคนไทยกว่าครึ่งค่อนประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องยกหางตัวเองเหมือนกับใครบางคน

          ต้องยอมรับว่าเอกสารชิ้นดังกล่าวของท่านผู้พัน ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับประชาชนอย่างคาดไม่ถึง เพราะในรายละเอียดของเอกสาร ได้ประจานความชั่วช้าสามานย์ อันเป็นตัวตนที่แท้จริงของคมช. และ ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตรแอนด์เดอะแก๊งค์ ได้เป็นอย่างดี

          ซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า นอกจากคมช. จะใช้กระบวนการตามกฎหมายที่ตัวเองลบด้วยฝ่าเท้า ตามล้างตามเช็ด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว และยังใช้ ขบวนการใต้ดิน ซึ่งเป็นวิธีที่สกปรกโสโครกมาทำลายอีก

          และเอกสารชิ้นที่ทุกท่านได้รับชมไปแล้วนั้น คงจะทำให้คนในคมช. โดยเฉพาะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร วีรบุรุษที่สร้างตำนานใหม่ ด้วยประโยคเด็ด "..นี่อุตส่าห์เมตตา เว้นโทษตาย ให้ตั้งหลายคนแล้วนะ.." รวมถึงดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ร้อนเป็นไฟ

          วันนี้ Hi-thaksin.org มีเอกสารที่เราได้รับมาจากท่านพันเอก ไว้ในมืออีก 1 ชุด ซึ่งเป็นเอกสารเพิ่มเติม จากชุดที่นำเสนอไปแล้ว แม้จะไม่อาจจะทำให้อุณหภูมิร้อนของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เพิ่มขึ้น แต่คงทำให้บุคคลที่มีรายชื่อปรากฏในเอกสารชุดใหม่ ร้อนไม่แพ้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นแน่

          เอกสารที่ว่านี้ เป็นผังโครงสร้างการบริหารงานของขบวนการดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร พร้อมทั้งรายชื่อแก๊งค์ หรือเครือข่ายร่วมขบวนการ ทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งแบ่งเป็น 10 กลุ่มด้วยกัน มีทั้งนักการเมือง นักวิชาการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนมาก ร่วม 100 คน พร้อมด้วยเลขหมายโทรศัพท์เพื่อใช้ติดต่อประสานงานอย่างชัดเจน

          และวันนี้เราพร้อมแล้วที่จะมากระชากหน้ากาก โครงข่ายคมช. ซึ่งเป็นพวกวิญญูชนจอมปลอม ทั้งหลาย ที่อยู่ในทีมงานของ ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร แอนด์เดอะแก๊งค์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักวิชาการ นักการเมืองและเอ็นจีโอ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

          เริ่มด้วยวิญญูชนจอมปลอม เช่น ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์, ดร.โสภณ สุภาพงษ์, ดร.ณรงค์ โชควัฒนา, นายไพศาล พืชมงคล, ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, นายสมเกียรติ โอสถสภา นอกจากนี้ยังมีวิญญูชนจอมปลอม ที่แฝงตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวะต่างๆ อีกจำนวนมาก(ดูรายชื่อในเอกสาร)

          รวมทั้งการประสานงานกับดร.พรชัย บุษยาสกุล เพื่อ จัดฉาก ทำโพลล์ เพื่อสร้างภาพให้กับรัฐบาล และลดความน่าเชื่อถือเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อป้ายความผิดในเรื่องต่างๆ ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

          นอกจากนี้ ยังปรากฏชื่ออดีตรัฐมนตรีเปลี่ยนสี ที่เคยใกล้ชิดและอยู่ร่วมรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แปรพักตร์ไปอยู่กับนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกรัฐมนตรี

          รวมถึงนักการเมืองฟากตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายกอปศักดิ์ สภาวสุ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เข้าร่วมเป็นคณะทำงานของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ด้วย

          เห็นรายชื่อรองหัวหน้าพรรคชาติไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่ต้องคาดเดาก็พอจะเห็นภาพอนาคตการเมืองไทยได้ว่า จะมีพรรคการเมืองใดบ้างที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล และเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกับคมช.หากแผนทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สำเร็จลุล่วงตามเป้าประสงค์ที่วางไว้

          วันนี้เราได้กระชากหน้ากาก ขบวนการชั่วช้าสามานย์ของกลุ่มคนที่ทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เห็นกันแล้ว

          ท่านผู้อ่านเชิญ รับชมเอกสาร และวิจารณ์ ขบวนการชั่วช้าสามานย์ ทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งคมช.นักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักการเมือง มารวมตัวกัน ประเภทฝนตกขี้หมูไหล อะไรจะเกิดขึ้น…?

Hi-thaksin ประณาม Youtube จี้รัฐบาลดำเนินคดีถึงที่สุด

พฤษภาคม 13, 2008

ต่อกรณีการเผยแพร่ภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บนเวปไซต์ http://www.youtube.com  และ รัฐบาลไทยได้ตอบโต้ youtube จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ตามที่ทราบแล้วนั้น 

          Hi-thaksin ขอร่วมประณาม www.youtube.com และผู้เกี่ยวข้องกับเวปไซต์ชื่อดังก้องโลกเวปนี้  ว่าเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นที่รังเกียจ และเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ไม่เป็นที่ยินดีต้อนรับของประชาชนชาวไทย และราชอาณาจักรไทย

           ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลไทยที่นำโดยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐ มนตรี ได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในฐานะผู้แทนประชาชนชาวไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน  ให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนไทยทั้งประเทศ และชาวต่างชาติทั่วโลก

         ผมขอปรบมือให้กับดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่า การกระทรวงไอซีที ที่ใช้ความกล้าหาญในการสกัดกั้นเวปไซต์ youtube  ไม่ให้เข้ามาแพร่ข้อมูลข่าวสารได้ตาม ปกติ ในประเทศไทย  โดยไม่ต้องสนใจว่าคนทั่วโลก จะมีปฏิกิริยาเช่นไร 

          ผมเห็นด้วยว่า หาก youtube ไม่ยินยอมที่จะปฏิบัติตามคำร้องขอของรัฐบาลไทย ในฐานะตัวแทนประชาชนชาวไทย ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คนไทยจะต้องเปิดรับข้อมูลข่าวสารจาก youtube อีกต่อไป และต้องจัดความสัมพันธ์กับ youtube ใหม่ ในฐานะผู้มีเจตนาร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทย และประชาชนคนไทย 

          ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ทุกคนพร้อมจะเปิดเผย และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันทั้งโลกเช่นทุกวันนี้ คนไทยทั้งชาติ คงจะไม่โง่ และก้าวตามโลกไม่ทัน เพียงเพราะว่าเข้าไปดูข้อมูลข่าวสารและภาพ ใน youtube ไม่ได้  

          พ่อใคร ใครก็รัก และไม่อยากให้ผู้อื่นมาดูถูก ดูหมิ่น และทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ 

          แต่ youtube กระทำในสิ่งที่เป็นการดูถูก ดูหมิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เปรียบเสมือนพ่อของคนไทยทั้งชาติ  

          จึงเป็นการกระทำที่ผมไม่สามารถที่จะอภัยให้ได้ และไม่สามารถที่จะคบหา youtube ในฐานะมิตรร่วมโลกไซเบอร์ ได้อีกต่อไป   

          คนทั่วโลก ทราบดีว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความ สำคัญกับชีวิตคนไทยทั้งประเทศ อย่างไร 

          ภาพงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ 60 พรรษา ที่มีพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี จากทั่วโลก เดินทางมาร่วมพระราชพิธี ถวายพระเกียรติยศแด่พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัว มีการเผยแพร่ไปทั่วโลก 

          เป็นไปไม่ได้ที่ youtube จะไม่ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ศูนย์รวมหัวใจของคนไทยทั้งชาติ  การกระทำในสิ่งที่ไม่บังควรต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติต่อประเทศไทย และคนไทยทั้งชาติ 

          ดังนั้นการที่ youtube ละเลยเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของรัฐบาลไทย และยังปล่อยให้ภาพที่ไม่บังควรปรากฎอยู่ใน youtube  และเป็นแหล่งเผยแพร่ภาพดังกล่าว ต่อไปนั้น จึงเป็นการทำร้ายจิตใจของคนไทยทั้งชาติ  อย่างร้ายแรง ชนิดที่ไม่เคยมีผู้ใดกระทำกับคนไทย เช่นนี้มาก่อน 

          ทีมงาน Hi-thaksin จึงขอประณาม youtube และผู้เกี่ยวของทุกคน ว่าเป็นผู้ที่มีจิตคิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศไทย 

          ทีมงาน Hi-thaksin ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย และประชาชนชาวไทย ดังนี้

          1.รัฐบาลไทย ต้องดำเนินการกับ youtube และผู้เกี่ยวข้องทุกคน ให้ถึงที่สุด 

          2.รัฐบาลไทย ต้องดำเนินการทุกวิถีทางให้ youtube ปลดภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ออกจากเวปไซต์โดยไม่มีเงื่อนไข และต้องตรวจสอบการนำเสนอภาพ คลิปวิดีโอ อย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขึ้นอีก 

          3.ประชาชนชาวไทย ต้องยุติการเรียกชมข้อมูลข่าวสารจาก youtube ตลอดไปหรือ จนกว่า youtube จะขอพระราชทานอภัยโทษ และ ขอโทษคนไทยทั้งประเทศ

          ผม ขอปรบมือเพื่อขอบคุณและเป็นกำลังให้กับ รัฐบาล และ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที อีกครั้ง ครับ

          (โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ผมไปซูเอี๋ยกับ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม แล้วนะครับ กรณีระหว่าง กระทรวงไอซีที กับ Hi-thaksin เป็นเรื่องที่ยังต้องทำความจริงให้ปรากฎกันต่อไป

          แต่กรณี youtube เป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาติ เป็นเรื่องของสถาบันพระมหา กษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ผู้ใดจะมาละเมิด และย่ำยี ทำร้ายไม่ได้ เป็นกรณีของส่วนรวม  

          แม้จะขัดแย้งกัน แม้จะมีปัญหาส่วนตัวต่อกัน แต่ผมก็ไม่ลังเลที่จะร่วมมือกับ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม เพื่อปกป้องในหลวงของผม ในหลวงของดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม และในหลวงของคนไทยทุกคน 

          ทีมงาน Hi-thaksin ทุกคน พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทยทุกคน)

                                                                                                ประดาบ

‘สนธิ’ตายกับเจ๊ง???

พฤษภาคม 10, 2008

         วงสนทนาแวดวงนักข่าวน้อยใหญ่จับเจาสืบเสาะเอางานเอาการว่าวันที่ 28 มีนาคม ณ.หอประชุมใหญ่  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวทีฝ่ายค้านนอกสภาพันธมิตร เกิดคำถามประเดประดังว่าจะมีเหตุการณ์ใหญ่โตไหม……  มันจะจบอย่างไรบางคนขยันจริงถามไถ่ถึงฎีกา   ว่าผลเลือดตกยางออกประการใดหรือไม่ ต้องหยิบหัวข้อนี้มานำเสนอบนเนื้อหาข่าวประกอบเช่นนี้  ไม่ได้เอามาใส่ใจใส่ความสำคัญ  จนกังวลไปถ้วนหน้าไม่ละเว้นไม่ละวางท่าทีคนที่กังวลสอบถาม    ตอบชนิดกำปั้นทุบดิน  อย่าใส่ใจมันก็คือวันธรรมดาวันหนึ่งของวัน ไม่เห็นมันจะเป็นวันวินาศสันตะโรห่าเหวแปลกกว่าวันอื่นๆตรงไหนเลย

         เจ้าลัทธินิกาย  ยี่ห้อสนธิ ลิ้มทองกุล เดินสายขยายผลโยนเศษเนื้อหา ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ' โยนหินถามทางใครต่อใคร  ชักจูงบ้าหอบฟางเอาค่ายเพลงเพื่อชีวิตของกู  มาขับกล่อมขับขานบรรเลงเพลงโดยกู เพื่อกู และของกู   ยึดหลักการนำร่องขยายผลสื่ออยากเห็นอีก ' ไทยฆ่าไทย แล้วใครฆ่าเรา ' สนธิ ตายก่อนเจ๊งหรือจะเจ๊งก่อนตายไม่ทราบได้  อย่าจุดชนวนสับสนขบวนการกู้ชาติบ่อยนักยุ่งตายห่า

          ไม่อยากแกว่งหาเสี้ยนกับใคร  ที่ตั้งคืนรังไม่ใช่คนใกล้ชิดญาติสนิทกับเพื่อนนักดนตรีเพื่อชีวิตวงไหนเลย เหตุผลเดียวคืออรรถรสเนื้อหาของเพลงคืนรัง'ถ่ายทอดบอกกล่าวเรื่องราวของคนทุกคนว่าจะชั่วดีถี่ห่าง ท้ายที่สุดต้องกลับรังนอนของตัวเองทั้งสิ้น

          ผมนั้นลึกๆ ขบถทางความคิด ไอ้พวกที่หากิน  กับการจัดฉากเอาความทุกข์ยากคนอื่นมาหากิน  พูดง่ายเข้า  พวกชอบสร้างภาพ  ทำนาบนหลังคน    นั่งขี่คอ   กระ..ทิ่มปาก  เสกสรร ปั่นแต่งกับข้อกล่าวหา    ระบอบทักษิณ – ทักษิโณมิกซ์- หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ- กู้ชาติ- กลียุค- เผด็จการทุนนิยมสามานย์- กลั่นแกล้งโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม  ยังมีทยอยมาให้เห็น  วลีหรู เท่กินไม่ได้ในเร็ววัน

           ยุคเผด็จการคมช.พันธมิตรทั้ง 5 เกลอหัวแข็งมุดรูถ้ำไหน - อยู่หลังเขาลูกใดมิทราบได้  คมช.เด้งหน้าเด้งหลังเด้งกราดรูดสนุกมือ  อาทิ  ทหาร – ตำรวจนักปกครองข้าราชการที่ใกล้ชิดรัฐบาลชุดที่แล้ว  โดยหมดเกลี้ยง เอามืออุดปากตัวเอง พอทีโดนแหกปากร้องลั่น รัฐบาลหน้าผู้หน้าเมียตัวไหนเวทีโลกที่เขาจะแต่งตั้งคนไม่รู้หัวนอนปากตีนไว้วางใจมาทำงานด้วยล่ะ  มันมีทุกยุคสมัยแก้โจทย์ข้อสงสัยนี้ก่อน

           ไหนๆ ก็จะสร้างศัตรูเพิ่มทั้งกาย ทั้งใจ บรรดากับเหล่านักดนตรีเพื่อชีวิตของกูเบื้องหน้าชอบทําตัวกระยาจกแต่งตัวปอนๆ เบื้องหลังสวมใส่แบรดท์เนม  ขับขี่รถยนต์สปอตคันหรูมีระดับ ชนแก้วชนไวน์ขวดละหลายหมื่นบาท  หลอกตัวเอง  หลอกคนดู  ที่โหยหาว่าเอียงข้างประชาชนเพื่อชีวิตตายเสียแล้ว  เลิกอ้างเสียสละชีวิต  ยกคนทุกข์คนยากลำเค็ญ เรียกร้องขับขานแสวงหาความยุติธรรมเพื่อใครกัน

           ที่ต้องเปิดแนวรบเพิ่มอีกหนึ่งอาชีพดนตรีเพื่อชีวิต  คิดอยู่นานด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการว่า  ไม่ควรเสือกชีวิตส่วนตัวของใครและของใครๆทั้งสิ้น  กติกามารยาทนี้รับได้แต่ที่ต้องเถือถลนรนหาส้นตีนกับคนอื่นเจ็บโดยไม่จำเป็นนั้น  ยุคโลกไร้พรหมแดนกลุ่มจัดตั้งแบ่งขั้วทะเลาะไม่เลิกที่สุดของที่สุดล้มกันด้วยข้อหาสงครามแย่งชิงความจงรักภักดี ' หลงเชื่อแล้วประเทศเจ็บตัวล่มจม  มากเกินกว่าผ้าโพกหัวกู้ชาติของใครบางคน  สูญเสียอำนาจหลุดมือไปเท่านั้นเอง  แต่อย่าชักใบให้เรือเสีย

            ยิ่งตกห้วงเวลาเบื่อเซ็งชีวิตเบื่อหายใจกับคนรอบข้าง   ที่สนทนาไปสนทนามาบทสรุปจบลงเจอหลุมดำกับไอ้คนที่มันสลับซับซ้อน (ชนชั้นสามานย์ชน)ปากว่าตาขยิบปลิ้นปล้อน  ใครแกล้งลืมอยากจะลืมช่างหัวมัน หนักหัวใคร ที่ชีวิตที่ต้องเจอะต้องเจอ  กัดไม่ปล่อยยอมถูกตราหน้าไม่รักชาติครั้งเดียวเกินพอเถอะ  ขอชำแหละ  วิญญูชนคนลวงโลก ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ' เอาฤกษ์โจรยืมมือฆ่าคนกันเอง แล้วใครฆ่าเรา ตั้งสติคิดกันไว้ให้ดีๆ

           สื่อที่ชอบมีอารมณ์ร่วมคล้องตาม หัวอ่อนคงต้องฝึกจับผิดนี่คือสันดานของสื่อที่ต้องมี ตามดมกลิ่นฉาวถูกต้องที่สุด คงไม่เถียงประเด็นเหล่านี้  ย้อนอดีตใครลืมใครจำ  นักพรตสนธิ ลิ้มทองกุล แก้ผ้าถอดเสื้อสวมเสื้อยืดลายเพ็นท์หน้าอกมีตัวหนังสือสกรีนกางหรา เราจะต่อสู้เพื่อในหลวง' ดูยังไงสียังไม่ทันแห้งดีก็ตาม  รีบคว้าใส่โชว์ขึงขังเอาจริงเอาจัง  ประดุจดังเเทวดาส่งมาดับทุกข์ดับโศกคนไทยอีกรอบ คิวบู๊ล้างผลาญ หัวคิดคนสับปลักสลับซับซ้อนมันถึง ‘  สร้างเวรสร้างกรรม  พาวีรชนไปตาย ' มากี่ครั้งกี่หน เมื่อคนล้มเจ็บล้มตาย  จัดทําเหตุการณ์มาหวนรำลึกกันปีละหนแก่ดวงวิญญานญาติวีรชน อนาถใจไหม!!!

             ซุนวู กล่าวไว้ว่ารู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งย่อมชนะทั้งร้อยครั้ง' จุดแข็งจุดอ่อนที่พบ นักพรตสนธิ ประกาศสงครามแย่งชิงความจงรักภักดี '  จับจุดตายตีกิน  ตีความตามถนัดแนวทางสนธิมักเลือกเดินแย่งชิงมวลขน  เทคติกวิธีการสะสมความเชื่อล้มล้างอำนาจรัฐฯ  แต่ละนัดเอาประเทศเดิมพันเป็นตัวประกันก่อม็อบชนม็อบ…ท้ายจบลง ยั่วยุทหารออกมาปฎิวัติรัฐประหารยึดอํานาจเสียเอง           

          จากกระแสพระราชดำรัส ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์  และไม่สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กันอย่างพร่ำเพรื่อ  พระองค์ทรงแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า " และมีอะไรแปลกๆคราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก  อันนี้นักกฎหมายเขาสอน  สอนนายกฯ บอกว่าต้องฟ้อง  ต้องลงโทษ  ก็ขอสอนนายกฯใครบอกว่าให้ลงโทษ  อย่าลงโทษเขา  ลงโทษไม่ดี  ไม่ใช่นายกฯเดือดร้อน  แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน "           

          ดุจดั่งเช่นนี้แล้ว  เหล่าบรรดานักจงรักภักดีและหมู่ลูกแกะ  ทั้งขั้วเสื้อเหลืองกับขั้วรัฐบาลจะมิฟังสนองพระราชดำรัส  รับใส่ล้นเกล้าเหนือหัวเลยหรือไง

          มันต้องเก็บมาพูดถึงหน่อยว่านักพรตสนธิ ลิ้มทองกุล คนกินปี้ขี้นอน อย่าเที่ยวขึ้นเวทีธรรมมาตราอุตริเป็น  เจ้าลัทธินิกายสนธิ   โปรยรอยยิ้มอาบยาพิษ  ทั้งเที่ยวเทศน์สั่งสอนนั่งเทศน์ครั้งหนึ่งนั้นยกย่องอดีตนายกฯทักษิณคือนายกฯที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ช่วงฮันนีมูนคบดูใจทั้งคู่  ยังหอมหวานรักใคร่หอมหวานดี ทุกเวทีชื่นชมออกนอกหน้า

           ทดแทนบุญคุณจนเหลืออด  ยอดหนี้เฉียดหมื่นล้านบาทที่สนธิ  ลิ้มทองกุล ก่อขึ้นเอง ขอทีวีดาวเทียม  ยกโฆษณากลบล้างหนี้บนหน้าหนังสื่อพิมพ์ตัวเองวันละหลายหน้ายก เล่นไม่เลิกขอเงินสดล้างหนี้อย่างหน้าด้านได้อายอด  วิญญูชนจอมปลอมเช่นนี้หรืออาสามากู้ชาติ  กู้ซากปรักหักพังเครือผู้จัดการสนธิ ลิ้มทองกุล เบี้ยวเงินเดือนลูกน้องตัวเองหลายเดือน  พูดลอยไปลอยมาหนีความรับผิดชอบไปตายซะเถอะ 

          คิดเอียงข้างประชาชนพันธมิตรยึดมั่นในระบบรัฐสภา ' ลองเสนอตั้งตัวเป็นทางเลือกใหม่   ลงทุนจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง  สวมสีเสื้อก้าวสู่สนามเลือกตั้งแข่งขันมั่นใจว่าเมื่อ ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ' ยึดวิถีระบอบประชาธิปไตยดีกว่ายึดเวทีข้างถนนต่อสู้

           อย่าไปยึดพื้นอื่นใดมาครอบครองเป็นตัวประกัน  อย่าเที่ยวอ้างเอาใครต่อใครมาเป็นตัวประกัน   ติดหล่มจมปลักมือที่มองไม่เห็นควบเท้าที่มองไม่เห็น  ยุคพ.ศ.2551คนไทยฉลาดเพิ่มขึ้น  กับดักที่กินรวบเอาประชาชนเป็นตัวประกันเริ่มริบหรี่  ขึ้นต้นรหัสลับตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง 'อาวุธของคนขี้ขลาดตาขาว  จําพวกตีปากชกลม   จุดเสื่อมมาเยือนคนชื่อสนธิเสียแล้ว ไม่เชื่ออย่าลบหลู่  อะไรจะเกิดมันต้องเกิด จะตายจะเจ๊งจะเจ๊า สุดแท้แต่กรรมเวร  โปรดฟังอีกครั้งหนึ่งไทยฆ่าไทย…แล้วใครฆ่าเรา ' ใช่หรือไม่ใช่คนไทยเรากําลังฆ่ากันเองครับ

เมื่อ”พันเอก”เป็นวีรบุรุษ “พลเอก”จึงกลายเป็นกบฎ

พฤษภาคม 9, 2008
          

        เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เอกสาร 9 แผ่นที่ "ท่านพันเอก" นำมาให้ พอจะเป็นพยาน หลักฐานมัด คมช. ทั้งคณะ โดยเฉพาะ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  กับ นายเชียรช่วง กัลยาณ มิตร หัวหน้าทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก ของคมช.  ในฐานะผู้ต้องหาถลุงเงินแผ่นดินโดยมิชอบได้หรือไม่

         ปฏิกิริยาจากท่านต่างๆ ต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร ลองมาดูกันสัก 3 คนครับ

         คนสำคัญคนที่หนึ่ง 

        
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่าไม่ทราบว่าเอกสารหลุดออกมาได้อย่างไร แต่ยืนยันว่าการทำงานของคมช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา โดยงบประ มาณดังกล่าวที่นำมาใช้งานถูกต้อง คนที่นำข้อมูลมาเปิดเผยในลักษณะแบบนี้ คงไม่หวังดีโดยจุดประสงค์เพื่อต้องการหาช่องทางเล่นงาน คมช. แต่การดำเนินการดังกล่าวของ คมช.ก็เป็นการใช้งบที่ถูกต้องเพราะมีใบเสร็จ 

        "คงจะมีบางคนที่อาจจะไม่ชอบ คมช. และไม่ปรารถนาดี จึงได้มีการนำเอกสารดังกล่าวไปให้กลุ่มที่เสียผลประโยชน์มาโจมตี คมช. แต่เท่าที่ดูเอกสารก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร เพราะเอกสารเป็นการดำเนินการตามกฎระเบียบของทางราชการ ซึ่งคนที่ดำเนินการสามารถชี้แจงได้"

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า คงจะมีเหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้แล้วก็คงจะเกิดขึ้นอีก กำลังพลในกองทัพที่รับใช้ฐานอำนาจเก่านำเอกสารออกไปเพื่อเปิดประเด็น และผูกโยงให้สังคมเกิดความสงสัย และเป็นช่องทางในการโจมตี คมช.

เมื่อถามว่า คมช. จะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า คงไม่จำเป็นจะต้องตรวจสอบ เพียงแต่เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า คนในกองทัพบางคนนำเอกสารไปกับอีกฝ่ายหนึ่งมาโจมตี แต่อย่างไรก็ตาม คมช.ดำเนินการโปร่งใสอยู่แล้ว สังคมสามารถตรวจสอบได้ ตอนนี้ คมช.อยู่ในฐานะที่เราตรวจสอบคนอื่น เราพร้อมให้คนอื่นตรวจสอบได้เหมือนกัน เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยแบบนี้อีก พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เอกสารลับจะมีผู้รับผิดชอบโดยตรงอยู่ดูแลอยู่แล้วคงไม่น่าจะมีปัญหา

หมายเหตุ : ประดาบ

1. จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะหัวหน้าสำนักงานเลขาธิ การ คมช. ยอมรับแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เอกสาร 9 แผ่น เป็นเอกสารจริงทุกแผ่น จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร น้องชายสุดที่รัก ของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟาดเงินแผ่นดินไปแล้ว 12 ล้านบาท โดยความเอื้ออาทรของพี่ชาย และคณะผู้ก่อการรัฐประหาร ไม่ทราบว่าคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. สนใจจะตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่

2. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สารภาพอย่างหมดรูป หมดฟอร์ม ว่า "ไม่รู้ว่าเอกสารหลุดออกมาได้อย่างไร"  ไม่เห็นยากอะไร ผมก็เฉลยตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผมได้รับเอกสารจาก "ท่านพันเอก" คนหนึ่ง ที่เห็นประเทศชาติ สำคัญกว่า คมช. และพวกพ้องในกองทัพ  และไม่ได้มีเพียงเท่านี้ครับ  ผมได้รับเพิ่มเติมมาอีก  1 ชุดแล้ว  บอกไว้ตรงนี้เลยก็ได้ว่า เป็นรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก ของคมช. พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อประสานงานครบถ้วนทุกคน อดใจรออีกนิด จะเปิดเผยให้ดูกันแบบจะๆ อีกสักชุด  ตอนนี้ได้แต่เป็นห่วง คมช. ว่าหากยังหละหลวมแบบนี้ ระวังเอกสารสำคัญ "ลับ" "ลับมาก" "ลับที่สุด" "ลับเฉพาะ" จะหลุดออกมาสู่มือ "ฝ่ายตรงข้าม" ทั้งหมด

3. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม บอกว่า "ดูเอกสารแล้ว ไม่ได้เป็นความลับอะไร"  …เป็นคำแก้ตัวที่น่าหัวเราะเป็นเพลงมาร์ชกองทัพบก แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นความลับอะไร หลังจากที่ Hi-thaksin นำมาเปิดเผยทุกตัวอักษร แต่ก่อนหน้านั้น มันจัดอยู่ในขั้น "ลับมาก"  ถ้าเป็นเอกสารที่ไม่มีความลับอะไร แล้วจะประทับตรา "ลับมาก" ให้เปลืองหมึกทำไมล่ะครับ ท่านสมเจตน์  คราวหน้าจะแก้ตัวอะไร ก็ให้มันเข้าท่าเข้าทีกว่านี้นะครับ

4. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม บอกว่า "คมช.ทำงานตรงไปตรงมา ใช้งบประมาณถูกต้อง" ไม่มีใครเขาเชื่อหรอกครับ ว่าคมช.ทำงานตรงไปตรงมา ก็ในเอกสารมันบรรยายไว้ชัดเจนว่า มีแนวคิดในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม โดยใช้ "บุคคลที่สาม"(Third Party) เป็นผู้ปฏิบัติทั้งปกปิดและเปิดเผย  และใช้เครือข่ายสื่อมวลชนในลักษณะเชิงรุก ลดทอนความน่าเชื่อถือแกนนำฝ่ายตรงข้าม  เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นรม. หรือ นายนพดล ปัทมะ เป็นต้น แบบนี้หรือครับ ที่เรียกว่าตรงไปตรงมา  คงมีแต่คนในคมช. นั่นล่ะที่เชื่อ เพราะถูกสั่งให้เชื่อ

          5. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม คาดเดาว่า เอกสารชุดนี้หลุดออกมาเพราะ "คงจะมีบางคนที่อาจจะไม่ชอบ คมช. และไม่ปรารถนาดี จึงได้มีการนำเอกสารดังกล่าวไปให้กลุ่มที่เสียผลประโยชน์มาโจมตี คมช." ผมก็เชื่อเช่นเดียวกับพล.อ.สมเจตน์ ว่า "ท่านพันเอก" ที่นำเอกสารมาให้ผม ไม่ชอบ คมช. เพราะท่านทนเห็น คมช.ผลาญเงินแผ่นดิน แบบนี้ไม่ได้  "ท่านพันเอก" เป็นนายทหารรักชาติ รักประชาธิปไตย จึงไม่รัก คมช. และต้องกลายเป็น "แกะขาว" ในฝูง "แกะดำ"  

          6. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ยืนยันว่า "คมช.ทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้"  ถ้าโปร่งใสจริง ตรวจสอบได้จริง วันพรุ่งนี้ ชี้แจงได้ไหมว่าทำไมจึงจ้างม็อบไปประท้วงหน้าสถาน ทูตสิงคโปร์  และพร้อมจะให้ประชาชน ตัวแทนประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้เมื่อไร นัดวันกันเลยได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ตามที่พูด ก็อย่าพูดดีกว่า  ประชาชนไม่ได้กินแกลบ จะได้มานั่งฟังท่านโกหกไปวันๆ 

        คนสำคัญคนที่สอง

        นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ผู้รับจ้างจาก คมช. เป็นหัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก ให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 9 เมษายน ว่า

"ผมยอมรับว่าเอกสารที่ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Hi-Thaksin.org เป็นเอกสารแผนปฏิบัติงานฉบับจริงที่ผมนำเสนอ คมช. แต่การเข้าไปเป็นทีมวิเคราะห์ข้อมูลฯ ให้ คมช. เป็นความต้องการของผมในฐานะนักวิชาการและนักวิเคราะห์ จึงเข้าไปติดต่อ พล.ต.จริชัย เดชดำรง เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก (จก.กร.ทบ.) ด้วยตนเอง เพราะอยากจะใช้ความรู้ความสามารถที่มีช่วยงาน คมช. เนื่องจาก คมช.เป็นทหาร ไม่เก่งการประชาสัมพันธ์ จึงตัดสินใจไปขอรับจ้างเป็นนักวิชาการด้านการประชาสัมพันธ์ให้ คมช.

งานหลักที่ทำคือการทำให้ คมช.ไปถึงดวงดาวตามเหตุผลในการปฏิรูป 4 ข้อ พร้อมชี้แจงข้อมูลอีก 5 เรื่องให้ประชาชนรับทราบคือ 1.คมช.จะไม่มีการสืบทอดอำนาจ 2. คมช.จะไม่แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ 3.การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4.การจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาส 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ 5.การทำบุญประเทศ การทำงานของผมจึงถือเป็นการสวมหมวก 2 ใบคือ ช่วยงาน คมช. และเป็นฝ่ายเสนาธิการคอยประเมินการทำงานของ คมช."

เป็นเรื่องที่สามารถวิจารณ์ได้ ไม่มีปัญหา แต่ขอยืนยันว่าที่เข้ามาทำงานเพราะติดต่อผ่าน พล.ต.จริชัย และการทำงานของผมก็ขึ้นตรงกับกองกิจการพลเรือนทหารบก ไม่ใช่ขึ้นตรงกับ พล.อ.สพรั่ง จึงไม่อยากให้สังคมไปสนใจผูกโยงเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะไม่เกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง และอีกอย่างคือผมกับ พล.อ.สพรั่งก็ไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ แต่ทวดของผมคือ เจ้า พระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) เป็นทวด พล.อ.สพรั่ง ก็เลยเจอกันบ้างในฐานะญาติ

ผมเป็นฝ่ายอาสาตัวเข้ามาทำงานเอง พี่สพรั่งไม่รู้เรื่องด้วย ไม่ได้บอกท่านก่อนเลย ผมเดินไปพบเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบกเลย เพื่อบอกว่าในฐานะที่ท่านดูแลกิจการพลเรือน ท่านต้องทำอะไรบ้าง เพราะตอนนั้นต่างประเทศกำลังโจมตี คมช. ที่ทำทั้งหมดนี้เป็นเพราะต้องการตอบแทนคุณแผ่นดิน ต้องการตอบแทนคุณพระมหากษัตริย์ คนในตระกูลกัลยา ณมิตรมีกติกาของสกุลคือ สามารถตายแทนพระมหากษัตริย์ได้ ผู้ใดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ผู้นั้นคือศัตรูของเรา นี่คือกติกาชีวิตของพวกเรา

ผมไม่ได้คุย เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.สพรั่ง การไปโจมตีท่านจึงไม่ใช่เรื่องถูกต้อง อันนี้เป็นการทำงานของผม และที่ผ่านมาก็คิดว่าทีมงานสามารถทำงานได้ดี อย่างการแถลงผล งาน 6 เดือนของ คมช. ก็เป็นข้อมูลจากทีมวิเคราะห์ข้อมูลฯส่วนหนึ่ง

ผมไม่ได้เข้ามาโกงกิน หรือทำอะไรไม่ดีต่อชาติ ดังนั้น ถ้าใครมาว่าผมทำชั่ว ผมขอเถียงเลย ผมช่วยงานหลวงมา 16 ปีนี้ ยังไม่เคยกินเงินหลวงสักบาท รับรองได้ วันนี้เรามีงบฯอยู่เดือนละ 2 ล้านบาท แต่สามารถดำเนินกิจกรรมได้ถึง 8 กลุ่ม มีคนร่วมงานถึง 50 คน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

หมายเหตุ : ประดาบ

1. นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ยอมรับแล้วว่าเอกสารที่ Hi-thaksin นำเสนอ เป็นเอกสารจริงทั้งหมด เพาะฉะนั้นพวกที่พยายามบิดเบือนจริงเป็นเท็จ ว่าเราทำเอกสารปลอมขึ้นมา ต้องไปตรวจสอบก่อน ก็ยุติได้แล้ว เพราะคนทำ ยอมรับแล้วว่า "จริง" ดังที่ผมบอกไว้แต่แรกว่า เอกสารที่ได้รับมาทุกชิ้น เราจะตรวจสอบก่อนนำเสนอ เอกสารชุดนี้ เราได้รับความร่วมมือจากผู้ตรวจสอบและยืนยันว่าถ่ายสำเนามาจากเอกสารในแฟ้มเสนองานพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 

2. นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร บอกว่าเรื่องนี้ทำเอง ไม่เกี่ยวกับพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ไปติดต่อกับพล.ต.จิรชัย เดชดำรง เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก เอง เป็นงานที่ขึ้นตรงกับกองกิจการพลเรือนทหาร บก ไม่เกี่ยวกับพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  น่าจะเป็นเพราะต้องรีบแก้ตัว จึงไม่ได้ตรวจสอบเอกสารที่ทำกับมืออย่างละเอียด ว่า การจ้างทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก ไม่ใช่งานของกรมกิจการพลเรือนทหารบก แต่เป็นงานของศูนย์ปฏิบัติการพิเศษคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง ชาติ  มีงบประมาณดำเนิน งาน 555 ล้านบาท  ไม่ใช่งานของกรมกิจการพลเรือนทหารบก ตามที่นายเชียรช่วง  โกหก เพื่อช่วยให้พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รอดพ้นจากความผิดในเรื่องนี้ แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งมัด หนีไม่พ้นหรอกครับ

3. นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ยืนยันว่าไม่เคยโกงกิน ทำงานมา 16 ปี ไม่เคยได้เงินหลวง  แล้วเงินค่าจ้างเดือนละ 2 ล้านบาท เป็นเวลา 6 เดือน  รวม 12 ล้านบาท ที่ปรากฏในเอกสาร คืออะไร หากนายเชียรช่วง จะไม่รับเงินหลวง และต้องการทำงานนี้ เพื่อสนองคุณแผ่น ดิน  ตามกติกาสกุลกัลยาณมิตร ก็ประกาศออกมาให้ชัดเจนว่า "ข้าพเจ้านายเชียรช่วง กัลยาณ มิตร ไม่ขอรับเงินค่าจ้างจากการทำงานในฐานะหัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก จำนวน 12 ล้านบาท และขอปวารณาตัวทำงานให้แก่คมช. ตลอด ไป โดยไม่รับค่าใช้จ่าย" อย่าให้เขากล่าวหาได้ว่า คนนามสกุลกัลยาณมิตร มีทั้ง คนเก่ง  คนโกง และคนโกหก   และขอแนะนำว่าต่อไป อย่าได้ยก สกุลกัลยาณมิตร มาเป็นนายประกันให้ตัวเองอีก เพราะ คนนามสกุลกัลยาณมิตร ที่เป็นคนดีอีกหลายคน จะพลอยมัวหมองไปด้วย  

คนสำคัญคนที่สาม

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนว่า "ต้องรอวันที่ 9 เมษายน กำลังให้ฝ่ายเสนาธิการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอยู่ ถ้าเป็นเอกสารจริงถือว่าในกองทัพมีกบฏ เพราะถือว่าการเมืองซื้อระบบราชการได้แล้ว เป็นความโชคร้ายของกองทัพ แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ไม่กระเทือน พร้อมต่อสู้พวกเลวร้าย"

          หมายเหตุ : ประดาบ

          1. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร บอกว่า "ต้องรอวันที่ 9 เมษายน จึงจะทราบเรื่อง" ไม่ต้องรอแล้วครับ ไปซื้อหนังสือพิมพ์มติชน มาอ่าน เสียเงิน 10 บาท ก็จะได้รู้ว่าเอกสารทั้งหมดที่ออกมานั้นเป็นเอกสารจริง ไม่มีความเท็จสักคำเดียว  ไม่ต้องไปสั่งให้ฝ่ายเสนาธิการตรวจสอบ หรอกครับ เพราะจะอับอายขายหน้าลูกน้องปล่าๆ

          2. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ไม่แน่ใจว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ "ถ้าเป็นเอกสารจริง ถือว่าในกองทัพมีกบฎ" ไม่ต้องสงสัยเลยครับ  เอกสารชุดนี้จริงแน่นอน  ก็มันเป็นชุดเดียวกับที่ท่านเซ็นขออนุมัตินั่นล่ะครับ  หรือว่าวันที่เซ็น ท่านไม่ได้อ่าน เซ็นไปชุ่ยๆ หรืออย่างไร และในกองทัพ ก็มีกบฏ แน่นอน มีมาตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ครับ  ส่วน "ท่านพันเอก" ที่ส่งเอกสารมาให้ผม เขาเป็นวีรบุรุษ ครับ ไม่เชื่อลองถามประชาชนก็ได้ ว่าถึงนาทีนี้ ใครเป็นวีรบุรุษ ใครเป็นกบฎ แต่ใครเป็นกบฎ ไม่ต้องถามก็ได้ เพราะถึงอย่างไร พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็มีข้อหากบฎพ่วงท้ายอยู่แล้ว

          3. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร สรุปว่า "เป็นความโชคร้ายของกองทัพ" ไม่จริงหรอกครับ เป็นความโชคดีของกองทัพ แต่เป็นความโชคร้ายของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และ คมช. ต่างหาก ที่เอกสารฉบับนี้ถูกนมำเปิดเผยต่อประชาชน ทำให้ประชาชนจับได้ไล่ทันว่า คมช. ก็ทำมาหากินกับงบประมาณแผ่นดินเหมือนกัน และ คนที่ทำมาหากิน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  ผู้ก่อการรัฐประหาร ด้วยข้ออ้างที่ว่าต้องยุติการทุจริตคอรัปชั่น และการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เครือญาติบริวาร ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร น้องชายสุดที่รัก ของ พล.อ.สพรั่ง นั่นเอง    

          ผมได้แต่คาดหวังว่า เมื่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ไปตรวจสอบข้อมูลแล้ว จะได้นำมาเปิดเผยกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา และโปร่งใส พร้อมให้ประชาชนไปตรวจสอบการใช้งบประมาณ 12 ล้านบาท 555 ล้านบาท และ 1,200 ล้านบาท ที่ถูกนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติกำลังตกอยู่ในสถาน ภาพเช่นไร

แต่จะเป็นความโชคดีของประชาชน หรือ ความโชคร้ายของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะว่าก่อนที่เอกสารหลักฐานจำนวน 9 แผ่น จะปรากฎบนเวปไซต์ และ หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน นำไปเผยแพร่ต่อให้ประชาชนได้รับทราบกันทั่วประเทศ  "ท่านพันเอก" กับผม ได้นัดหมายกันส่ง-รับเอกสารชุดที่ 3 ซึ่งเป็นแผนผังโครงสร้างการบริหารงานของขบวนการเชียรช่วง พร้อมทั้งรายชื่อนักการเมืองที่เข้าร่วมขบวน การทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนักวิชาการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนมาก

ขณะนี้เอกสารชุดที่ 3 อยู่ในมือผมแล้ว มีชื่อ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แปรพักตร์ไปอยู่กับนายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้ลดตัวจากอดีตนายกรัฐมนตรี ไปเป็นองครักษ์พิทักษ์คมช.    นายอลงกรณ์  พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เข้าร่วมเป็นคณะทำงานของนายเชียช่วง กัลยาณมิตร ด้วย

เห็นชื่อรองหัวหน้าพรรคชาติไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฎอยู่ในทีมงานทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็พอจะเห็นภาพอนาคตการเมืองไทยแล้วนะครับ พรรค ชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ และ คมช. จับมือกันแน่ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า และในการจัดตั้งรัฐบาล  ถ้าพวกเขาทำงานสำเร็จ  นั่นคือ ทำให้ประชาชนเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่กำหนดไว้ในแผนงานของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร

วันพรุ่งนี้ ชมเอกสารชุดที่ 3 นะครับ ผู้ที่มีรายชื่อปรากฎอยู่ในเอกสาร จะปฏิเสธ ก็เรียงหน้ากันออกมาเลยนะครับ จะได้กันออกมาเป็นพยาน แล้วก็จะได้รู้ด้วยว่าวิธีการทำงานของนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร เป็นอย่างไร  ทำจริง หรือแอบอ้าง ชื่อผู้อื่น มาเป็นผลงานตัวเอง เพื่อไปเบิกเงินจากคมช.

กรณี นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ นายไพศาล พืชมงคล นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ออกมาปฏิเสธกันจ้าละหวั่น ไม่ได้อยู่ร่วมทีมกับนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ทั้งๆที่มีชื่อปรากฎหราในเอกสารรายงานการปฏิบัติงาน เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้ทำงานกันแบบตัวใครตัวมัน พอทุกข์มาถึงตัว กระโดดหนีกันหมด ซึ่งก็เป็นหลักฐานที่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ควรจะติดตาม เพราะการปฏิเสธของคนเหล่านี้ ทำให้เห็นได้ว่านายเชียรช่วง กัลยาณ มิตร ไม่ได้ทำงานจริง แต่แอบอ้างชื่อและการทำงานของบุคคลอื่น มาเป็นผลงานของตัวเอง  เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณจากคมช. ซึ่งผิดกฎหมายแน่นอน และหากคมช.ตรวจรับงาน อนุมัติจ่ายเงินให้นายเชียรช่วง ก็ผิดเช่นเดียวกัน

จับตาดูกันดีๆ ติดตามกันติดๆ งานนี้ อาจจะมี ผู้ต้องหาเป็นสองพี่น้องตระกูลกัลยาณมิตร ก็เป็นได้นะครับ

ต้องกราบขอบพระคุณ "ท่านพันเอก" ครับ วันนี้ท่านเป็นวีรบุรุษของคนไทยกว่าครึ่งค่อนประเทศแล้ว

ต้องขอแสดงความเสียใจกับ "ท่านพลเอก" วันนี้ ท่านอดเป็นวีรบุรุษแน่นอนแล้ว และท่านจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมชี้แจงเหมือนครั้งก่อนไม่ได้แล้ว เพราะท่านกำลังจะตกเป็นผู้ต้องหาทั้งคดีกบฎ และ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

อย่ากระพริบตาครับ

                                                                              ประดาบ

สพรั่ง กัลยาณมิตร จงฟังและจำไว้ ประชาชนจะไม่เว้นโทษตายให้คุณ

พฤษภาคม 9, 2008

          มีผู้อ่านตั้งคำถามเชิงแสดงความเห็นเข้ามาว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร คิดว่าตัวเองเป็นใคร
สั่งตายใครก็ได้ เว้นโทษตายใครก็ได้  โดยไม่สนใจว่าจะผิดกฎหมาย หรือมีกฎหมายรองรับคำสั่ง
ของตนหรือไม่ 

          ผมเห็นอาการพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา  ก็อดตั้งคำถามกับตัว เองไม่ได้เหมือนกัน (ไม่กล้าไปถามใคร กลัวถูกตะเพิดออกมา) ว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  มีอาการหนักหนาสาหัส ถึงขนาดนี้ได้อย่างไร

          ผมไม่ได้สงสัยว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร คิดว่าตัวเองเป็นใคร เพราะผมรู้อยู่แล้วว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  

          ไม่มีใครเหมือน และ ไม่เหมือนใครที่เคยมี 

          สำหรับท่านผู้อ่านที่ถามเข้ามานั้น ผมขอตอบอย่างนี้แล้วกัน ว่า …

          พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นอาการลืมตัวของคน "หลงอำนาจ" 

          หลงอำนาจที่ตนมี และ หลงอำนาจที่ตนอยากมี (ไม่ใช่ของตนเอง) 

          มีแต่คนหลงอำนาจสองจำพวกนี้เท่านั้น จึงคิดว่าตัวเองสั่งตายใครก็ได้ สั่งเว้นโทษตายใครก็ได้ โดยไม่สนใจว่าจะผิดกฎหมาย หรือ มีกฎหมายรองรับคำสั่งของตนหรือไม่   

          ไม่ธรรมดาหรอกครับ กับใครสักคนที่หลงอำนาจจนถึงขั้น ลุแก่อำนาจ ถึงกับให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ว่า…

          "..บางครั้งอาจต้องใช้ปืนกลยิงหมาตัวหนึ่ง  ปกติเขาจะไม่ใช้กัน  แต่บางครั้งมันจำเป็น เพราะถ้าเป็นหมาบ้าเดี๋ยวจะไปกัดคนอื่นเขาเดือดร้อน จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธที่ร้ายแรงเด็ดขาด.." พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร  กล่าวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2550  

          "..นี่อุตส่าห์เมตตา เว้นโทษตาย ให้ตั้งหลายคนแล้วนะ.." พล.อ.สพรั่ง กัลยาณ มิตร  กล่าวเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2550 

         
คนลืมตัวและหลงอำนาจ เช่น  พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร จัดเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงต่อสถาบันชาติ  ศาสนา และ พระมหากษัตริย์  รวมถึงประชาชนทุกคน 

          เนื่องจาก คนหลงอำนาจที่มีปืน  และเป็นคนลืมตัวที่พร้อมจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง  เพียงเพื่อให้ตัวเองได้ตามสิ่งที่มุ่งหวัง  

          ในแผ่นดินไทยนับแต่โบราณกาลนานมา ครั้งกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ มีเพียง พระมหากษัตริย์ เท่านั้น ที่มีพระบารมีและพระบุญญาธิการ  ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจเว้นโทษตาย ได้ 

          กล่าวให้ชัดก็คือ การเว้นโทษตาย เป็นพระราชอำนาจเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ เท่านั้น 

         
แล้ว…พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นใคร จึงกล้ากล่าววาจาสามหาว ว่า อุตส่าห์เมตตาเว้นโทษตายให้ตั้งหลายคนแล้วนะ ประหนึ่งว่าเป็นผู้มีอำนาจเหนือชีวิตคนทุกคน จะสั่งเป็นก็ได้ สั่งตายก็ดับ

          แม้แต่ องค์พระมหากษัตริย์ การจะทรงใช้พระราชอำนาจเว้นโทษตายแก่ใคร ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย และมีกฎหมายรองรับ  โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจน คือ เมื่อมีคำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด แล้ว 

         
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิด ต้องโทษประหารชีวิต ผู้กระทำความผิด มีสิทธิที่จะทำหนังสือกราบ
ทูลฯ ถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานอภัยโทษ  หากพระ องค์ท่านทรงพระกรุณารับฎีกาไว้ เข้าสู่กระบวนการพระบรมราชวินิจฉัย  การจะลงโทษผู้กระ ทำความผิดตามคำพิพากษาของศาล ก็ยังดำเนินการไม่ได้ 

         
หากทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว พระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจากโทษประหารชีวิต เป็นโทษอื่น  ด้วยเหตุผลอันสมควรแล้ว ผู้กระทำความผิดรายนั้น ก็ไม่ต้องรับโทษประหารชีวิต แต่ยังต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต่อไป

          การใช้พระราชอำนาจเพื่อพระราชทานอภัยโทษ หรือลดโทษประหารชีวิต แก่ผู้กระทำความผิดที่ต้องรับโทษตามคำพิพากษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน  ในทุกกรณีเป็นไปตาม
ขั้นตอน และกระบวนการตามกฎหมาย มิเคยทรงใช้พระราชอำนาจตามพระราชหฤทัย  และ มิเคยทรง
ใช้พระราชอำนาจลดโทษประหาชีวิต เพื่อต่อรอง หรือ เพื่อเป็นบุญคุณแก่ผู้ใด  หากแต่ทรงใช้พระราชอำนาจ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ และพระเมตตาต่อราษฎรของพระองค์ ที่สำนึกในบาปบุญคุณโทษที่ได้กระทำไปแล้ว

          ในขณะที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กลับลุแก่อำนาจ ถึงกับประกาศว่า "นี่อุตส่าห์เมตตา เว้นโทษตายให้ตั้งหลายคนแล้วนะ" ด้วยน้ำเสียงสำเนียงที่ฟังก็รู้ว่า  เป็นการทวงบุญคุณต่อผู้ได้รับการ
เว้นโทษตาย

          จึงต้องตั้งคำถาม กับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ว่า…

          พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ใช้หลักการใดในการเว้นโทษตายให้แก่คนตั้งหลายคน 

         พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เว้นโทษตายให้แก่ใครบ้าง และบุคคลเหล่านั้น กระทำความผิดในข้อ
หาใด  มีคำพิพากษาของศาลสูงสุด ให้ได้รับโทษประหารชีวิตแล้วหรือไม่

          พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ใช้อำนาจในฐานะใด จึงเว้นโทษตายให้แก่ผู้กระทำความผิดได้ มีกฎหมายรองรับการใช้อำนาจเว้นโทษตายแก่ผู้อื่น หรือไม่

         
พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าเหนือหัว เจ้าชีวิต หรือ พระมหากษัตริย์
หรืออย่างไร จึงเชื่อว่าตัวเองมีอำนาจที่จะเว้นโทษตายให้แก่ใครก็ได้ 

          นี่คือ พฤติกรรม ละเมิดพระราชอำนาจ  ใช่หรือไม่? 

         
ผู้ที่อวดอ้างว่าเป็นผู้จงรักภักดี  ป่าวประกาศว่าเป็นทหารของพระราชา   กำลังจะใช้พระราชอำนาจ ที่เป็นของพระราชา  ราวกับว่าเป็นอำนาจของตน  

          นับเป็นพฤติกรรมที่บังอาจและเหิมเกริมยิ่งนัก 

          ในเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษ ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร จนถึงวันรัฐประหาร กระทั่งถึงขณะนี้  หากจะมีใครสักคนที่กระทำความผิดจนถึงกับต้องได้รับโทษ "ตาย" หรือ ประหารชีวิต  คนคนนั้นก็คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร นั่นเอง 

          ในฐานะผู้ต้องหาคดีกบฎ

         
หากวันใดที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ถูกยกเลิกไป 
        

          พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็จะตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการกบฎ ซึ่งมีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า…

          มาตรา 113  ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ

(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจ
ดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระ
ทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการตราพ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดในการก่อการรัฐประหาร 19  กัน
ยายน 2549  จะมีก็แต่ที่เขียนไว้ในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 แต่อีกไม่
เกิน 6 เดือน รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ก็จะสิ้นสภาพลง รัฐธรรมนูญใหม่ จะถูกประกาศใช้แทน
เท่ากับว่าการนิรโทษกรรมตามมาตรา 37 ก็จะสิ้นสภาพไปด้วย  ผู้กระทำความผิด ก่อการรัฐ
ประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็จะต้องรับโทษตามกฎหมาย เช่นเดิม 

ดังนั้นหากประชาชนรวมพลังกันต่อต้าน การตราพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และ การกำหนด ให้มีการ
นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิด ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ที่นอมินี
ของคมช. พยายามจะใส่เข้าไป กระทั่งไม่สามารถออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้ และ ไม่สามารถใส่เข้าไป
ในรัฐธรรมนูญ ได้

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็จะตกเป็นผู้ต้องหาคดีกบฎ ซึ่งมีโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต
ทันที

เมื่อถึงวันนั้น ก็จะได้รู้กันว่า ระหว่างประชาชน กับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ใครกันแน่ที่
ต้องได้รับโทษตาย

เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ 

ผม ในฐานะประชาชนคนหนึ่งล่ะ ที่จะไม่เว้นโทษตาย ให้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

เพราะ…

ทหารลืมตัวหลงอำนาจ อย่าง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร จัดว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคง
ของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และ ราชบัลลังก์ 

         ทหารลืมตัวหลงอำนาจ อย่าง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ที่เห็นประชาชนผู้ทวงถามการปก
ครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ที่สนามหลวง เป็น
หมา  ต้องจัด
การด้วยปืนกล

           ทหารลืมตัวหลงอำนาจ อย่าง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร นิยมใช้ความรุนแรง และ การฆ่า เป็น
การตัดสินปัญหา
โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริสุทธิ์ และความสงบเรียบร้อยของ
บ้านเมือง
  

         
ป็นตัวอย่างของทหาร ที่ประชาชนจะต้องให้บทเรียนและลงโทษ เพื่อไม่ให้ทหารรุ่นหลัง
จดจำและเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

 

                                                              ประดาบ

ก้อนกรวดในหัวใจ

พฤษภาคม 9, 2008

           

           อยู่ดีๆ บทความเรื่องก้อนกรวดในรองพระบาท ก็โด่งดังขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขียนไปตั้งแต่เมื่อเมษายน ปีกลายนู้น (2550)

           จากอาการของผู้คนที่เดือดเนื้อร้อนใจกันในเวลานี้ กระทั่ง พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพรรคต้องยกทัพใหญ่ และมอบหมายให้ ชวน หลีกภัย ไสช้างออกรบ เพื่อ “ป๋า” ด้วยตนเอง ก็ทำให้น่าจะคะเนได้ว่า บทความ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” คงจะกลายเป็น “ก้อนกรวดในหัวใจ” ของ “ป๋า” ไปเสียแล้ว

           จำได้ว่า ขณะที่เขียน “ก้อนกรวดในรองพระบาท” เป็นช่วงเวลาที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าชื่อถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระบรมราชวินิจฉัยถอดถอนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรี และ ประธานองคมนตรี

           จำได้ว่า ผมแสดงความไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาเพื่อถอดถอนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่เรียกร้องให้พล.อ.เปรม ลาออกด้วยตนเอง หลังจากที่ถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมกับการก่อรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเป็นการละเมิดต่อคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งองคมนตรี ว่าจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และ ขัดกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ให้จัดการเลือกตั้ง และแก้ปัญหาด้วยวิถีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ พล.อ.เปรม กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ เป็นผู้วางแผนและบัญชาการการรัฐประหารด้วยตนเอง อีกทั้งยังนำคณะรัฐประหาร เข้าเฝ้าถวายรายงานในยามวิกาล อีกด้วย

           ก่อนการรัฐประหาร พล.อ.เปรม มีบทบาทสูงยิ่งในการปลุกเร้าให้ทหารไม่ฟังคำสั่งรัฐบาล รวมไปถึงต่อต้านรัฐบาล

           วันรัฐประหาร พล.อ.เปรม มีบทบาทสูงมากในการเป็นศูนย์กลางเหตุการณ์ และผู้ก่อการรัฐประหารทุกคน ต้องไปรายงานที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์

           หลังการรัฐประหาร พล.อ.เปรม มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมไปถึงการประสานงานองค์กรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการคำสั่งคณะรัฐประ หาร ที่จะต้องเข้าไปรายงานความคืบหน้าการทำงานเป็นระยะ

           ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ของพล.อ.เปรม จึงเป็นเหตุผลที่ผมนำเสนอว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการเข้าชื่อถวายฎีกา แต่เรียกร้องให้พล.อ.เปรม ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี ด้วยตนเอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ต้องแปดเปื้อนกับเรื่องราวทางการเมืองและการรัฐประ หาร ที่พล.อ.เปรม เข้าไปพัวพันเกี่ยวข้อง

           ผมยังเรียกร้องต่อขบวนการ “ลูกป๋า” ขอให้ยุติการสร้างตรรกะ หรือแนวคิดที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้าใจผิด ว่า การวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม เท่ากับเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นเพียงบุคคลธรรมดา มิได้เป็นบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่างใด

           อีกทั้ง พล.อ.เปรม อยู่ในฐานะที่ต้องพร้อมรับการตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์ หากเห็นว่าถูกละเมิดโดยปราศจากความจริง ก็มีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียง เกียรติ ยศของตน ตามแนวทางที่กฎหมายบัญญัติไว้อยู่แล้ว

           พล.อ.เปรม ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เช่นเดียวกับองค์พระมหากษัตริย์

           บทความ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” เป็นการนำเสนอมุมมองในทางวิชาการ ที่มีเหตุมีผล และมีเอกสารอ้างอิงประกอบการนำเสนอตามสมควร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโดยง่าย และใช้ถ้อยคำสุภาพทุกคำ ทุกวรรค ทุกตอน ทุกบรรทัด ทุกย่อหน้า ตลอดทั้งเรื่อง

           บทความชิ้นนี้ปรากฏอยู่บนเวปไซต์ Hi-thaksin มายาวนานตั้งแต่เดือนเมษายน ปีกลาย จนถึงเดือนเมษายน ปีนี้ ผ่านช่วงเวลาและสายตาของคณะรัฐประหาร และรัฐบาลเผด็จการ มาโดยที่ไม่มีใครเอะอะโวยวาย

           จนกระทั่ง นายสมัคร สุนทรเวช พูดขึ้นมาในระหว่างที่มีความพยายามจาก “มือที่มองไม่เห็น” จะล้มล้าง ขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล ของพรรคพลังประชาชน ว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” เห็นแล้วไม่กล้าเปิดอ่าน บทความชิ้นนี้ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนอยู่หลายวัน ก่อนจะเงียบหายไป เพราะถูกกระแสข่าวจัดตั้งรัฐบาล กลบ

           แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อ นายชวน หลีกภัย บอกว่ามีขบวนการโจมตีสถาบันองคมนตรี ทำให้มีเสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีว่าอยู่ดีๆ นายชวน จึงต้องไปลากสถาบันองคมนตรี มาเกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งๆ ที่องคมนตรี จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

           แล้วเรื่องก็กระจ่าง เมื่อ นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลักฐานของขบวนการโจมตีสถาบันองคมนตรี คือ บทความเรื่อง ก้อนกรวดในรองพระบาท พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้มีการโจมตีพล.อ.เปรม

           ตามติดด้วยการโชว์ซีดีเพลง ซึ่งนายชวน บอกว่าหยาบคายเกินกว่าจะเปิดให้สื่อมวลชนฟังได้ บอกได้เพียงว่าเป็นเพลงโจมตีพล.อ.เปรม ซึ่งทำกันเป็นขบวนการ มีการลงทุนสูง

           ทั้ง นายชวน และ นายเทพไท แสดงพฤติกรรมเสมือนหนึ่ง ทนายความของพล.อ.เปรม ที่กำลังดำเนินการปกป้องเกียรติยศของพล.อ.เปรม ไม่ให้ถูกละเมิด ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง หากกระบวนการปกป้องนี้ จะดำเนินการกันในศาล มิใช่มาดำเนินกันบนเวทีการเมือง ที่อาคารรัฐสภา และที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะเป็นการดึงสถาบันองคมนตรี เข้ามาพัวพันกับการเมือง หนักขึ้นไปอีก ในสายตาของประชาชนทั่วไป

           คำถามก็คือว่า ใครกันแน่ที่กำลังนำการเมืองเข้าไปใส่ในสถาบันองคมนตรี

           คำถามก็คือว่า การวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของพล.อ.เปรม องคมนตรีหนึ่งคน ถือเป็นการโจมตีสถาบันองคมนตรี อย่างนั้นหรือ

           คำถามก็คือว่า ในขณะที่บทความ ก้อนกรวดในรองพระบาท ปรากฏอยู่บนเวปไซต์ Hi-thaksin มานานหนึ่งปีเต็มๆ เหตุใด นายชวน จึงเพิ่งเดือดร้อนในวันนี้ เหตุใดจึงหยิบยกการวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.เปรม มาเป็นประเด็นทางการเมือง อีกทั้งยังบิดเบือนการวิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผล เป็นการโจมตีอย่างมีอคติ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อเจตนารมณ์การนำเสนอบทความ

           คำถามก็คือว่า ในขณะที่บทความก้อนกรวดในรองพระบาท มีจุดมุ่งหมาย เพื่อปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ต้องแปดเปื้อนกับพฤติกรรมที่ไม่บังควรของพล.อ.เปรม เหตุใดนายชวน จึงเลือกที่จะปกป้องพล.อ.เปรม และเรียกร้องให้ปิดกั้น ตัดทิ้งบทความที่แฉพฤติกรรมอันไม่บังควรของพล.อ.เปรม โดยไม่เอ่ยอ้างและไม่แสดงความห่วงใยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการกระทำของพล.อ.เปรม สักคำและสักครั้งเดียว

           คำถามก็คือว่า เป้าหมายในการออกโรงครั้งนี้ของนายชวน เป็นไปเพื่อปกป้องพล.อ.เปรม ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการถูกแฉพฤติกรรมที่ไม่บังควร หรือ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของพล.อ.เปรม

           คำถามก็คือว่า ในจำนวนองคมนตรีทั้งคณะ 18 ท่าน เหตุใดจึงมีพล.อ.เปรม เพียงท่านเดียวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ

           คำถามก็คือว่า การวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของพล.อ.เปรม ซึ่งเป็นองคมนตรีคนหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีสถาบันองคมนตรี ด้วยอย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้น การวิพากษ์วิจารณ์นายชวน มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับผู้หญิงคนหนึ่งในขณะที่เป็นภริยาผู้อื่น จัดว่าเป็นการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทั้งพรรค ด้วยใช่หรือไม่

           คำถามก็คือว่า นายชวน ถูกใครใช้ หรือ จ้างวาน หรือ อาสา มาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อเหตุผลใดกันแน่ หากมีความเป็นห่วงสถาบันองคมนตรี จริงดังที่กล่าวอ้าง ก็สมควรต้องพูดจาเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้นานแล้ว มิใช่เพิ่งมาแสดงอาการอึดอัดคับข้องใจกันในเวลานี้ อีกทั้งมิได้เคยนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า สถาบันองคมนตรีได้รับผลกระทบจากบทความ และ ซีดีเพลง ในเชิงโครงสร้างของสถาบัน แต่กลับแสดงความรู้สึกห่วงใย เห็นใจ พล.อ.เปรม เพียงคนเดียว

           คำถามก็คือว่า นายชวน กำลังเล่นเกม “การเมืองในสถาบันองคมนตรี” เพื่อผู้ใด และ เพื่อเป้าหมายใดกันแน่

           คำถามก็คือว่า นายชวน ก็เห็นดีเห็นงามด้วยกับการวิพากษ์วิจารณ์องคมนตรีไม่ได้ และสมควรจัดให้องคมนตรีอยู่ในสถานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ ใช่หรือไม่

           ยังมีอีกมากมายหลายคำถามที่อยากจะถาม แต่เพียงเท่านี้ ก็ไม่อาจจะคาดหวังได้กับคำ ตอบ ที่เต็มไปด้วยความจริง หลักการ มากกว่า สำบัด สำนวน และโวหาร จากนายชวน ผมจึงไม่อยากจะถามให้มากความไปกว่านี้

           ความรัก ความผูกพัน ในฐานะคนใต้ด้วยกัน

           ความใกล้ชิดสนิทแนบแน่น ในฐานะนักการเมืองที่เคยได้รับลาภ ยศ ตำแหน่ง และความ ก้าวหน้าทางการเมืองจากพล.อ.เปรม

           ความคาดหวังในผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน หาก “เกมการเมืองในองคมนตรี” จุดติดขึ้นมาได้จริง

           ความอยู่รอดร่วมกันของพรรคประชาธิปัตย์ กับ พล.อ.เปรม ที่ผูกชะตาติดกันไว้

           เหล่านี้คือ เหตุและผล เท่าที่ ประดาบ พอจะมองเห็น และนึกออกว่าเป็นปัจจัยในการสั่งการให้นักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีสองสมัย อย่าง นายชวน หลีกภัย ต้องลดตัวลงมาเล่นบท องครักษ์พิทักษ์ป๋า เสมอชั้นเดียวกับ เทพไท เสนพงศ์ อย่างไม่น่าเชื่อ

           ผมไม่เชื่อว่า นายชวน มีความห่วงใยสถาบันองคมนตรี ด้วยความสุจริตใจ แต่เชื่อว่านายชวน มีความรัก และห่วงใย พล.อ.เปรม ยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

           บัดนี้ นายชวน พร้อมแล้วที่จะรบเพื่อความอยู่รอดของ พล.อ.เปรม ที่กำลังถูกบั่นทอนความศรัทธาจากพฤติกรรมในอดีตและปัจจุบันของตนเอง ซึ่งเป็นความอยู่รอดที่มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอด และเติบโตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

           เกมนี้ ผู้ได้รับเลือกให้รับบทแม่ทัพ จึงต้องเป็น ชวน หลีกภัย คนเดียวเท่านั้น เพราะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังละอ่อนเกินไปกับเกมการเมืองที่มีความพิสดารพันลึกเช่นนี้ อีกทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มีมลทินมากเกินไปที่จะเข้ามามีส่วนร่วม

           อันที่จริง ผมเคยถอดบทความ ก้อนกรวดในรองพระบาท เก็บเข้าแฟ้มผลงานเก่าไปแล้ว แต่นำกลับมาโชว์ใหม่ ในวันที่ไม่ค่อยมีเวลาเขียนงานใหม่ๆ ให้ได้อ่านกัน และไม่เคยคิดว่าจะกลับมาฮอตและฮิตอีกครั้งในวันที่เวลาเติมอายุให้บทความชิ้นนี้มีวัย 1 ขวบปีเต็มๆ

           แต่มาถึงวันนี้ วันที่ใครบางคนกำลังรู้สึกว่าบทความชิ้นนี้ เป็นขวากหนามบนทางเดิน เป็นที่รำคาญสายตา ทำให้บดบังวิสัยทัศน์อันสวยงามที่วาดไว้ และอยากให้เก็บบทความชิ้นนี้ทิ้งไป ผมก็พร้อมที่จะสนองตอบให้ ด้วยการเก็บบทความ ก้อนกรวดในรองพระบาท ไว้ในใจของใครบางคน ในฐานะ ก้อนกรวดในหัวใจ ตลอดไป

           อาจจะไม่ใช่เพียงก้อนเดียวที่จะส่งไปเก็บไว้ในใจใครบางคน หากแต่จะเพิ่มเข้าไปอีกหลายก้อน จนกว่าจะเต็มไปทุกห้องหัวใจ และขาดลมหายใจไปในที่สุด

           ขอขอบคุณ นายชวน หลีกภัย ที่กรุณายกระดับบทความ “ก้อนกรวดในรองพระบาท” ให้เป็น “ก้อนกรวดในหัวใจ” ของใครบางคน ตลอดกาล

เหตุที่กล่าวหา เสรีพิสุทธิ์ จาบจ้วง

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ดีใจครับที่มีนักวิชาการท่านหนึ่ง เขียนตำหนิและตอบโต้ บทความเรื่อง “เปิดหลักฐาน เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์”

           ยินดีน้อมรับคำวิจารณ์ที่ปราศจากอคติจากท่านอาจารย์ ด้วยหัวใจที่พองโตของประดาบ ที่ได้รับเกียรติยิ่งนัก

           เหตุที่ต้องดีใจ ก็เพราะไม่ธรรมดานักหรอกครับ ที่ “อีแอบ” คนหนึ่ง จะได้รับการกล่าวถึง เอ่ยอ้างถึง วิพากษ์วิจารณ์ถึง จากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง สื่อมวลชน นักหนังสือพิมพ์ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย เรื่อยลามไปยังนักวิชาการ อาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ลงจนถึงชาวบ้านร้านตลาด ที่เอ่ยอ้างถึงบทความของประดาบ

           ไม่เคยโกรธเลยที่จะต้องเป็น “อีแอบ” ในสายตาของใครหลายคน ที่อยากให้เปิดเผยตัวตนเสียที เพราะพฤติกรรมของผม มันก็ “อีแอบ” จริงๆ นั่นเอง

           เจตนารมณ์แต่แรกก็ตั้งใจว่า หลังเลือกตั้งผ่านพ้นไป ก็จะเดินออกจากหลังม่าน ทักทายเพื่อร่วมทางของเราอยู่เหมือนกัน แต่มีเสียงคัดค้านมากมายหลายด้าน ว่า “ไม่สมควรอย่างยิ่ง” เพราะผู้เสียประโยชน์จาก “อีแอบ” คนนี้ อาจจะกระทำอะไรลงไปเพราะขาดสติได้ หากได้เห็นว่าใครคือ “อีแอบ” รายนี้

           ผมเพียงแต่อยากจะชี้แจงท่านนักวิชาการ ที่ท้วงติงผมว่า ไม่ควรนำประเด็น การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ มากล่าวหา โจมตี ให้ร้าย เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส และยังกรุณาชี้แนะให้ความรู้ข้อกฎหมายแก่ผมด้วยว่า กรณีที่ เสรีพิสุทธิ์ พูดจาถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ผมนำมาให้อ่านและฟังกันนั้น ไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่อาจจะดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ได้ อีกทั้งเป็นการทำให้ประชาชนสับสน ว่า ในที่สุด คู่ขัดแย้งทั้งสองฝั่งข้างของสังคมไทย ก็อ้าง “คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามเหมือนกัน

           เมื่อได้รับคำชี้แนะด้วยความกรุณาจากท่านนักวิชาการ ผมก็ไปเปิดดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เขียนไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

           อ่านอย่างไร ฟังอย่างไร คำพูดของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ก็ไม่เข้าเกณฑ์ความผิดตามที่ท่านนักวิชาการ ชี้ไว้จริงๆ เพราะ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ไม่ได้พูดในลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย แม้แต่น้อย

           แต่ ท่านนักวิชาการครับ ….

           หากท่านจะกลับไปอ่านบทความเรื่อง “เปิดหลักฐาน เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์” อีกสักครั้ง ท่านจะพบว่า ผมไม่ได้กล่าวหาเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำความผิด มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ตามที่ท่านยกมาอ้างอิง แต่ประการใดเลย

           ผมไม่ได้กล่าวหา เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย แต่อย่างใด ซึ่งนายตำรวจระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงไม่โง่ และไม่บ้าที่จะกล่าวถ้อยคำที่ทำให้ตัวเองต้องตกเป็นผู้ต้องหาของกฎหมาย ที่ตัวเองถืออยู่ในมือไว้คอยเล่นงานผู้อื่น ด้วยปากพล่อยๆ เป็นแน่

           ผมเขียนถึงพฤติกรรมของ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ด้วยเหตุ 2 ประการคือ

           1. เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างหาที่สุดมิได้

           2. เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นคนไทย ที่อวดอ้างว่าเป็นผู้จงรักภักดี เหนือกว่าคนไทยคนอื่นๆ ที่จงรักภักดีด้วยหัวใจ แต่ไม่เคยอวดอ้าง

           ด้วยเหตุ 2 ประการนี้ ก็เพียงพอแล้วที่ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ไม่ควรจะแสดงวาจาในลักษณะที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ว่าเป็นเหตุที่ทำให้ตำรวจต้องเสียกำลังพล เพื่อถวายอารักขา ถวายความสะดวก จนกระทั่งเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ของตำรวจ

           การเสด็จพระราชดำเนิน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ ไปยังสถานที่ต่างๆ โดยส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นพระราชกรณียกิจ พระกรณียกิจ เพื่อประชาชน แทบทั้ง สิ้น น้อยครั้งนักที่จะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์

           นอกจากการแสดงวาจาที่ไม่บังควรเกี่ยวกับ “ขบวนเสด็จ” แล้ว ที่ไม่ควรจะหลุดออกมาจากปากของบุคคลระดับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลยก็คือ การกล่าวถ้อยคำล่วงล้ำก้ำเกินพระราชวงศ์ เกี่ยวกับจำนวน “ลูกหลาน” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

           ผมไม่ได้อ้างข้อกฎหมายแม้แต่ข้อเดียว และไม่ได้กล่าวหา หรือใส่ร้ายว่า เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำผิดกฎหมายมาตราใด แต่ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่บังควร และประเมินด้วยบรรทัดฐานแบบผม เห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้ เป็นการ “จาบจ้วง” สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าในใจของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส คิดอย่างไร กับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ พระราชกรณียกิจ พระกรณียกิจ ในฐานะที่เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นบุคคลที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

           ผมเห็นว่า กรณีนี้สมควรต้องนำมาบอกกล่าวให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ ได้เห็นพฤติกรรมของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส และชี้ให้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ควรนำเรื่องราวของพระราชวงศ์ มาพูดจากระทบกระเทียบ ให้ประชาชนเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการพูดในที่รโหฐาน มีข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั่งฟังอยู่เป็นจำนวนมาก

           หากไม่นำเรื่องเช่นนี้มาบอกกล่าวว่า เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส คิดและพูดอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริยย์ แล้วปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ผ่านไป จบลง โดยไม่มีผู้ใดรู้สึกเดือดร้อน หรือ คิดเห็นว่าต้องดำเนินการอย่างไร ตรงกันข้ามกลับคิดเห็นว่าเป็นเรื่องที่สามารถนำมาพูดจา กล่าวอ้างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อเอาตัวรอดในกรณีที่ปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมาย และผิดพลาด สักวันหนึ่งข้างหน้า การประชุมของข้าราชการส่วนต่างๆ ก็อาจจะมีการเลียนแบบเหตุผล ว่าการปฏิบัติภารกิจของหน่วย ไม่บรรลุผลสำเร็จ เพราะต้องปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง เหมือนที่เสรีพิสุทธิ์ กล่าวอ้างเช่นในครั้งนี้

           สถาบันเบื้องสูงของคนไทยที่คนทั้งชาติเคารพสักการะเทิดทูนเหนือหัว จะเป็นเช่นไร

           ผมต้องขอโทษ ที่นำเรื่องนี้มาบอกกล่าว อันเป็นการขัดเคืองใจใครหลายคน แต่ในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน ผมละเว้นเรื่องนี้ และปล่อยให้ผ่านเลยไปไม่ได้จริงๆ

           ผมอยากจะบอกไปยังท่านนักวิชาการ ว่า ผมไม่ได้เขียนบทความเรื่องเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ในฐานะคนไทยที่ต้องอยู่ใต้กฎหมายอาญา แต่ผมเขียนในฐานะที่เป็นคนไทยที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร เหมือนเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส และ เหมือนท่านนักวิชาการ

           ดังนั้นผมจึงไม่ได้พิจารณาพฤติกรรมของเสรีพิสุทธิ์ ด้วยบรรทัดฐานทางกฎหมาย หากแต่พิจารณาด้วยบรรทัดฐานของพสกนิกรผู้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร เป็นสำคัญ

           ด้วยเหตุผลที่ผมตระหนักอยู่ในใจตลอดเวลาว่า ผมอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร ผมจึงต้องมีหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ผู้ใดกล่าวหาให้ร้าย และชักนำทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด

           กรณีนี้ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าผมไม่ได้กล่าวหาเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ผมกล่าวหาว่าเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กระทำการอันไม่เหมาะสม จาบจ้วง สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่สมควรแก่ฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และไม่สมควรแก่ฐานะคนไทยที่อวดอ้างว่าจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

           เว้นเสียแต่ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จะนำพยานหลักฐาน มาประกอบการพูดจาได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ร้ายคดีใดไม่ได้ เพราะต้องไปถวายการอารักขาขบวนเสด็จ และ การถวายอารักขาขบวนเสด็จ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนครบาล จริงๆ ดังที่กล่าวอ้าง

           ผมไม่มีเจตนาที่จะนำข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ดังที่มีการชี้นำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องชี้แจง

           1. ผมเขียนบทความชิ้นนี้ และนำหลักฐานมาเปิดเผย ในวันที่ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการไปแล้ว

           2. ผมเขียนบทความชิ้นนี้ เพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่เคยคิด หรือ คิดจะเลียนแบบเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ต้องตระหนักว่าไม่สมควรกระทำ และอย่านำมาเป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อปกป้องและรักษาสถาบันเบื้องสูงของคนไทยทุกคน ไว้

           3. ผมตระหนักอยู่เสมอว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันเบื้องสูงที่ไม่ว่าใคร ผู้ใด ก็ไม่ควรจะบังอาจกระทำการให้เสื่อมเสีย และไม่ควรนำไปใช้เป็นเครื่องมือใดๆ ทั้งสิ้น ผมจึงไม่เคยมีความคิดที่จะกระทำการดังที่มีการวิจารณ์กัน

           ผมขอบคุณท่านนักวิชาการที่กรุณาชี้แนะมุมทางกฎหมาย ต่อเรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้นำเสนอพฤติกรรมเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ในมุมมองของนักกฎหมาย หากแต่นำเสนอในมุมมองของผู้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร แต่เพียงมุมเดียว และผมยังคงยืนยันว่า…

           “เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์”

           จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงได้ข้อคิดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อว่า ดูคนอย่าดูเพียงหน้าตา และหน้าอกที่แขวนเหรียญตรา แต่ต้องดูให้ลึกเข้าไปในหัวใจของคนคนนั้น

เปิดหลักฐาน เสรีพิสุทธิ์ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์

พฤษภาคม 9, 2008

 

           ไม่เจอะกันนาน คิดถึงจังเลย……

           ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ก็ยังอยู่กับทุกท่านเหมือเดิมที่นี่ล่ะ

           ไม่ได้หายหัว หายหน้า หายตาไปไหน ไม่ได้ถูกอุ้มไปเก็บตัวอยู่ที่ไหน

           ไม่ได้ไปตามคณะนายกฯทักษิณ ออกทำบุญ อย่างที่หลายคนคิด

           ไม่ได้ติดภารกิจงานราชการแผ่นดิน อย่างที่หลายคนคาด

           ไม่มีวาสนาปานนั้นหรอกครับ ….ทุกวันนี้ ขอเพียงมีหน้าที่การงานอาชีพสุจริต ทำมาหาเลี้ยงปากท้องและครอบครัว และเหลือแบ่งเจือจานมาทำงานที่รัก ณ ที่ตรงนี้ กับเพื่อนๆ น้องๆ ก็มีความสุขแล้ว

           ก็ต้องขอโทษที่หายไปนาน จนไม่อยากจะรับปากอีกแล้วว่า จะไม่หายไปไหน เพราะต้องระดมทุนหาเงินทองเก็บไว้ยามจำเป็น กับใครๆ เขาเหมือนกันครับ แต่ก็จะพยายามมาให้บ่อยก็แล้วกัน

           อยากให้เข้าใจว่า ภารกิจที่ต้องหาเลี้ยงปากท้องและครอบครัว บีบรัดและล้อมตัวจนโงหัวไม่ขึ้นจริงๆ จึงได้แค่โผล่มาทักทายทีมงาน และเยี่ยมชมหน้าจอ แก้คิดถึงเท่านั้น

           เดินแวะเข้าออฟฟิสวันนี้ ถูกบังคับแกมร้องขอว่าทักทายเพื่อนร่วมทางของเราสักหน่อย ไม่อยากจะขัดใจใครๆ อีก หลังจากที่ขัดจนเป็นที่เคืองใจของใครหลายคน หาว่าดังแล้วแยกวง หลงตัวลืมตน

           เพื่อเป็นการปฏิเสธว่าไม่ได้ดังแล้วแยกวง และไม่เคยหลงตัวลืมตน และเพื่อไม่ให้เป็นที่ขัดและเคืองใจใครหลายคน ก็ยินดีสนองด้วยความเต็มใจครับ

           บังเอิญเสียเหลือเกิน ในระหว่างที่ห่างหายไป ได้พบเจอมิตรใหม่และศัตรูเก่า (ทางความคิด) หลายคน ได้รับ VCD มาหนึ่งแผ่น เปิดดูแล้ว ถึงกับต้องขยี้ตาตัวเอง และ ใช้ไม้ปั่นหู ทำความสะอาดรูหู เพื่อขอดูและฟังชัดๆ อีกสักหลายๆ ที

           ภาพที่ปรากฎใน VCD แม้จะไม่ชัดนัก แต่ด้วยเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งน้ำเสียงใหญ่ๆ แปร่งๆ แข็งๆ บวกกับลีลาการพูดจาที่ดูหมิ่น เหยียดหยามคนไปทั่ว ว่า โง่ ด้อย และต่ำกว่าตนเอง พอจะบอกได้ว่าเจ้าของเสียงที่นั่งพูดอยู่บนเวที เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส” เจ้าของคำสั่งราชการอันลือลั่น “ควายรึเปล่า” ที่จะงดจัดงานกีฬา เพื่อร่วมถวายอาลัยการจากไปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

           เมื่อชัดว่าเป็นเสรีพิสุทธ์ เตมียาเวส ที่กำลังพูดอยู่บนเวที ยิ่งต้องฟังว่าทุกประโยค ทุกถ้อยคำ ที่พาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพรักเทิดทูนบูชาของประชาชนคนไทยทั้งชาติ นั้น เป็นคำพูดที่ออกจากปากของ บุคคลซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และน้อยคนนักที่จะได้รับ แม้ว่าเกียรติประวัติ และเกียรติคุณความดี ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ว่า เขาเป็นวีรบุรุษนาแก ตัวจริง หรือไม่?

           แต่ไม่ต้องถึงกับฟื้นฝอยหาตะเข็บเรื่องวีรบุรุษนาแก ไม่มากความ ลำพังเพียงในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ยิ่งเป็นคนไทยที่มีตำแหน่งถึงผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ ด้วยแล้ว ก็ไม่สมควรที่จะกล่าวถ้อยคำพาดพิงและน้ำเสียงอันแสดงถึงความรำคาญ และสะท้อนถึงทัศนะว่าเป็นเรื่องไม่สมควรที่จะต้องเสียกำลังตำรวจ ไปเพื่อถวายการอารักขาขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ จนเป็นเหตุให้การทำงานของตำรวจมีปัญหา และปฏิบัติหน้าที่ป้องกัน ปราบปราม และติดตามแก้ไขอาชญากรรม ให้แก่ประชาชนไม่ได้

           เสียงของ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นอย่างไร ต้องฟังกันเอง ว่าเขาเบื่อแสนเบื่อกับภารกิจการถวายอารักขาขบวนเสด็จมากเพียงใด และ ภารกิจนี้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมากเพียง

           “…ในกรุงเทพ เป็นไงครับ วิ่งกันขวั่กเลย ยิ่งมีขบวนเสด็จมา ต้องไปรับเสด็จมา จะเอาเวลาที่ไหนไปป้องกันอาชญากรรม เอาเวลาที่ไหนไปจับคนร้าย แล้วก็บอกเอานี่ จะเอาที่ไหน ไอ้คนไม่ได้ปฏิบัติก็ไม่รู้เรื่อง ไอ้คนปฏิบัติก็รู้เรื่อง วันๆ ต้องรับเสด็จ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของพวกเรา ยิ่งท่านมีลูกหลานมาก หลายขบวนเหลือเกิน ตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ จะบอกว่าไม่ทำได้ไง ก็ต้องทำ พอทำหน้าที่ไป ก็ไม่มีตำรวจไปติดตามงาน..”

           อย่าว่าแต่พูดเลยครับ แม้แต่คิดอยู่ในใจ ยังไม่บังควรเลย สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เช่น เสรี เตมียาเวส

           ประดาบ เป็นเด็กบ้านนอก จำได้ติดตาและตรึงใจ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จเจ้าฟ้าทุกพระองค์ เสด็จเยือนหมู่บ้านที่เคยอยู่ และทรงแวะมายังโรงเรียนที่เคยเรียน

           ผู้คนทั้งอำเภอ ไม่ใช่เพียงแค่หมู่บ้านของประดาบ ที่แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าที่คิดว่าดีที่สุดในชีวิต แห่กรูกันมาตั้งแถวรอแต่เช้ามืด ทั้งๆ ที่รู้ว่าขบวนเสด็จ จะมาถึงใกล้เที่ยง

           ปู่กับย่า พาหลานเกือบสิบคน เข้าไปในตลาด หาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เทเงินเกลี้ยงกระเป๋า เพื่อให้ประดาบ และพี่น้องได้สวมใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว และกางเกงขาสั้นสีกากี เด็กผู้หญิง ได้กระโปรงนักเรียนใหม่วันนั้นเอง ทุกชุดที่คิดว่าสุดยอดของความสุภาพเรียบร้อย อยู่ในถุงกระดาษ กลับถึงบ้านไม่ต้องซัก สะบัดๆ ใส่ได้เลย แล้วพากันเบียดแทรกตัวไปยืนรออยู่แถวหน้า โบกธงชาติที่ทำจากกระดาษผืนน้อยๆ กันตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมงเช้า

           เมื่อยแสนเมื่อย ร้อนแสนร้อน ที่ต้องยืนตากแดดในหมู่คนที่อัดแน่นหลายร้อยคน ในลานไม่กว้างนักหน้าโรงเรียน เกือบ 5 ชั่วโมง หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินเสียงนกหวีดของตำรวจดังขึ้น ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่ซักซ้อมกันไว้ว่า ถึงเสด็จพระราชดำเนินมาถึงแล้ว

           เมื่อรถยนต์พระที่นั่งมาถึง ทุกพระองค์เสด็จกันพร้อมทุกพระองค์ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้ใหญ่ของจังหวัด จำได้ว่าทั้งบริเวณโรงเรียนเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น

           วันนั้น ประดาบ ยืนอยู่ตรงนั้น 5 ชั่วโมง นั่งอยู่อีกไม่น่าจะน้อยกว่า 2 ชั่วโมง จนกระทั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับ เพียงแค่ได้เห็นพระพักตร์ทุกพระองค์ เห็นรอยแย้มพระสรวล ก็ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น

           นั่นเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้า ได้รับเสด็จ ที่ยังติดอยู่ในหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้

           จึงไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่าง เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ซึ่งตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะพูดถ้อยคำดังที่ว่าออกมาจากปาก ว่า การถวายอารักขาขบวนเสด็จ เป็นอุปสรรคต่อการทำงานปราบปรามอาชญากรรมของตำรวจ มิพักต้องพูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์ล่วงล้ำก้ำเกินถึงเรื่องราวภายในพระราชวงศ์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นถึงเนื้อในแห่งจิตใจของเสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ว่าคิดอย่างไรกับงานถวายอารักขาขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

           VCD แผ่นนี้ ทั้งภาพและเสียงชัดเจนเหลือเกิน ว่าเป็นการแสดงอาการเหิมเกริม ไม่และบังควร อย่างที่ยากจะอภัยให้ได้ ชัดทุกถ้อยคำ และน้ำเสียง แม้จะบาดหู บาดใจคนฟัง และคนไทยทุกคน แต่ก็จำเป็นต้องเปิดให้ฟังกัน จะได้รู้แก่ตาประจักษ์แก่หูตัวเองว่า เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส เป็นคนเช่นไร เป็นผู้จงรักภักดีดังปากว่าจริงหรือไม่

           กรณีนี้ ต่างจาก กรณี VCD จาบจ้วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และใบปลิว ที่นายชวนหลีกภัย นำมาแถลงโชว์แก่สื่อมวลชน แต่ไม่เปิดให้ฟัง ด้วยอ้างว่าหยาบคายเกินกว่าจะรับฟังได้ แต่ไม่ทราบว่ากรณีของเสรีพิสุทธิ์ นี้ นายชวน หลีกภัย รับฟังแล้ว จะคิดเห็นอย่างไร จะออกมาปกป้องไม่ให้มีการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ เมื่อเห็นพยานหลักฐานจะๆ คาตาแบบนี้ และไม่ใช่ใบปลิวเถื่อน ไม่ใช่ซีดีที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะตำรวจทุกนายที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น ยืนยันได้ทุกคนว่าเป็นเรื่องจริง

           การเขียนด่านายตำรวจระดับพลตำรวจโท ว่า “ควายรึเปล่า” ที่เสนอให้งดจัดการแข่งขันกีฬา เพื่อถวายอาลัยการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นการแสดงพฤติ กรรมที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

           การแสดงอาการและวาจาไม่แยแส ไม่ยี่หระต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ด้วยการไม่ร่วมพระพิธีธรรมบำเพ็ญพระราชกุศลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่าเป็นการตอบโต้ที่ไม่เสด็จงานวันตำรวจแห่งชาติ เป็นการแสดงพฤติกรรมอันเหิมเกริมอย่างไม่เคยที่มีผู้ใดประ พฤติปฏิบัติมาก่อน

           การแสดงอาการและถ้อยคำที่ทำให้เห็นว่าการถวายอารักขาขบวนเสด็จ เป็นภารกิจที่เป็นปัญหากับการปฏิบัติงานของตำรวจ เป็นการทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อพระราชกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างร้ายแรง

           การแสดงถ้อยคำก้าวล่วงพระราชวงศ์ เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

           ที่สำคัญคือ ทุกพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นการแสดงอย่างเปิดเผย ต่อหน้าที่ประชุมตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ต่างกรรมต่างวาระ หลายครั้งหลายกรณี จนกลายเป็นอาการย่ามใจในความยิ่งใหญ่ของตนเอง กระทั่งพระราชวงศ์ก็ไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไปแล้ว

           สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ว่าผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ และ ทรงอยู่เหนือหัว อยู่ในจิตใจของทุกคนว่า ผู้ใดจะก้าวล่วงไม่ได้ ทั้งโดยความ คิด วาจา และพฤติกรรม

           ทว่าวันนี้ คนคนหนึ่งที่เคยอวดอ้างว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ได้กระทำในสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ ไปแล้ว

           คำถามก็คือว่า คนไทยทุกคนที่บอกว่าตนเป็นพสกนิกรผู้จงรักภักดี จะดำเนิน การอย่างไรกับ เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส

 

           พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ เตมียาเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายสรุปให้กับนายตำรวจสัญญาบัตร เกี่ยวกับแผนพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2550-2554 ว่า…..

           "….สำหรับงานป้องกันอาชญากรรมก็ดี นี่ผมกำลังเก็บข้อมูลเพื่อจะไปคุยกับก.พ.กองร้อยอยู่(คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ให้มันเห็นว่าจริงๆ แล้ว กำลังเรามันขาดมากมาย ถ้าเราสามารถป้องกันไม่ให้มีอาชญากรรมเกิดขึ้นทุกอย่างมันจบเลย แล้วกำลังตอนนี้เรามีเท่าไหร่ เราลองไปดูตามสถานีตำรวจนะครับ มีสารวัตรปกครองป้องกันคน บางทีมีรองคนเดียว บางทีไม่มีเลย เพราะฉะนั้นควรมีสถานีละกี่คน โรงพักนี้รับผิดชอบกี่ตำบล ควรจะมีสายตรวจเท่าไหร่ ควรจะมีจราจรเท่าไหร่ เนี๊ยะมันต้องคิดออกมา ไม่ใช่คิดง่ายๆ บอก เอ๊า…ก็ไม่ต้องมี ก็ยืมงาน ใช้กัน ตำรวจมี 50 คนบนโรงพัก ใช้มันทุกงาน วันนี้ก็ไปทุกงาน พรุ่งนี้ก็ไปทุกงาน อย่างนี้มันไม่ได้ 

           เหมือนกับตอนนี้ในกรุงเทพฯ เป็นไงครับ วิ่งกันขวั่กเลย ยิ่งมีขบวนเสด็จฯมาตำรวจมันก็ต้องไปรับมา ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปป้องกันอาชญากรรม เอาเวลาที่ไหนไปติดตามจับกุมคนร้ายแล้วก็บอกเอานี่ จะเอาที่ไหน ไอ้คนไม่เคยปฏิบัติก็ไม่รู้เรื้องหรอก แต่ไอ้คนปฏิบัติมันรู้เรื่อง วันๆ เอาแต่รับเสด็จฯ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของพวกเราใช่ไม่มั๊ยครับ ยิ่งท่านมีลูกหลานมาก หลายขบวนเหลือเกิน ตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ จะบอกไม่ทำได้ไง ก็ต้องทำ พอทำหน้าที่ไป มันก็ไม่มีตำรวจให้ไปติดตามงานอย่างอื่นแล้ว ไอ้ก.พ.ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เดี๋ยวนี้คุยกันมันยังไม่มองหน้ากันอยู่แล้ว ประชุมกตร.มันค้านกันทุกที่…."

ประดาบ ก็คือ ประดาบ

พฤษภาคม 9, 2008

           

           ต้องขอโทษ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ด้วย ที่ “ประดาบ” ไปรบกวนความสุขในชีวิต

           ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักคุณสมยศ เป็นการส่วนตัว นอกจากว่าเคยอุดหนุนซื้อหนังสือที่คุณสมยศ มาเปิดแผงขาย ที่สนามหลวง ไปอ่าน 2-3 เล่ม

           จำได้ว่า มีประชาทรรศน์ เล่มที่หน้าปกเป็นรูปคุณสมยศ ด้วย เพราะชื่นชมความกล้าหาญ และอุดมการณ์ของคุณสมยศ

           อันที่จริง ผมก็ซื้อประชาทรรศน์ ทุกเล่มนั่นล่ะ เพราะกลัวว่าจะอยู่ได้ไม่นาน ก็เลยช่วยอุดหนุน แต่เล่มปกคุณสมยศ ผมซื้อไปทั้งหมด 2 เล่ม เพราะได้ซื้อกับเจ้าตัวที่อยู่บนปก

           ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยพูดคุยกับคุณสมยศ แต่ พวก Manger on lie ก็อุตส่าห์เอา ประดาบ ไปผูกกับคุณสมยศ แล้วก็ชี้เปรี้ยงแบบฟันธงว่า “ประดาบ = สมยศ”

           ไม่น่าเชื่อว่า Manager on lie ก็เป็นสื่อต้นสังกัดของตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ กรรมการจริยธรรมของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และ สุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

           ไม่น่าเชื่อว่า Manager on lie จะนำใบปลิวอิเลคทรอนิกส์ที่เขียนขึ้นจากใครก็ไม่รู้ โดยไม่มีหลักฐาน เป็นแต่เพียง “คิดว่า” และ “น่าเชื่อว่า” มานำเสนอเป็นข่าวใหญ่โต ราวกับว่าเพิ่งค้นพบว่า พระอาทิตย์ ขึ้นทางทิศตะวันตก ได้เป็นคนแรก จึงประกาศก้องไปยังมวลหมู่สมาชิก ให้ได้รับรู้ความเป็น Manager on lie ของตัวเอง เสียดังสะท้านไปทั่วแผ่นดิน

           มิเสียแรงที่ผมเรียกขานสื่อสำนักนี้ว่า Manager on lie จริงๆ

           ผมไม่รู้ว่าหลังจาก Manager on lie เปิดเผยว่า ประดาบ = สมยศ ชีวิตของคุณสมยศ จะวุ่นวายเพียงใด รับโทรศัพท์ทันหรือไม่ มีสายเรียกซ้อนกันตลอดทั้งวันไหม จะมีใครเดินตาม จะมีใครสอดส่องจ้องดูด้วยเกรงว่าจะได้รับความปลอดภัย เป็นพิเศษหรือไม่

           เอาเป็นว่า ผมต้องขอโทษคุณสมยศ ด้วยแล้วกัน

           ส่วน Manager on lie นั้น อย่าไปหวังว่าคนจำพวกนั้น จะสำนึกว่า ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี เป็นเช่นไร

           ผมก็ไม่รู้ว่า ระหว่าง Manager on lie กับ ประดาบ ท่านผู้อ่านจะเชื่อใครมากกว่ากัน

           ผมยืนยันได้ว่า ประดาบ ไม่ใช่ คุณสมยศ และ คุณสมยศ ก็ไม่ใช่ ประดาบ

           เพราะคุณสมยศ หล่อ ล่ำ กว่าผมแยะ อีกทั้งมีแนวคิด อุดมการณ์ และแววตาที่มุ่งมั่นต่อการเอาชนะเผด็จการอย่างมากมาย และมีความกล้าหาญมากกว่า ประดาบ หลายเท่า

           คุณสมยศ ต่อสู้อย่างเปิดเผยตัวตน ในขณะที่ ประดาบ ยังได้แต่แอบซ่อนตัวเอง อยู่

           คุณสมยศ จึงควรได้รับการคารวะจาก ประดาบ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

           ผมเคยบอกไว้แล้วว่า อย่าได้ค้นหาเลยว่า ประดาบ เป็นใคร และ ใครเป็นประดาบ เพราะจะทำให้ผู้ที่ถูกพาดพิงและคาดเดาว่า “เป็น” ต้องเดือดร้อนไปด้วย

           เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ประดาบ ยินดีที่จะพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกท่านอย่างเปิดเผย

           เวลาอันเหมาะสมของ ประดาบ ก็คือ วาระแห่งกาลอวสานของเผด็จการ

           สัญญาว่าเราจะได้พบกันอย่างแน่นอน